(เจนซี) พลิกโลกสร้างสรรค์สู่อนาคตแห่งวัฒนธรรม Disruptive BMCI 2025
จบไปแล้วแบบปัง แบบสับ ไม่มียับ ไม่มีอ่อม หากแต่มากมายด้วยพลังบวก
สำหรับ Disruptive BMCI 2025: Creative Disruption and Cultural Futures นิทรรศการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของนักศึกษาปี 4 หลักสูตรการจัดการมรดกวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (BMCI) วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กล่าวขวัญกันว่าฮอตฮิตเบอร์ต้นในโลเกชั่นท่าพระจันทร์ ประชาชน ม.ปลายรุมสมัครพุ่งเกินเป้าหลายเท่าตัว
กวาดสายตา 180 องศา สแกน 9 บูธทั่วโถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) สิ่งที่พบคือความหลากหลายทั้งสไตล์ รูปแบบความสนใจใน ‘คัลเจอร์’ แขนงต่างๆ ครอบคลุมวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่สืบต่อมาแต่โบราณกาล จนถึงดนตรีนอกกระแส งานอาร์ตร่วมสมัย และอีกมากมายที่ต้องวาร์ปซูมในบรรยากาศปลายฝนต้นหนาว ช่วงท้ายของตุลาคม ต่อเนื่องต้น พฤศจิกายนที่ผ่านมา
แม้ (ชี) เสิร์ฟแบบวาไรตี้ ทว่า ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ ‘พลิกโลกสร้างสรรค์ สู่อนาคตแห่งวัฒนธรรม’ ผ่านการตีความในมิติใหม่ ด้วยความรับผิดชอบต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงว่องไวในทุกวินาที

ก่อนรีแคปพร้อมรีวิว แวะสนทนา ผศ.ดร.พิชชากานต์ ช่วงชัย ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาตรี BMCI ที่เอ่ยว่า
“โอ้โห! ภาคภูมิใจจริงๆ เพราะอยู่กับนักศึกษา มาตั้งแต่ตั้งไข่ กว่าจะถึงวันนี้ ไม่ได้แค่มีไอเดีย แล้วมาจัดนิทรรศการ แต่มาจากวิชาวิจัยที่ทุกคนต้องผ่านกระบวนการวิจัยทั้งหมด ดังนั้น จึงมีระยะเวลาการทำงานถึง 1 ปี แต่หายเหนื่อย ดีใจกับทุกคน”
ถามถึงความโดดเด่นของหลักสูตร BMCI ที่ส่งผลให้เอนเกจเมนต์เจนซีล้นหลาม รับได้ 120 แต่พุ่งสมัคร 800-900 ราย ได้คำตอบว่า เนื้อหาเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่ ‘วัฒนธรรมดั้งเดิม’ แต่เชื่อมไปถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย และประเด็นในสังคม การทำวิจัย คณาจารย์ไม่ชี้นำ แต่นักศึกษาได้ประสบการณ์จากรายวิชาต่างๆ ที่ครอบคลุมหลากหลาย จากวัฒนธรรมเบื้องต้นจนถึงการต่อยอด 15 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไล่มาตั้งแต่หัตถกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ที่เลือกได้ตามความสนใจ
เรียกได้ว่า ค่อนข้างครบเครื่อง
“สิ่งที่หลักสูตรพยายามทำก็คือ มองว่าเราจะรักษาคุณค่าของวัฒนธรรมนี้และเชื่อมต่อไปในอนาคตได้อย่างไรให้มันไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยเน้นกระบวนการจัดการ ปัจจุบันนโยบายหลายอย่างในประเทศ กำลังสนับสนุนการต่อยอดวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งค่อนข้างอินเทรนด์ พ่อแม่ ผู้ปกครอง น้องๆ หลายคนให้ความสนใจดังนั้น กระแสมาแรงฉุดไม่อยู่” ผศ.ดร.พิชชากานต์เล่าฟีดแบ๊ก

