หน้าแรก ประชาชื่น เมื่อวิทยาศาส...

เมื่อวิทยาศาสตร์ ขุดรากเหง้าศิลปะ ‘ศรีเทพ’ คือศูนย์กลางทวารวดี หลักฐานชี้ชัด อารยธรรมแรกเริ่มสยาม

20.11.25 | 13:36 น.
เมื่อวิทยาศาสตร์ ขุดรากเหง้าศิลปะ 'ศรีเทพ' คือศูนย์กลางทวารวดี หลักฐานชี้ชัด อารยธรรมแรกเริ่มสยาม

เมื่อวิทยาศาสตร์ ขุดรากเหง้าศิลปะ
‘ศรีเทพ’ คือศูนย์กลางทวารวดี
หลักฐานชี้ชัด อารยธรรมแรกเริ่มสยาม

บ้างก็ว่า ‘นครปฐม’ บ้างก็แย้งไม่น่าใช่

เป็นประเด็นที่ถกกันไม่จบ สำหรับคำถามที่ว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรโบราณ ‘ทวารวดี’ อยู่ที่ใด?

ศิลปกรรมต้นอารยธรรมดังกล่าว แท้จริงแล้วต้นแบบออริจินัล อยู่พิกัดไหนในแผนที่ประเทศไทยกันแน่?

ความสับสนสงสัยนี้ ดูจะคลี่คลายลงไปไม่น้อย เมื่อวิทยาการสมัยใหม่ถูกจับมาบูรณาการประวัติศาสตร์ศิลป์ได้อย่างน่าสนใจ

Advertisement

ไม่นานมานี้ (15 พ.ย.) มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ เปิดข้อค้นพบล่าสุดผ่านวงเสวนา “ทวารวดี ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” พร้อมพานำชมโบราณวัตถุ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร อธิบายทุกดีเทล ทั้งที่สังเกตเห็นได้ รวมไปถึงความเชื่อที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชิ้น

หลังศึกษาด้วยวิธีการที่แปลกใหม่ ใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาจับ

พบผลลัพธ์ที่แหวกความเชื่อเดิมอย่างไม่คาดคิด

แนวคิด ‘ศรีเทพ คือศูนย์กลางทวารวดี’ ดูจะเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ในเชิงเหตุผล

ชวนช่วยกันปะติดปะต่อภาพจากข้อมูล พาขุดลึกทุกประเด็นคาใจซึ่งมัดรวมไว้ในหนังสือเล่มใหม่ Dvaravati Si Thep: In Search of Thailand’s Earliest Civilization

ความน่าจะใช่ ในรอบครึ่งศตวรรษ
ไทยเบฟฯหนุนตีพิมพ์โชว์โลก

“เราตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้ เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศไทยและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก จึงจำเป็นต้องพิถีพิถันในการจัดทำเป็นพิเศษ”

เสียงของ อ.ภูธร ภูมะธน ที่ปรึกษาฝ่ายศิลปและวัฒนธรรม ผู้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านการให้การสนับสนุนจัดพิมพ์หนังสือราว 1.5 ล้านบาท หวังสานต่ออุดมการณ์สร้างความรู้ใหม่ การทบทวนความรู้เก่า

อ.ภูธร ภูมะธน

ซึ่งต้องบอกว่า หลังศึกษามาครึ่งศตวรรษ ‘นครปฐม ไม่ใช่ทวารวดี’ แต่คือ ‘ศรีเทพ’

เป็นสิ่งที่ ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เมธีวิจัยอาวุโสสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ในฐานะประธานกรรมการ มูลนิธิพิริยะฯ ขอเน้นย้ำ แรกเริ่มย้อนไป 50 ปีให้หลัง ความรู้เรื่องสมัยทวารวดีที่รับรู้มาจาก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ (นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส) คือ รับอิทธิพลมาจากอินเดีย เป็นศิลปะหมวดแรกของประเทศไทย

ในปี 2469 ทรงนิยาม ‘สมัยทวารวดี’ ว่าเป็นเวลาที่มีเพียงศิลปะแบบพุทธแบบเถรวาทเท่านั้น โดยรับอิทธิพลพุทธศิลป์ในสมัยคุปตะของอินเดีย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-11 แต่ในปีเดียวกันนี้ ยอช เซเดส์ ขยายขอบเขตทวารวดีให้รวมถึง ‘ศิลปะในศาสนาพราหมณ์’ ด้วย ซึ่งจุดนี้เองทั้ง 2 ท่านเห็นไม่ตรงกัน…

กระทั่งปี 2506 มีการแยกศิลปะพราหมณ์ออก ให้เป็นหมวด ‘เทวรูปรุ่นเก่า’

