หน้าแรก ประชาชื่น ปักหมุดชุมพร ...

ปักหมุดชุมพร ‘หัวใจสัญจร’ ครั้งที่ 4 ฟิลิปส์ จับมือ สมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ  ยกระดับคัดกรองผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกล เตรียมความพร้อมแพทย์ท้องถิ่น

11.11.25 | 12:44 น.
ปักหมุดชุมพร ‘หัวใจสัญจร’ ครั้งที่ 4 ฟิลิปส์ จับมือ สมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ  ยกระดับคัดกรองผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกล เตรียมความพร้อมแพทย์ท้องถิ่น

ปักหมุดชุมพร ‘หัวใจสัญจร’ ครั้งที่ 4
ฟิลิปส์ จับมือ สมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ
ยกระดับคัดกรองผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกล เตรียมความพร้อมแพทย์ท้องถิ่น

17.9 ล้านคน คือ สถิติของการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกในแต่ละปี

โดยมีโรค ‘หัวใจและหลอดเลือด’ เป็นสาเหตุสําคัญ

หากแต่เกือบ 80% ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสามารถป้องกันได้ ถ้าดูแลสุขภาพด้านโภชนาการที่ดีและการออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ เข้าถึงการดูแลรักษา อีกทั้งได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือดอาภากรเกียรติวงศ์ จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจของ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่ต้องการให้บริการแก่ผู้ป่วยโรคหัวใจในจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการสาธารณสุข ลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัด และลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจ

Advertisement

จากวันแรกจนถึงวันนี้ นับเป็นเวลา 2 ปีที่ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือดอาภากรเกียรติวงศ์ ให้การรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวไปได้กว่า 640 ราย จากอัตราในภาพรวมการป่วยด้วยโรคหัวใจอยู่ที่ประมาณ 28% ต่อแสนประชากร กรณีฉุกเฉินที่สุด คือ เส้นเลือดอุดตันที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน โดยหากมีเครื่องมือใช้เริ่มต้นวินิจฉัยดีและถูกต้อง ละเอียด แม่นยำ ย่อมส่งผลที่ดีต่อผู้ป่วยแน่นอน

ล่าสุด สมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ มูลนิธิหัวใจ ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ, ชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคเอกชน อย่าง บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ปักหมุด ณ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร ต่อเนื่องจาก 3 ครั้งก่อนหน้า ณ กระบี่ สระแก้ว และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคหัวใจออกไปในพื้นที่ห่างไกล

ความพิเศษของครั้งนี้ คือการจัดฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์ในจังหวัดชุมพรให้เข้ารับการฝึกการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) โดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่และร่วมสร้างระบบสาธารณสุขไทยที่เข้มแข็งและทั่วถึง

วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์

สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของฟิลิปส์ ที่เชื่อว่านวัตกรรมจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง ดังที่ วิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด เน้นย้ำว่า นอกจากการนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยแล้ว บริษัทฟิลิปส์ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้น

“ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการผลักดันด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้น จึงได้สนับสนุนและทำงานร่วมกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ในโครงการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพื่อนำเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ ให้ประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจและดูแลสุขภาพหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” วิโรจน์กล่าว

บรรยากาศการออกหน่วยตรวจในโครงการ “หัวใจสัญจร”
เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography)

เครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ สร้างภาพเรียลไทม์ ประมวลผล 3 มิติ
ช่วยแพทย์วินิจฉัยแม่น วางแผนรักษาทันท่วงที

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เผยถึงภาพรวมของแพทย์โรคหัวใจในประเทศไทยว่า สมาชิกของสมาคมแพทย์โรคหัวใจที่เป็นแพทย์หัวใจ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,700 คน ซึ่งรวมสมาชิกที่เกษียณแล้ว ส่วนบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่จะมีจำนวนที่น้อยกว่านี้ ขณะที่ข้อมูลจากการแพทย์และสุขภาพ (HDC) 2568 พบว่าในประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเพียง 500-600 คน แต่มีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมมากกว่า 260,000 ราย

ปัจจุบันสมาคมแพทย์โรคหัวใจมีการฝึกอบรมอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดที่สอบจบออกไป ปีละประมาณ 60 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการกระจายแพทย์ออกไปในทุกโรงพยาบาล