สอดคล้องกับปากคำของ รศ.ดร.คม คัมภิรานนท์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม แห่งรั้วธรรมศาสตร์ ที่ย้ำว่า วิทยาลัยวางตัวเองเป็น ‘ชั้นนำด้านนวัตกรรมการจัดการ’ ไม่ได้บริหารจัดการนวัตกรรม แต่นำนวัตกรรมการจัดการมาใช้ เช่น Design Thinking ที่สำคัญคือ มีการปรับเนื้อหาการเรียนการสอนค่อนข้างเร็ว ไม่มีเอาต์ ไม่มีตกเทรนด์ จึงเกิดการแข่งขันสูงถึงขนาดสถาบันติวยังให้คำแนะนำถึงการเตรียมตัวว่าจะทำอย่างไรจึงจะเข้าเรียนที่นี่ได้ และโซเชียล
มีเดียของวิทยาลัยก็มีผู้ให้ความสนใจส่งข้อความมาสอบถามอย่างต่อเนื่อง
“ถ้าช่วงนี้มีประเด็นอะไรในสังคมก็นำมาพูดในคลาสเลย ทำให้นักศึกษารู้สึกเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนไปสู่สถานการณ์ปัจจุบันได้
ทุกวันนี้พลวัตของโลกเปลี่ยนเยอะ หลายปีที่ผ่านมาเคยมีการพูดถึงโลกาภิวัตน์ แต่ปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับ Localization มากขึ้นในท้องถิ่น” รศ.ดร.คมกล่าว ก่อนชื่นชมหลักสูตรว่าจัดงานสเกลใหญ่ขึ้นทุกปี สะท้อนพัฒนาการต่อเนื่อง ขณะที่ผลงานนักศึกษาก็สร้างสรรค์มาก
จบคิวคณาจารย์ มารันคิวต่อยังบูธโปรเจ็กต์ต่างๆ ได้แก่
RAWST

ถักทอเรื่องราวของ ‘เศษผ้า’ จากขยะไร้ค่า สู่แฟชั่นที่ยั่งยืน ด้วยแนวคิด Circular Fashion คืนชีวิตให้ผืนผ้าที่ถูกทิ้ง ด้วยความจริงใจและความตั้งใจ ไม่เพียงเย็บเพื่อสวมใส่ แต่เย็บเพื่อรักษาคุณค่าไว้
โปรเจ็กต์นี้มาจากกลุ่มนักศึกษาที่สนใจแฟชั่น พอลงลึกถึงข้อมูลจึงพบว่าโรงงานใหญ่ๆ หรือร้านตัดเย็บทั่วไปมีเศษผ้าเยอะมาก ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีมูลค่า จึงปิ๊งไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่ม ตัดเย็บเสื้อที่ทำจากเศษผ้าทั้งตัวและเสื้อผ้ามือสองที่ไม่ใช้งานแล้ว หรือมีตำหนิ ปรับใช้ให้สวมใส่ได้ง่าย
“อยากให้ทุกคนได้รู้ถึงปัญหาว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นตอนนี้ สร้างผลกระทบอย่างไรกับประเทศบ้าง
อยากเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ให้ผู้คนตระหนักถึงผลกระทบจากฟาสต์แฟชั่น” เจ้าของโปรเจ็กต์เผย ก่อนกระซิบว่า ปัจจุบันต่อยอดจากโปรเจ็กต์นี้จนทำแบรนด์ในไอจี rawst.project แถมขายได้จริง โดยล่าสุดอาจารย์จากไต้หวันท่านหนึ่งควักกระเป๋าช้อปกลับไปศึกษา โดยเห็นพ้องว่า นี่คือแนวคิดที่ช่วยโลกได้
Blooming Herbal

ถ่ายทอดเสน่ห์ของสมุนไพรไทยในมุมมองใหม่ จากฐานงานวิจัยสมุนไพรพื้นถิ่น 4 ภาค ผุดไอเดีย Herbal Locket Balm เครื่องประดับสุดเก๋ที่บรรจุความหอมแบบไทยๆ ปรับลุค ‘ติดแก่’ ให้เป็น ‘ติดแกลม’
“เรารีเสิร์ชพบว่า เจนซีก็ใช้สมุนไพร แต่ติดเรื่องกลิ่น ถ้าชอบ ชอบเลย ถ้าไม่ชอบ บอกเหม็นเขียว เลยคิดทำสมุนไพรให้ตอบโจทย์เจนซี โดยทำเป็นบาล์มล็อกเก็ต สร้อยข้อมือ มี 4 กลิ่น แต่ละกลิ่นสรรพคุณต่างกัน เลือกจี้เองได้ พอตั้งบูธได้ผลตอบรับดีมาก บางคนอยากให้มีกลิ่นสำหรับเลือกมากกว่านี้ บางคนอยากให้มีสร้อยคอเพิ่ม หรือเป็นโลหะสีอื่น เราจะนำฟีดแบ๊กไปพัฒนาโปรดักต์สร้างแบรนด์ต่อไป” ทีมสร้างสรรค์ล็อกเก็ตบาล์มกล่าว
Rhythm of Ban Lao