ต่อมา พ.ศ.2512 มีการรวมศิลปะพุทธและพรามหณ์ ภายใต้ชื่อ ‘ศิลปะทวารวดี’

แต่จุดพีคคือ พ.ศ.2482 ปิแอร์ ดูปอง นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส ขุดค้นที่พระประโทนเจดีย์ นำมาสู่การเปลี่ยนชื่อให้เป็น ‘เจดีย์จุลประโทน’ ซึ่งยังระบุว่าไปเลยด้วยว่า ‘ทวารวดี เป็นรัฐของมอญ’

จนในปี 2504 กรมศิลปากรขุดพบ ‘พระโพธิสัตว์ดินเผา’ ที่คูบัว จ.ราชบุรี เป็นหลักฐานของพุทธศาสนามหายาน ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย

ต่อมาปี 2511 การขุดค้น ‘เจดีย์จุลประโทน’ ก็พบประติมากรรมปูนปั้นซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอของตน ในปี 2517 ว่ามีคณะสงฆ์สาวกยาน หรือเดิมเรียกว่า หีนยาน ที่ใช้ภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ปรากฏคณะสงฆ์นิกายนี้

กระทั่งปี 2518 ที่ได้เสนอวิทยานิพนธ์ ป.เอก เรื่อง ‘เจดีย์จุลประโทน สถาปัตยกรรมและประติมากรรมแห่งทวารวดี’ ต่อ ม.ฮาร์วาร์ด โดยกำหนดในยุคเจดีย์จากการเปรียบเทียบ ‘อินเดียและกัมพูชา’ เพราะกัมพูชามีจารึกเวลาที่แน่นอน

โดยแบ่งสถาปัตยกรรมออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ พ.ศ.1118-1193 คณะสงฆ์มูลสรวาสติวาท, พ.ศ.1193-1243 พุทธศาสนาเถรวาท, พ.ศ.1243-1343 ระยะเปลี่ยนผ่าน/ทวารวดีตอนปลาย

ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ ไล่เรียงไทม์ไลน์อันสะท้อนถึงข้อหนึ่งที่ชัดเจน คือ ความเชื่อทางศาสนา ที่ว่า ‘ทวารวดี’ มีหลากหลาย ไม่ใช่เพียงหนึ่งเดียว

เปิดคอนเซ็ปต์ใหม่ ‘นครปฐม’ ไม่ใช่ชัวร์
ก่อนรับอิทธิพล เรามีศิลปะของตัวเอง?

“หลังจากเขียนวิทยานิพนธ์ ป.เอก แล้วก็รู้สึก ยูเรก้า! ขึ้นมาว่า ‘นครปฐม ไม่ใช่ทวารวดี’ แน่ๆ

ไม่เห็นด้วยถึงขนาดไปหา ‘ที่มา’ แล้วก็พบว่านักวิชาการท่านอื่นๆ ยังมีความเห็นว่า นครปฐมยังเป็นทวารวดีอยู่ ผมจึงได้ศึกษาต่อเรื่อยมาก็พบว่าน่าจะเป็นที่ ‘ศรีเทพ’”

หลังจากได้ทุ่มขุดเรื่องนี้ ศ.พิเศษ ดร.พิริยะก็มั่นใจในทฤษฎีที่ว่า ‘ศรีเทพ เป็นศูนย์กลางทวารดี’ ซึ่งเคยเปิดประเด็นไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560

แล้ว ‘ศิลปะทวารวดี’ อย่างที่ศรีเทพ มีลักษณะอันเป็นจุดสังเกตไหม?

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะบอกเลยว่า ปัญหาสำคัญคือ ไม่ได้อยู่ในไทย มีเพียงบางชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์อย่าง ‘พระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ’ ซึ่งมาจากกัมพูชา เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับที่พบในศรีเทพ (อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) คือ พ.ศ.1118

“สะท้อนว่า ไม่ใช่ว่าทุกอย่างเรารับจากอินเดีย เราอาจมี ‘ของเราเอง’ ก่อนรับจากอินเดียก็เป็นได้”

อีกหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่ ในพิพิธภัณฑสถานพระนคร คือ พระวิศณุยืนตริภังค์ ซึ่งแท้จริงแล้วกรีกนำลักษณะนี้มาให้อินเดีย

โดยเทวรูปดั้งเดิมที่สุดคือ ‘พราซิเทเลส’ ลักษณะยืนเอี้ยวแบบกรีกโรมันที่เรารับมา ซึ่งพบได้ที่ ‘ศรีเทพ’

 

“หรืออย่าง พระสูริยะ ที่เราซื้อแต่ละท่อนกลับมารวมกัน

จากการดูเนื้อหินพบว่าเป็น ‘หินศรีเทพ’ ที่มีความร้อน เห็นสีพื้นเขียวๆ อยู่ข้างใน

จึงยืนยันได้ว่าแท้ พระสูริยะมาจากศรีเทพจริงๆ”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายองค์ที่พบว่าในช่วงปี 1970 มีการลักลอบออกไปต่างประเทศเยอะมาก

รวมถึง ‘พระอมิตาภะพุทธ’ ที่เสนอว่ามาจากนิกายสุขาวดี ของจีน เพราะอินเดียไม่มีนิกายนี้

‘ศรีเทพ ศูนย์กลางทวารวดี’
เห็นมุมใหม่ ถ้าเปิดใจมอง ‘ศาสนา-ศิลปะ’

ตอบข้อสงสัยที่มีมานานว่า ทำไมถึงไม่พูดถึงอู่ทอง นครปฐม คูบัว และศรีมโหสถ ที่บางท่านถือว่าเป็นทวารวดีทั้งนั้น

ศ.พิเศษ ดร.พิริยะจึงกลับไปศึกษาศิลปทวารวดีใหม่ตั้งแต่ต้น พร้อมทั้งรวบรวมภาพถ่าย ทั้งที่ตีพิมพ์และไม่ได้ตีพิมพ์ มาเรียงรายแล้วคัดแยก

เกิดเป็นคำถามว่าแล้วทั้ง 4 นี้คืออะไร ถ้าไม่ใช่ทวารวดี?

ความรู้ทั้งหมดทำให้เห็นภาพใหม่ จากเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เชื่อว่าทวารวดีมีอาณาจักรศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐม นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท

หลังจากศึกษามาครึ่งศตวรรษ จากศิลปกรรมที่ค้นพบใหม่ ก็ปรากฏว่า ‘ศรีเทพ คือศูนย์กลางสำคัญของทวารวดี’ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนาพราหมณ์ ไวษณพนิกาย ในระยะแรก ซึ่งจริงๆ แบ่งเป็นหลายระยะ หลายศาสนา

(จากซ้าย) ดร.รสิตา สินเอกเอี่ยม ผู้ดำเนินรายการ, ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ และ ดร.กมลทิพย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

“หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ลังกา เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนามหายาน แต่เพราะเราเติบโตมาภายใต้ลัทธิเถรวาท เราเลยเชื่อกันว่าลังกาเป็นศูนย์กลางของ ‘เถรวาท’ ซึ่งก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด พุทธศตวรรษที่ 14-15 พัฒนาไปสู่ตันตระระยะต้น หรือที่คนเรียกว่า โปรโต-ตันตระ ซึ่งมีผลต่อศิลปะโลกทัศน์ของทวารวดีอย่างลึกซึ้ง”

“ถ้าท่านเปิดใจกว้างสักนิดนึงว่า เถรวาทในประเทศ แท้จริงแล้วไทยใช่หรือ ที่จริงแล้ว โปรโต ตันตระ น่าจะตรง ถ้าท่านเปิดใจ”

 

 

นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ดร.พิริยะยังหยิบยก ‘บันทึกของจีน’ โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เมื่อเทียบเคียงพบว่า น่าจะอยู่ในภาคกลาง เช่นระบุว่า ‘หลาง หนา ซิว’ คือที่ตั้งของนครปฐม, ศรีมโหสถ ที่ตั้งของรัฐ ‘ถัวฮวน’ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของทวารวดีเป็นต้น

เล่มแรก สืบ ปวศ.ศิลป์เชิงวิทย์
‘ศรีเทพ’ ท็อป 3 ส่งบรรณาการไปจีน

ด้าน ดร.กมลทิพย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อดีตประธานหลักสูตรการจัดการนวัตกรรมในการจัดการ ม.มหิดล ที่เข้ามาช่วยฉีกกรอบ ให้หนังสือ Dvaravati Si Thep ผ่านระเบียบวิธีวิจัยที่แปลกใหม่

ความต่างคือ การนำทฤษฎีต่างๆ มาสังเคราะห์เป็นสเต็ป (step) ซึ่งในอดีตยังไม่ค่อยมีใครใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ศิลปะ

จึงนับว่าเป็นเล่มแรกที่นับว่ามีการผสมผสาน ระหว่างการตัดสินใจที่มีเหตุผล บนพื้นฐานของหลักฐานศิลปะในอดีตเมื่อ 100 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน”

 

เพื่อตอบคำถามหลักว่า ‘ทวารวดีอยู่ที่ไหน’? เกือบ 100 ปีมาแล้ว มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอยู่ในเมืองโบราณอย่าง นครปฐม คูบัว อ่างทอง ศรีมโหสถ