“เรื่องของการกระจายแพทย์หัวใจ เราก็อยากให้มีการกระจายออกไปให้อยู่ในระบบที่ทั่วถึง ไม่ใช่ไปกระจุกอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่บางครั้งก็อาจจะไม่ได้อย่างที่เราต้องการ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในภาครัฐ แต่ในระหว่างทางมีการออกไปภาคเอกชน” ศาสตราธิคุณแพทย์หญิง
สมนพรกล่าว

จากนั้น อธิบายต่อไปถึงการจัดการโรคหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที การตรวจคัดกรองโรคหัวใจแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง คือ การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) แบบ 3 มิติ ที่นำมาใช้ในโครงการนี้ โดยเทคโนโลยีนี้ใช้หลักคลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจแบบเรียลไทม์ และประมวลผลภาพสามมิติที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างหัวใจ หลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดได้อย่างสมจริง และละเอียดในทุกมิติ จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและความมั่นใจในการวางแผนการรักษา

“เครื่องมือมีความสำคัญมากเพราะว่าทุกอย่างต้องมีความถูกต้อง ถึงจะสามารถที่จะรักษาได้ทันเวลา คือ มาถึงก็ต้องมีขั้นตอนของการดูแลในโรงพยาบาล ถ้ามาแล้วเจ็บหน้าอก ทางโรงพยาบาลก็จะมี Fast Track ที่บอกว่าจะต้องทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจทันที ต้องมีการดูแลใช้เครื่องไม้เครื่องมือ พอเครื่องมือดีก็จะช่วยให้ทำอะไรได้สะดวกขึ้น สามารถรักษาได้ถูกทาง

นอกจากนี้ยังมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง ที่เรียกว่าระบบ ISCV (IntelliSpace Cardiovascular) มาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลในการตรวจครั้งนี้ เพื่อการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และช่วยในการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง   

เครื่องมือที่ดีจะช่วยทำให้ทั้งหมดมันเป็นไปได้ตามสิ่งที่ควรจะเป็น ร่วมกับบุคลากรที่ต้องศึกษาและดูแลเครื่องไม้เครื่องมือ เพราะทั้งหมดของหัวใจมันเป็นระบบใหญ่ ถ้าทุกอย่างไปด้วยกันได้ดีหมด ผลก็จะดีสำหรับคนไข้”

(จากซ้าย) แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์, ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง

‘สังคมสูงวัย’ อีกหนึ่งปัจจัยหลัก
40% เคส (หลอดเลือดหัวใจ) รักษายาก

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร และแพทย์หญิงปัทมพันธ์ ร่วมกันย้ำด้วยว่า การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้สามารถควบคุมได้ พร้อมหมั่นสังเกตอาการเหนื่อย หากพบว่าตนเองเหนื่อยง่ายกว่าปกติที่เคยเป็น หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น อาจเป็นในเรื่องของหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอีกหนึ่งสาเหตุที่อาจจะเป็นอาการของโรคหัวใจ คือ อาการวูบ เหมือนจะเป็นลมกะทันหัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องรีบหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร

“ไลฟ์สไตล์และอายุของประชากรส่วนใหญ่ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้แนวโน้มการเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น อายุที่มากขึ้นของผู้ป่วยและการเข้าถึงระบบการรักษาได้ยากในอดีต ทำให้ตอนนี้เป็นเหมือนอาการสะสม ประมาณ 40% ของผู้ป่วย พบว่าเป็นเคสโรคหลอดเลือดหัวใจที่รักษาได้ยาก

ไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งที่บังคับได้ยาก คนในยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ตามด้วยความเครียด และการไม่คุมอาหาร ก่อให้เกิดสารพัดปัจจัยเสี่ยง ต่อให้มีการรณรงค์เรื่องการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์จากสาธารณสุข แต่การรณรงค์จะส่งผลได้ ถ้าทุกคนรับผิดชอบดูแลตัวเอง นี่คือเรื่องสำคัญที่จะป้องกันตนเองจากสถานการณ์โรคไขมัน เบาหวาน ความดันในอนาคต เพราะเริ่มที่ตนเองสำคัญที่สุด” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ท่านร่วมกันอธิบาย

ห่วง ‘กับดัก’ ข้อมูล กระตุกประชาชนฉุกคิด ‘ประเมินแหล่งข่าว’