ผลงานที่ถ่ายทอดแนวคิด ‘มรดกทางวัฒนธรรมไม่เคยเก่า หากเรายังเล่าต่อ’ โดยลงพื้นที่บ้านลาว วัดบางไส้ไก่ ฝั่งธนบุรี พูดคุยกับคนในชุมชนลาวที่อพยพมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เชี่ยวชาญการทำขลุ่ย ทว่า เมื่อเวลาผ่านพ้น ภูมิปัญญานี้เสี่ยงสูญหาย จึงสร้างสรรค์นิทานสำหรับเด็ก ทั้งหนังสือเล่ม และอีบุ๊กส์ ทั้งอังกฤษและไทย ให้ดาวน์โหลด
“เราเก็บข้อมูลจากเจ้าของวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาต่อไป เขาอยากให้เด็กได้เรียนรู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่เลยทำเป็นหนังสือนิทาน โดยไปสัมภาษณ์คนในชุมชน ว่าอยากได้แนวไหน โทนสีอะไร ตัวละครแบบไหน แล้วออกแบบ 3-4 ตัว ให้เขามีส่วนร่วมในการเลือก ถ้าพวกเราสามารถต่อยอดให้วัฒนธรรมนี้ยังอยู่ต่อไป คนยุคใหม่รู้จัก ก็ตอบโจทย์หลักสูตร BMCI ทำสิ่งที่เก่าไปแล้วให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้” ผักบุ้ง, ดรีม, พิมพ์ และหมิง ร่วมกันเล่า
unscripted.

สารคดีที่พาเข้าไปสำรวจความจริงเบื้องหลังอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ผ่านสายตาของผู้กำกับ ทีมโปรดักชั่น คนเขียนบท และนายทุน ไม่มีบท ไม่มีการจัดฉาก มีเพียงความฝัน ความเหนื่อย ความขัดแย้ง และเสียงจริงของคนทำหนังที่อยู่นอกสปอตไลต์ สะท้อนช่องว่างระหว่างศิลปะกับธุรกิจ พร้อมตั้งคำถามต่ออนาคตของวงการภาพยนตร์ไทย
“เรา 3 คนชอบดูหนัง และภาพยนตร์ คือ หนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อยากให้คนไทยเปิดใจให้หนังไทย
สารคดีเรื่องนี้มีคำตอบให้ว่า จริงๆ แล้ว พี่ๆ ส่วนใหญ่ในวงการอยู่ด้วยแพชชั่นล้วนๆ ไม่ใช่เพราะเงิน เขาพยายามเต็มที่ในหน้าที่ของตัวเองแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้บริโภคด้วย” ทีมอันสคริปต์กล่าว
เมื่อถามว่า ถ้าให้ตัดเกรดตัวเอง แบบไม่แคร์อาจารย์ จะแจกเกรดอะไร ได้คำตอบว่า A
ME MAT(CH)U

ต่อยอดภูมิปัญญา ‘เศษเสื่อจันทบูร’ ให้กลับมามีชีวิต โดยเนรมิตเป็นโคมไฟ สุดจึ้ง ภายใต้แรงบันดาลใจ พลอย อัญมณีเลื่องชื่อของจันทบุรี
“เดิมคิดจะนำเศษเสื่อมาอัดแข็ง แต่ยากมาก ต้องเข้าโรงงาน เลยทำเองด้วยเรซิน ซึ่งมีความใส ยังเห็นลวดลายเศษเสื่อชัดเจน
พวกเราสนใจกับการเอาของที่คนคิดว่าใช้ไม่ได้มาต่อยอดให้เกิดมูลค่า ที่ผ่านมาเคยมีคนทำเป็นที่รองแก้ว หรือสินค้าชิ้นเล็กๆ เราเลยลองทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ไม่ซ้ำใคร มีฝรั่งเข้ามาถามที่บูธเยอะว่าขายไหม พอได้ทำธีสิสนี้ ทำให้สนใจการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้น เราอยากขยายฐานผู้บริโภคจากเบบี้บูมเมอร์ เจนเอ็กซ์ สู่เจนซี เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น” ทีมเสื่อเจนซีผู้หลงรักชุมชนริมน้ำจันทบูรกล่าว
FANITY

จากความชื่นชอบใน T-POP สู่การออกแบบแอพพลิเคชั่น เพื่อให้เป็นคอมมูนิตี้พลังบวก เริ่มจากการรีเสิร์ชความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ 400 คน จาก 5 กลุ่มแฟนคลับ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาแอพพ์
“กระแส T-POP กำลังมาเป็นอย่างมาก บัตรคอนเสิร์ตขายหมด มีเวิลด์ทัวร์ สิ่งที่ส่งให้พวกเขาไปอยู่จุดนั้นคือ แฟนคลับ เราเลยศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับแฟนคลับ เช่น แฟนคลับฟุตบอล เคป๊อป อนิเมะ ออกมาเป็นงานวิจัยเรื่องการศึกษารูปแบบวัฒนธรรมแฟนคลับทีป๊อป ซึ่งนำมาต่อยอดเป็นแอพพลิเคชั่น กดเข้าไปพบ 5 ฟีเจอร์ คือ ตารางงาน การโหวต แฟนด้อม บรอดแคสต์ และฟีดแบ๊ก” เอฟซี T-POP เล่า โดยหวังว่าหากแอพพ์นี้ถูกใช้งานจริงในอนาคต จะเก็บข้อมูลเพิ่มเพื่อพัฒนาให้ครอบคลุมมากกว่านี้
Thai Trend Z

ผลงานออกแบบผ้าไทยสู่แฟชั่นของคนรุ่นใหม่ ถ่ายทอดความเป็นไทยในโทนสี Pastel & Neutral Mood สร้างโปรดักต์ กระเป๋า ผ้าพันคอ และผ้าผูกผม ที่ขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรกจนต้องเปิดพรีออเดอร์
“ความเป็นไทยมีเสน่ห์มาก เราไม่ได้ปรับลวดลายอะไรมากมาย เพราะต้องการคงอัตลักษณ์เดิม แต่ปรับโทนสีให้สบายตาขึ้น รวมถึงสเปซการวางลาย อยากให้เจนซีใช้ผ้าไทยมากขึ้น และหวังว่าเขาจะไปศึกษาต้นฉบับดั้งเดิม เชื่อว่าผ้าพิมพ์นี้สามารถเอาไปทำผลิตภัณฑ์อื่นได้อีก หลากหลาย และจะนำประสบการณ์จากงานนี้ไปสร้างของแบรนด์ตัวเองได้” เปียโน, ออย,ฮานี่ ร่วมกันเล่า
Bougie de Fleur

เทียนหอม 3 กลิ่นที่เชื่อมโยง 3 ความทรงจำของเจนซี ทั้งความรัก ความอบอุ่น ความเศร้า
“กลิ่นแรก คือ ความสัมพันธ์วัยใส หวานๆ แบบขนม ผสมกลิ่นดอกไม้ กลิ่นที่ 2 คือ Golden hour ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์อบอุ่นที่สุด เป็น
กลิ่นวานิลลา และกลิ่นสุดท้าย ซิกาแรตต์ อาฟเตอร์ เซ็กซ์ เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน กลิ่นมีความยูนิเซ็กซ์ และเป็นธรรมชาติ” 3 สาว 3 บุคลิก เจ้าของโปรเจ็กต์ อธิบาย
POST ROCK: Emotional and Subcultural Spaces in Thai Society

3 หนุ่มผู้หลงใหลในโพสต์ร็อก ดนตรีนอกกระแส และศิลปะร่วมสมัย เดินหน้าทำสารคดีโดยลุยสัมภาษณ์ 4 วงโดดเด่น อาทิ อินสไปเรทีฟ รวมถึงผู้จัดงานและนักวิชาการ อย่าง อ.วิริยะ สว่างโชติ รวมถึงผู้ฟัง
“วงโพสต์ร็อก คือวงที่มีเครื่องดนตรีเหมือนร็อก แต่ไม่ได้เล่นร็อก เพลงโพสต์ร็อก ทำงานกับอารมณ์ส่วนตัวของแต่ละคนมากๆ
ส่วนมากไม่มีเนื้อ ยาว 8-10 นาที ศิลปินมีอิสระในการเล่น คนฟังมีอิสระตีความ จุดมุ่งหมาย อยากให้คนรู้จักมันมากขึ้น ในช่วงปี 2000 กว่าๆ มีซีนกว่านี้ ตอนนี้คนรู้จักน้อยลงมาก เบื้องหลังโพสต์ร็อกไม่ได้สวยงามในอุตสาหกรรมเพลง ขอสปอนเซอร์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เลยทำสารคดีนี้ขึ้นมา เพราะอยากให้คนเปิดใจฟังเพลงนอกกระแสและดนตรีทดลอง” อุ่น ธรา, และฟิน ฐิตกานต์ พร้อมเพื่อน ร่วมกันเล่า
นับเป็นนิทรรศการคัลเจอร์หลากหลายที่สะท้อนแรงบันดาลใจพร้อมสร้างอินสไปร์ให้ผู้ชมอย่างเต็มอิ่ม
พรรณราย เรือนอินทร์

