แรงงาน‘สูงอายุ’นอกระบบ อย่าตีตราเป็นภาระ ต้องคิดว่าเป็น‘โอกาสใหม่’

14.11.25 | 13:00 น.

เมื่อสถานะความสูงวัยเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะยังไงคนก็ต้องแก่ เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่เลี่ยงเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ไม่พ้น หลายคนอาจมองว่าผู้สูงอายุคือภาระ เป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสวัสดิการและครอบครัว ทว่า แท้จริงแล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่

ล่าสุด มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ จึงจัดงานเสวนา “การจ้างงานและการคุ้มครองทางสังคม แรงงานนอกระบบสูงอายุในประเทศไทย” เพื่อถกปมปัญหา ค้นทางออกและสร้างโอกาสให้แรงงานสูงอายุได้กลับมามีส่วนร่วมในตลาดแรงงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ

‘สูงวัยไม่ใช่ภาระ’ ระเบิด ‘พลังรุ่นใหญ่’
โอกาสใหม่จากผู้มากประสบการณ์

เปิดเวทีโดย นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ซึ่งยืนยันว่าการสร้างเศรษฐกิจของประชาชนไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่ออายุ 60 ปี เพราะคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่วัย แต่อยู่ที่ประสบการณ์และความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วม ขออย่ามองความสูงวัยเป็นปัญหา หากแต่ควรมองว่าเป็น ‘โอกาสใหม่’ ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะศักยภาพของคนไม่ได้หยุดลงเมื่ออายุครบ 60 ปี ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงมีแรงกาย แรงใจ และความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาตลอดชีวิต

ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ก็สามารถกลับมามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศได้อีกครั้ง การสร้างนโยบายที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ทำงานตามศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานในรูปแบบยืดหยุ่น การส่งเสริมอาชีพในชุมชน หรือการถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นใหม่ ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้และคุณค่าให้กับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างคุ้มค่าในระดับประเทศ

Advertisement

“หากสังคมเปลี่ยนมุมมองจากผู้สูงอายุคือภาระ มาเป็นผู้สูงอายุคือทรัพยากร เราจะสามารถออกแบบนโยบายและระบบเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของยุคสังคมสูงวัยได้ดีกว่าเดิม ผู้สูงอายุจะไม่ถูกผลักออกจากตลาดแรงงาน แต่จะกลายเป็นพลังรุ่นใหญ่ที่ช่วยเสริมฐานเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศ

ไม่ใช่ว่าอายุ 60 ปีแล้วต้องป่วยหรือกลายเป็นภาระของหน่วยบริการ ทุกวันนี้ผู้สูงอายุมากมายยังมีแรงกาย แรงใจ และความรู้ความสามารถมากมาย หากเรามีนโยบายที่เอื้อให้พวกเขาสามารถทำงานหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม สังคมก็จะสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผู้สูงอายุไม่ได้อยากพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา พวกเขาต้องการทำงาน มีรายได้ และมีบทบาทในสังคมเหมือนคนอื่นๆ การมองผู้สูงอายุเป็น ‘ทรัพยากร’ แทนที่จะมองว่าเป็น ‘ภาระ’ จะช่วยให้สังคมสร้างคุณค่า คนสูงอายุมักมีประสบการณ์และความรู้ที่สะสมมานาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เยาวชนหรือคนวัยทำงานใหม่ไม่สามารถทดแทนได้ทันที หากเราสามารถเปิดช่องทางให้ผู้สูงอายุทำงานได้ตามศักยภาพ ก็จะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นพ.สมศักดิ์ฝากไว้ให้คิด

(จากซ้าย) สมจิตร ลาเลิศ, เรณู เดวีเลาะ, วันทา วิลัยลักษณ์ และกชพร กลักทองคำ

 

จี้รัฐจริงจัง ‘มาตรา 33’ สร้างหลักประกันชีวิต
ปรับระบบยืดหยุ่น หนุนสูงวัยทำงานในชุมชน

จากนั้น หันมาฟังคำบอกเล่าจากแรงงานนอกระบบกันบ้าง กชพร กลักทองคำ สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบประเทศไทย เล่าในมุมของแรงงานว่า แค่อยากมีพื้นที่ให้ยืน มีงานที่เหมาะสมกับศักยภาพของตัวเอง ถ้ามีนโยบายที่เปิดโอกาสให้ทำงานได้จริง เช่น การฝึกอาชีพ การปรับระบบแรงงานให้ยืดหยุ่น หรือการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำงานในชุมชนของตัวเอง ก็จะช่วยให้พวกเขามีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิต และยังสามารถแบ่งเบาภาระของครอบครัวและสังคมได้ด้วย

ที่สำคัญคือนโยบายของรัฐบาลสำคัญมากเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า คนทำงานต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐเองก็ต้องปรับตามให้ทันเหมือนกัน

“ต้องเข้าใจว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีความสามารถ ยังมีแรง และมีประสบการณ์จากการทำงานมาทั้งชีวิต ถ้ามีโอกาสหรือได้รับการสนับสนุนอย่างถูกทาง เขาก็สามารถต่อยอดความรู้ที่มีอยู่ สร้างอาชีพใหม่ หรือทำงานในรูปแบบที่เหมาะกับวัยได้” กชพรย้ำ

ด้าน วันทา วิลัยลักษณ์ เครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย (Network of Domestic Workers in Thailand) เผยว่า อยากให้รัฐบาลมองเรื่องมาตรา 33 อย่างจริงจัง เพราะมันไม่ใช่แค่สิทธิของแรงงานในวันนี้ แต่เป็นหลักประกันสำคัญของชีวิตแรงงานทุกคนในอนาคต ทั้งคนที่ยังทำงานอยู่และคนที่กำลังจะเข้าสู่วัยเกษียณ เพราะต่างก็อยากมีความมั่นคง ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินรักษาพยาบาล หรือไม่มีรายได้หลังเลิกทำงาน ที่ผ่านมาคนทำงานนอกระบบจำนวนมากไม่มีสิทธิเหมือนแรงงานในระบบ ทั้งที่ทำงานหนักไม่ต่างกันเลย

“ถ้าเรามีนโยบายที่ขยายความคุ้มครองตามมาตรา 33 หรือทำให้เข้าถึงสิทธิเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น มันจะช่วยสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงให้ทั้งคนรุ่นนี้และคนรุ่นหลัง เราไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อเด็กและคนรุ่นใหม่ในอนาคตด้วย อยากให้เขามีระบบสวัสดิการที่มั่นคง ไม่ต้องเผชิญปัญหาเหมือนรุ่นเรา ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย ว่างงาน หรือเกษียณ ไม่ว่าจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบก็ตาม เพราะความมั่นคงของแรงงานคือรากฐานของความมั่นคงของประเทศ” วันทากล่าว

เสียงจาก ‘แรงงานนอกระบบ’
เมื่อการเข้าถึงสิทธิ ยังห่างไกลชีวิตจริง

อีกหนึ่งเสียงน่าฟัง มาจาก เรณู เดวีเลาะ ประธานสมาพันธ์แรงงานนอกระบบประเทศไทย ที่ยอมรับว่าช่วงนี้ก็ตื่นเต้นกับโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ แต่ก็อยากให้ภาครัฐมองเห็นผู้สูงอายุบ้าง เพราะผู้สูงอายุหลายคนยังใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกด บางครั้งไม่รู้จะทำอย่างไรกับระบบแอพพลิเคชั่นต่างๆ อยากให้หาทางช่วยให้เข้าถึงสิทธิได้ง่ายกว่านี้ ส่วน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ก็ใช้ได้แค่กับร้านค้าที่เข้าร่วมเท่านั้น

“พอไปซื้อของกินอย่างอื่นก็ใช้ไม่ได้ ทำให้เลือกทานอาหารไม่หลากหลาย ต้องคอยซื้อแต่ของจำเป็น เช่น ไข่ ข้าวสาร น้ำมัน หรือผงซักฟอก เหมือนสิทธิที่ได้ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนแก่เท่าไร อยากฝากภาครัฐให้มองเห็นความแตกต่างของผู้สูงอายุด้วย เพราะเราก็อยากใช้สิทธิของตัวเองได้เต็มที่เหมือนคนอื่นๆ” เรณูเล่าความคับข้องใจ

ในขณะที่ สมจิตร ลาเลิศ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เล่าเส้นทางชีวิตว่า ขับวินมาตั้งแต่อายุ 30 ตอนนั้นไม่คิดอะไรมาก แค่หางานทำ เลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว ถึงจะกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ต้องสู้

“ชีวิตมันไม่ง่ายหรอก ต้องตากแดด ตากฝน แถมเสี่ยงอันตรายตลอดเวลา พออายุมากขึ้น สายตาก็เริ่มไม่ดี ขับได้ช้าลง แต่ก็ยังต้องออกมาทำ เพราะอาชีพเรามันต้องเร็ว ลูกค้ารอไม่ได้ ล่าสุดก็เพิ่งถูกรถชน ยังเจ็บอยู่เลยแต่ก็ต้องฝืน เพราะถ้าไม่ทำก็ไม่มีรายได้

ทุกวันนี้ค่าครองชีพมันสูงขึ้น รายได้กลับลดลง ถ้าไม่พอก็ต้องช่วยกันทั้งบ้าน อยากให้ภาครัฐเห็นใจแรงงานนอกระบบอย่างพวกเราบ้าง ช่วยดูแลหรือมีโครงการอะไรที่พอจะพึ่งได้บ้าง เพราะเราก็ทำงานสุจริตเหมือนกัน แค่ไม่มีสวัสดิการเหมือนคนในระบบเท่านั้นเอง” สมจิตรสะกิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยหาทางออก

ต่อยอดทักษะเดิม เพิ่มเติม ‘ทักษะใหม่’
กระทรวงแรงงาน จัดอบรมหลังเกษียณ ช่วยพึ่งตัวเองได้

ภาคประชาชนกู่ก้องตะโกนในวงเสวนาแล้ว ถึงคิวภาครัฐเคลียร์คัตให้ชื่นใจ นฤมล บุญมี ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความมั่นคงแรงงานนอกระบบ ยืนยันว่ากระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอาชีพและการสร้างความมั่นคงให้ผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ยังมีศักยภาพและต้องการทำงานต่อไปหลังเกษียณอายุหรือออกจากงานประจำ กระทรวงมีการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน โดยมีการจัดอบรมอาชีพผู้สูงอายุหลายรูปแบบ ทั้งงานฝีมือ งานบริการ การเกษตรแปรรูป และอาชีพเสริมที่สามารถทำที่บ้านได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ต่อเนื่องและสามารถพึ่งพาตนเองได้

นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้ทักษะเดิมมาต่อยอด เช่นผู้ที่เคยเป็นช่างฝีมือก็สามารถกลับมาฝึกอบรมหรือเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลัง เป็นทั้งรายได้และเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองด้วย หากผู้สูงอายุหรือแรงงานนอกระบบท่านใดสนใจอยากพัฒนาทักษะหรือมองหางานทำ สามารถติดต่อได้ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือสำนักงานพัฒนาแรงงานในทุกจังหวัด เจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำและช่วยวางแผนการฝึกอบรมอาชีพให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

“เราต้องการให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองยังมีโอกาส ยังมีคุณค่า และยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกว่าต้องถูกผลักออกจากตลาดแรงงาน แต่รู้สึกว่ารัฐและสังคมยังเห็นคุณค่า และพร้อมสนับสนุนให้พวกเขาใช้ศักยภาพของตัวเองต่อไปได้อย่างเต็มที่ นี่คือแนวทางที่กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงให้แรงงานนอกระบบทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังพร้อมทำงานและอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี” นฤมลอธิบาย

ระเบียบใหม่ ‘บูรณาการงบ’ ระหว่างหน่วยงาน
แก้เหตุสะดุด ช่วยสูงวัย-ผู้พิการ ไม่จำกัดแค่ ‘เงินสด’

ด้าน กอบกุล กวั่งซ้วน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการ
ผู้สูงอายุ และกระทรางการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุในปัจจุบันว่า ขณะนี้กระทรวงได้ออกระเบียบใหม่ว่าด้วยการ
บูรณาการงบประมาณระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงหรือพิการร่วมด้วย สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาผู้สูงอายุที่มีภาวะพิการมักได้รับการช่วยเหลือแยกจากกันระหว่างหน่วยงาน เช่น ได้รับเบี้ยยังชีพจากท้องถิ่นแต่ไม่ได้รับงบสนับสนุนด้านอุปกรณ์จาก
หน่วยงานอื่น เพราะฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ตอนนี้เราจึงจัดระบบใหม่ให้บูรณาการได้ในทุกระดับ

การช่วยเหลือในรูปแบบใหม่นี้ อาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ ‘เงินสด’ เท่านั้น แต่รวมถึงการสนับสนุนในรูปของค่าลดหย่อนภาษี สิทธิพิเศษทางสังคม หรือบริการด้านสุขภาพและสาธารณูปโภค ซึ่งล้วนเป็นสวัสดิการที่มติคณะรัฐมนตรีให้แต่ละหน่วยงานร่วมกันจัดทำและเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นระบบเดียวกัน

“ตอนนี้เรารวบรวมสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุจากทุกหน่วยงานได้แล้วกว่า 43 ชุดข้อมูล จาก 20 กระทรวง 20 หน่วยงาน โดยจำแนกชัดเจนว่าสิทธิใดเป็นตัวเงิน สิทธิใดไม่เป็นตัวเงิน และสิทธิใดเป็นลักษณะให้เป็นครั้งคราว เช่น การช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน หรือการสนับสนุนในกิจกรรมเฉพาะด้าน

ขณะนี้กรมกิจการผู้สูงอายุอยู่ระหว่างการจัดทำระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบสิทธิของตนเองได้ง่ายขึ้นในอนาคต การจัดทำฐานข้อมูลกลางนี้จะช่วยให้การบริหารงบประมาณของรัฐมีประสิทธิภาพ และยังป้องกันการตกหล่นของสิทธิ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิรับสวัสดิการอะไรบ้างจากหน่วยงานต่างๆ นอกจากการบูรณาการสิทธิแล้ว หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจคือ การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ผู้สูงอายุทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม

ส่วนเรื่องของเบี้ยยังชีพ เราได้ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทำหนังสือเสนอ ผ่านกลไกของคณะกรรมการองค์การผู้สูงอายุแห่งชาติ เพื่อขอความเห็นชอบในการปรับเบี้ยยังชีพเป็น 1,000 บาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้า ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการเห็นชอบแล้ว และส่งเรื่องต่อเพื่อพิจารณา แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณา

แม้ยังไม่ผ่านมติ แต่กรมกิจการผู้สูงอายุและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่พึ่งพาเบี้ยยังชีพเป็นรายได้หลัก” กอบกุลแจงรายละเอียด

นับเป็นวงเสวนาที่สะท้อนชัด ว่าผู้สูงอายุไม่ใช่ภาระของสังคม แต่คือทรัพยากรที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีศักดิ์ศรี ทัดเทียมรากฐานที่เขาเหล่านั้นได้ใช้ช่วงชีวิตที่ผ่านมาสร้างคุณค่ามากมายแก่ประเทศชาติจนถึงวันนี้

อคิรา ทองโม้