สำหรับประเด็นของการรับสื่อของประชาชน ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพรแนะว่า หากมีการรณรงค์ได้สำเร็จเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพก็น่าจะลดโอกาสการเกิดโรคได้มาก เพราะหากมีวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพก็จะเป็นการช่วยเหลือพื้นฐานในส่วนหนึ่ง อยากให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สำคัญที่จะให้ข้อมูลแก่ประชาชน โดยนำบุคคลที่มีชื่อเสียงมาเป็นโมเดล

ปัญหาในขณะนี้คือการสื่อสารข้อมูลเรื่องการป้องกันโรคไปให้ถึงประชาชน มีข้อมูลที่เป็น ‘กับดัก’ จนถือได้ว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น อย่างน้อยขอให้ประชาชนเชื่อถือแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่าข่าวสารจากช่องทาง
อื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านการแพทย์

“สมาคมแพทย์โรคหัวใจมีความพยายามที่จะให้ข้อมูลแก่ประชาชน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ไลน์ และเว็บไซต์ Thai Healthy Heart อยู่เสมอ แต่ด้วยโซเชียลมีเดียที่มีอยู่หลากหลาย ทำให้ประชาชนยังเลือกรับสื่อไม่ถูกต้อง บางครั้งจะต้องมีคนคอยกระตุกประชาชนฉุกคิดเรื่องการประเมินแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ อาจเป็นหมอหรือองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และประชาชนเองควรจะต้องมีหลักการวิเคราะห์อยู่ในใจด้วยเช่นกัน และอยากขอความช่วยเหลือจากทางสาธารณสุขเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพราะมีวิธีที่จะกระจายข้อมูลอย่างทั่วถึงได้ดีกว่า หากเข้าช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้ แพทย์จะสามารถโฟกัสกับคนไข้ที่มีอยู่ได้ดีขึ้น” ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพรกล่าว

แพทย์ (สวน) หัวใจ ไม่เพียงพอ ข้อจำกัด ต้องยึด ‘อาการหนัก’
หวังอนาคตมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม

ปิดท้ายที่อีกประเด็นสำคัญคือ ปริมาณบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งไม่อาจปฏิเสธว่าหากมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย แต่ถ้าบุคลากรไม่เพียงพอ ก็นับเป็นข้อจำกัดที่น่าเสียดาย

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ ผอ.รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เผยตัวเลขว่า นับแต่มีศูนย์โรคหัวใจที่สามารถสวนหลอดเลือดได้ อัตราการเสียชีวิตจาก 14% เหลือประมาณ 6% และแม้ว่าโรงพยาบาลจะมีเครื่องมือการตรวจหัวใจ 3-4 เครื่อง ทั้งในหอผู้ป่วยวิกฤตเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด (CCU) และตึกศูนย์หัวใจ แต่บุคลากรทางการแพทย์โรคหัวใจที่มีอยู่อย่างจำกัด และต้องปฏิบัติหน้าที่ทั้งการตรวจแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) และ CCU ส่งผลให้คิวการตรวจเอคโค่ยาวออกไป ซึ่งในอนาคตหากมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นจะทำให้การตรวจรักษารวดเร็วมากขึ้น

“ทางโรงพยาบาลมีเครื่องเอคโค่ในการตรวจคลื่นเสียงหัวใจ คลื่นสะท้อนหัวใจ แต่เนื่องจากว่าคุณหมอมีเพียง 3 ท่าน โดยแพทย์ที่สามารถสวนหัวใจได้มีเพียงท่านเดียว จึงทำให้ต้องยึดเคสที่มีอาการหนักเป็นหลัก ส่วนเคสที่ไม่หนักจะส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีหรือโรงพยาบาลหัวหินเพื่อทำการรักษาต่อไป สำหรับคนไข้มีจำนวนค่อนข้างเยอะทั้งอาการหนัก ปานกลาง และไม่หนัก ทำให้ต้องรอคิวเอคโค่ 3 เดือน 6 เดือน เพราะคนไข้ที่หนักจะต้องได้รับการตรวจก่อน” แพทย์หญิงปัทมพันธ์เผยปัญหาเรื้อรังที่หวังว่าจะได้รับการแก้ไขต่อไป

นี่คือเสียงสะท้อนของผู้อำนวยการโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล สะท้อนความสำคัญของเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การรักษา ในขณะที่ข้อจำกัดด้านบุคลากรยังคงเป็นปัญหาที่รอการแก้ไข

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล