หน้าแรก ประชาชื่น เมื่อไม่จบในร...

เมื่อไม่จบในรุ่นเรา… ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่ได้หายไปไหน ให้กำเนิด ‘Activerse’ ออกแบบเกมยาว เอาชนะอำนาจมืด

15.11.25 | 12:23 น.

เมื่อไม่จบในรุ่นเรา…
‘คนรุ่นใหม่’ ไม่ได้หายไปไหน
ให้กำเนิด ‘Activerse’ ออกแบบเกมยาว เอาชนะอำนาจมืด

ทุกยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่าน สู่การเมืองไทยสมัยเวอร์ชั่นถูกอัพเดต

มีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเสมอ

แน่นอนว่าล้วนประกอบสร้างจากจำนวนนับของผู้คนที่ออกมากู่ก้องบนท้องถนน

ไม่ว่าจะปี 2516 2519 2535 2553

Advertisement

หรือแม้แต่เหตุการณ์ในยุคล่าสุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือการชุมนุมในช่วงปี 2563-2564

แตกต่างเพียงเจเนอเรชั่นของผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ที่เริ่มกลายเป็นเยาวชนและคนรุ่นใหม่มากขึ้นทุกวัน

พลังมหาศาลของกลุ่มคนเหล่านี้ แสดงออกผ่านเสียงตะโกนโห่ร้อง คำปราศรัยอันทรงพลัง

จากความคิดสร้างสรรค์ จากคนที่เชี่ยวชาญหลากหลายที่มาร่วมการออกแบบการชุมนุมมากไปด้วยสีสัน

สร้างปรากฏข้อเสนอที่แหลมคมจน ‘ทะลุเพดาน’ ปลุกประชาชนให้ลุกฮือ แม้หลายครั้งต้องเผชิญกับการปราบปรามก็ตาม

ตัดภาพมา ณ วันนี้ พลังที่ไม่เคยแผ่วกลับจางหาย กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ถูกบันทึกผ่านหน้าสื่อ

เพราะต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง เหลือเพียงอดีตแกนนำที่ยังปรากฏตัวบ้างในวงสนทนาในวาระต่างๆ

พวกเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไรในตอนนี้?

เอ็นเนอร์ยีแบบ 5 ปีก่อน หายไปแล้วจริงหรือ? ไฟในตัวของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ถูกหรี่ลงจนมอดดับไปแล้วหรือไม่?

กลับไปสั่งสมความเข้าใจ
คนรุ่นใหม่ ไม่ได้หายไปไหน

หลายคนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ

และอีกมากที่กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ยังให้เสียงวิพากษ์รัฐยังคงดังอยู่บ้าง ผ่านทางโซเชียล

หนึ่งในผู้สังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี’63

รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ “สงครามเย็น (ใน) ระหว่างโบว์ขาว” สะท้อนภาพหลังแฟลชม็อบปิดม่านลง

ฉากใหม่ที่เกิดขึ้นคือ คนรุ่นใหม่กลับไปเรียนหนังสือ

“กลับไปสั่งสมความเข้าใจ ว่าการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ต้องอาศัยกลไกอะไรบ้าง เพราะตอนชุมนุมเรารู้อย่างเดียวว่าต้องเรียกร้อง กดดันรัฐบาล ทักษะที่พัฒนาในช่วงนั้น มันไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม”

อีกหนึ่งปัจจัยคือ ‘นิติสงคราม’ จากกลุ่มเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่กระจัดกระจาย ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวในฐานะ องค์กรภาคประชาสังคม

“เขาไม่ได้หายไป รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไป จากแค่การระดมผู้คนผ่านความโกรธ ความกลัว ความเกลียดชัง กลายเป็นเครือข่ายเชิงสร้างสรรค์ ที่นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย” กนกรัตน์เห็นหนทางในระยะยาว

สำหรับไทย สถาบันทางการเมือง อย่าง ‘พรรค’ ได้ทำหน้าที่ ‘ดูดซับ’ ความตึงเครียดในการชุมนุมบนท้องถนน เข้าไปสู่ระบบรัฐสภา ที่ให้ทางเลือกใหม่แก่ผู้คน

“คนรุ่นใหม่ก็รู้ว่าไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้นก็ได้ เพราะว่าการชุมนุมมันเต็มไปด้วยความตึงเครียด และไม่มีการชุมนุมที่ไหนในโลกอยู่ได้นาน เป็นแค่พื้นที่แสดงพลัง อัตลักษณ์ แต่ไม่ใช่พื้นที่ในการเปลี่ยนแปลง” กนกรัตน์ชี้

‘ให้มันจบที่รุ่นเรา’ ไม่มีอยู่จริง?
บทเรียน ‘มองเกมยาว’ สะสมความเป็นไปได้

เพราะการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมทั้งนั้น

คือความจริงข้อหนึ่ง จากสโลแกนที่ว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่เคยจบในชั่วอายุคนเดียว

แต่เป็น ‘การต่อสู้ตลอดชีวิต’

ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่ใช้เวลานานถึง 60 ปี กว่าจะได้มา

กนกรัตน์ มองจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนนั้นสูงเสมอ หลายคนต้องแลกด้วยชีวิต จ่ายด้วยอิสรภาพ ไม่น้อยต้องลี้ภัย ไม่อาจได้กลับบ้าน

ทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าสังคมไม่อาจเปลี่ยนแปลง ยิ่งเป็นเพียงคนธรรมดาที่ยังคงต้องดิ้นรน

ความหวังก็ยิ่งริบหรี่ มันทำให้เราไม่อาจจินตนาการถึงโลกใบใหม่ที่ดีกว่าได้

“มันเป็นชุดบทเรียนที่คนค่อยๆ เรียนรู้ คนค่อยๆ ใช้เสียงของตัวเอง จนคนรุ่นนี้เชื่อจริงๆ ว่าหนึ่งเสียงสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องมาจากการสะสมความเชื่อว่ามันเป็นไปได้” กนกรัตน์ยกตัวอย่างที่สะท้อนผ่านการเลือกพรรคหน้าใหม่อย่างถล่มทลาย

โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายคือ “ทำอย่างไรให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวในระยะยาว”

คนรุ่นใหม่จำต้อง “Organize” ทำมากกว่าระดมมวลชน มันต้องทำให้เขาเชื่อจริงๆ ว่า ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

เริ่มจาก การยกระดับความรู้ความเข้าใจโครงสร้างทางการเมือง, นำเสนอความสำเร็จที่อื่นๆ ทั่วโลก, รวมทั้งการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อระยะยาว

เพราะสังคมไทยไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ต้องใช้เวลา แรงกาย แรงใจ แม้จะต้องสู้กันไปชั่วชีวิตก็ตาม

สร้างพื้นที่ทดลอง ‘นักกิจกรรม’
‘Activerse’ คุณคือใครในขบวนการเปลี่ยนแปลง

‘ไปม็อบ’ หรือ ‘ไม่ไปม็อบ’ เป็นคำถามในบทสนทนา ช่วงที่ม็อบกำลังบูม

แต่สำหรับตอนนี้ การหาตำแหน่งแห่งที่ในขบวนการเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ดูจะกลายเป็นประเด็นหลัก

เพื่อชวนคนรุ่นใหม่สำรวจคำถามนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงเปิดตัว Activerse เว็บไซต์อินเตอร์แอ๊กทีฟภายใต้คอนเซ็ปต์ “Gamified Activism” ที่ให้ทุกคน “เล่น-เลือก-ค้นพบ” สไตล์การเคลื่อนไหวของตัวเอง ผ่านแบบทดสอบบุคลิกภาพที่ทั้งสนุก เข้าถึงง่าย และไม่ตัดสินใคร

“แรงบันดาลใจมาจากการเห็นคนรุ่นใหม่จำนวนมาก อยากเห็นสังคมดีขึ้น แต่รู้สึกว่าการเป็น ‘นักกิจกรรม’ มันไกลตัวเกินไป”

จอนปรอท วงษ์เทศ เจ้าหน้าที่สื่อสารดิจิทัลและผู้จัดการโครงการ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ

“พอถามว่าทำอะไรได้บ้าง คำตอบที่เจอคือ ‘ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน’ หรือ ‘มันไม่ใช่ฉัน’ เพราะภาพจำของนักกิจกรรมมักจะเป็นการขึ้นเวที ชูป้าย หรือเดินขบวน ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก แต่หลายคนก็รู้สึกว่ายังไม่พร้อม หรือมันอาจไม่ใช่จุดแข็งของตัวเอง”

ในยุคที่ ‘แกนนำ’ กลายเป็นคำที่ดูใหญ่และถูกจับตา Activerse จึงถูกออกแบบให้เป็น ‘พื้นที่ทดลอง’ ที่ปลอดภัยและเป็นมิตร เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ลอง เลือก เล่น และค้นพบพลังของตัวเอง

เคลื่อนไหวในแบบที่ถนัด ใช้ภาษาที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคย

“ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูนคอมิก แบบทดสอบบุคลิกภาพ รวมไปถึงการเล่าเรื่องแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ เพื่อพาพวกเขาเข้าสู่โลกของการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยไม่ทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกสอนหรือบรรยาย แต่เปิดพื้นที่ให้ได้ค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง”

จอนปรอทเล่าว่า ภายใน Activerse มีบุคลิกภาพหลายแบบ แต่ละแบบมี “คุณค่าของตัวเอง” เท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่าเรื่อง นักวิเคราะห์ ผู้เชื่อมโยง นักสร้างสรรค์ หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังคอยดูแลผู้อื่น ทุกบทบาท ล้วนจำเป็นต่อการเคลื่อนไหว

ที่สำคัญโปรเจ็กต์นี้ยังได้รับความร่วมมือจาก ทีมนิสิตและบัณฑิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นประสบการณ์อินเตอร์แอ๊กทีฟที่สมบูรณ์แบบ โดยเน้นการออกแบบ UX/UI ที่สื่ออารมณ์และสะท้อนตัวตนของแต่ละ Archetype ได้อย่างลึกซึ้ง นำโดย วีระวัฒน์ วนมณฑล นักพัฒนาเว็บไซต์ และ กณิศ สุระจรัส ผู้ออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI Designer) ร่วมกับ ปัณณสิษฐ์ จิวะพงศ์ (ผู้ร่วมพัฒนาแนวคิดและการออกแบบเกมอินเตอร์แอ๊กทีฟ)

“สิ่งที่ผมอยากให้ผู้เล่นรู้สึกว่า ‘ฉันมีพลังนี้อยู่ในตัวแล้วนี่เอง’ และมันมีคุณค่า ที่สำคัญคือ ให้เขารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนอื่นที่มีพลังคล้ายๆ กัน ที่ต่างออกไปแต่เติมเต็มกัน และพวกเราทุกคนต่างต้องการกันในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

“ถ้าพวกเขาออกไปจากหน้าจอแล้วรู้สึกว่า ‘ฉันทำอะไรได้บ้าง’ มากกว่า ‘ฉันทำอะไรไม่ได้’ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”

คือสิ่งที่จอนปรอทตั้งใจอยากเห็น

ก่อนชวนทุกคนกลับมาทำความรู้จักตัวเองอีกครั้ง ที่ activerse.amnesty.or.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ผ่านคำถามง่ายๆ ที่ว่า “คุณขับเคลื่อนโลกในแบบไหน?”

ออกแบบเกม เปลี่ยนเมืองดิสโทเปีย
เอาชนะอำนาจมืด ที่กดทับสังคม

หันมาฟังเสียง ปัณณสิษฐ์ จิวะพงศ์ หนึ่งในทีมผู้สร้างสรรค์ Activerse

เปิดใจเล่าที่มาของเว็บไซต์นี้ อันประกอบขึ้นจากความหลงใหลในตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่จากค่าย Marvel ผสานเข้ากับความชื่นชอบนิทาน ออกมาเป็นตัวละครต้นแบบ (Archetypes) 6 ตัว

ภายใต้เรื่องราวแนวดิสโทเปีย เกี่ยวกับเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความเงียบ

พร้อมแบบทดสอบให้ได้ทดลองเล่น หาคำตอบว่าเขาเป็นใครในการเคลื่อนไหว เพื่อเอาชนะอำนาจมืดที่กดทับสังคมอยู่

“จริงๆ แล้วพลังพิเศษไม่ได้มาจากการปล่อยแสง แต่มันมาจากการที่คุณไม่ยอมแพ้เมื่อปัญหาอยู่ตรงหน้า และมันมีพลังพิเศษเยอะไปหมดเลยในประวัติศาสตร์เรา” หนึ่งในทีมผู้สร้าง เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานในโปรเจ็กต์นี้

ในระหว่างการพัฒนาเรื่องราวใน Activerse แม้แต่เขาเอง ก็ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวของผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม รวมทั้งเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ และทำให้เขาได้เข้าใจว่า “ฮีโร่ทุกคนคือคนธรรมดา”

“สิ่งที่เป็นพลังพิเศษที่แท้จริง ในเกมอาจจะเป็นคลื่นพลังต้องมนต์ สำหรับกระจายเสียง เป็นสายฟ้าไวรัลเร็วปรู๊ดปร๊าดเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวออกไปไม่รู้จบ แต่ความจริงแล้วพลังพิเศษของคนที่เป็นซุปเปอร์ฮีโร่จริงๆ มันคือ ความธรรมดา ที่เขารู้ว่าปัญหามันเกิดขึ้นจริง และเขากล้าที่จะเผชิญหน้า

“คุณจะเป็นนักเล่าเรื่อง คุณจะเป็นนักวางแผน คุณจะเป็นผู้พิทักษ์ คุณจะเป็นไฟให้กับกลุ่มขบวนการของคุณ ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม จุดแรกเลยคือเขาต้อง ‘กล้า’”

ส่วนตัวแล้ว ปัณณสิษฐ์เชื่อว่า การค้นพบศักยภาพของตัวเอง จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจริงได้

“สิ่งที่ผมอยากจะส่งต่อไป คือพลังของทุกคนมันสำคัญ เสียงดังพอ และมันมีรูปแบบของตัวเอง ทุกคนคือส่วนร่วมที่สำคัญให้กับขบวนการนี้” ปัณณสิษฐ์แชร์ไอเดียที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์

ซุปเปอร์ฮีโร่ คือคนธรรมดา
เชื่อในพลังยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

สำหรับ การออกแบบตัวละครต้นแบบ

ทีมผู้สร้างได้ ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ หรือ “สะอาด” นักวาดการ์ตูนชื่อดัง

ทดลองออกแบบซุปเปอร์ฮีโร่ให้ดูมีความเป็นเด็กและน่ารัก แต่ว่ายังคงมีกลิ่นอายการต่อสู้เพื่อประเด็นทางสังคม

“ซุปเปอร์ฮีโร่โดยทั่วไปมักจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ผมอยากลองให้ตัวละครพวกนี้แสดงความเป็นเด็ก”

ธนิสร์มองว่า ด้วยคาแร็กเตอร์ที่เป็นเด็กช่วยให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก ถ้าเราอยากจะเล่าเรื่องในเชิงการผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ตัวละครไม่พ้นคนรุ่นใหม่ เพราะว่าเซนส์ของตัวละครที่อยู่ในช่วงวัยนั้นมันทำให้คนอ่านเชื่อได้ง่าย

“ผมแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเลย เพราะว่าสปิริตของคนรุ่นใหม่มันชัดอยู่แล้ว ว่านี่คือช่วงวัยที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลง

“คนที่มีผู้ติดตามเยอะๆ สิ่งที่เขาจะสื่อสารจะแคบลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันคนที่มีผู้ติดตามน้อยๆ เขามีอิสระที่จะพูดมากกว่า เป็นพลังที่ไปได้ไกลกว่า” ธนิสร์ชวนมองอีกมุม

เพราะในยุคสมัยใหม่ ความเล็กที่กระจัดกระจายในโลกออนไลน์ อาจดูเหมือนรวมตัวกันได้ยากขึ้น ดังนั้น การเรียนรู้ที่จะสร้างความเป็น ‘อันหนึ่งอันเดียวกัน’ ความเห็นอกเห็นใจกัน สร้างการขับเคลื่อนบางอย่างร่วมกันจากความเล็ก จะมีพลังเสมอ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

“ทุกๆ การเคลื่อนไหว มีส่วนร่วม ทุกๆ การแก้ปัญหาของแต่ละคนที่เข้ามาเล่น มันมีส่วนสำคัญมากให้กับขบวนการนี้ในการไปต่อ

“เราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้สำคัญ ไม่ได้ร้อนแรงเหมือนไฟ ไวรัลเหมือน Spark แต่ขณะเดียวกันในขบวนการของเรา ต้องการ Guardian ต้องการคนตัวใหญ่ๆ ที่มาโอบอุ้มทุกคน ต้องการ Architect ดีๆ สักคนในการวางแผนเพื่อให้มันรัดกุม หรือว่าต้องการ Leader ให้สิ่งที่เราทำ มันไม่หยุดแค่นี้ แต่ออกผลต่อไป”

เป็นคำตอบที่สะท้อนให้เห็น ว่าทุกองค์ประกอบของขบวน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหญ่

เมื่อได้ฟังไอเดียของคนรุ่นใหม่ กนกรัตน์ เห็นความเป็นไปได้

อย่างน้อยๆ เรื่องราวในเกม ช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกได้ถึงผลกระทบ เมื่อรัฐบาลอำนาจนิยมเข้ามาบดบังพื้นที่ในการแสดงออก ขณะเดียวกันก็ชวนให้เห็นทางเลือกที่หลากหลาย

ก่อนทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ชวนคิด

“มันทำให้คนรู้ว่า เราต้องเตรียมการนะ เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ ปี’63 เราเคยเห็นมาแล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราจะเตรียมตัว เราจะคิด ว่าจะวางจุดยืนของเราอย่างไร”