“หนังสือเล่มนี้จะโฟกัสไปที่ทวารวดี เสนอว่าที่ตั้งอยู่ที่ไหน จากมุมมองที่เป็นเหตุผล ใช้หลักฐานจากสหวิทยาการ คือจากหลายศาสตร์ แม้แต่ชีววิทยา มาปะติดปะต่อให้เห็นภาพว่าหลักฐานชิ้นไหนน่าเชื่อถือที่สุด” ดร.กมลทิพย์เผย

เหมือนการดูว่าลูกคนนี้ เป็นของแม่คนไหน ก็สืบได้จากใบหน้า ลักษณะ ท่าทาง น้ำเสียงการพูดต่างๆ นำมากำหนดเป็นเกณฑ์ในการเทียบ

“เช่นเดียวกับ เมือง ที่ได้รับการเสนอชื่อว่า (ใน 5 เมือง) อันไหนจะมีลักษณะคล้ายทวารวดีมากที่สุด ซึ่งปัญหาคือ ไม่ค่อยมีจากที่เป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากการบันทึกของจีน”

ตั้ง ‘เกณฑ์ในการเปรียบเทียบ’ ผ่านตัดสินใจจากความคล้ายเคียง หรือ ‘น่าจะเป็น’ และด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งก็จะย้อนกลับไปดูลักษณะแรกเริ่มของทวารวดี จากสารานุกรม ‘เซ่อ ฝู่ เหยิน กุ๊ย’ (พุทธศตวรรษที่ 13-15) รวมถึงบันทึกของพระถังซำจั๋ง และอี้จิง (พุทธศตวรรษที่ 13) ที่จดทุกอย่างขณะแสวงบุญ

ส่วนหลักฐานสมัยใหม่มี ‘ศิลาจารึก’ จากทางกัมพูชา ที่ชื่อว่า ‘แผ่นศิลาเบ็งเวียน’ (พุทธศตวรรษที่ 16)

ดูจาก 4 ด้าน คือ 1.ยุคสมัยของความรุ่งเรืองและเสื่อมถอย 2.ขนาดของที่ตั้ง 3.ความเชื่อทางศาสนา รวมถึง 4.ความหมายโดยนัยด้านภูมิศาสตร์ ที่ตั้ง ที่เทียบเคียง

แม้แต่หลักฐานจากหลายสาขาวิชา อย่างเรื่อง ‘ทอง’ หรือ ‘คอปเปอร์’

“หินของศรีเทพมีลักษณะพิเศษ คือ ‘สีเขียว’ นี่คือร่องรอยของ คอปเปอร์ จากทองแดงที่อยู่ในหินแถวนั้น แล้วที่ไหนที่น่าจะมีของแบบนี้?”

จากหลักฐานที่มีอยู่ ตั้งเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ บวกกับการใช้วิทยาการสมัยใหม่ในแง่ของพิกัดที่ตั้ง

มุ่งความสนใจไปยัง ‘ศตวรรษที่ 7’ เพราะบันทึกในพงศาวดารจีนชี้ว่า ได้ส่งเครื่องบรรณาการไปถวายพระจักรพรรดิ ถึง 5 ครั้งใน 100 ปี จนได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในท็อป 3 ของเมืองที่ส่งเครื่องบรรณาการไปยังจีน ซึ่งหลังจากนั้นก็หายไป

รุ่งเรืองที่สุดของทวารวดี อยู่ในศตวรรษที่ 7 จากแพตเทิร์นการสร้างพุทธศิลป์ การส่งเครื่องบรรณาการ ซึ่งทุกเมืองมีลักษณะคล้ายกันหมด ยกเว้น คูบัว (จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน) ถ้าดูอย่างตรงไปตรงมา อันไหนมีเครื่องหมายติ๊กถูกมากที่สุด มีน้ำหนักเป็นทวารวดีมากที่สุด”

ที่น่าสนใจที่สุด คือเรื่องความเชื่อทางศาสนากับภูมิศาสตร์ จะเห็นความแตกต่างระหว่างศรีเทพกับเมืองอื่นค่อนข้างมาก

ศรีเทพกับนครปฐม ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด

 

“ถ้าดูลงไปลึกๆ ของทวารวดี เริ่มต้นศาสนาพราหมณ์เป็นพื้นฐาน ก่อนจะมีพุทธศาสนาเข้ามาแทรกในช่วงศตวรรษที่ 7 แต่จุดที่น่าตกใจคือในศตวรรษที่ 8 ศาสนาพราหมณ์กลับหายไป มีแต่พิธีพุทธเพียวๆ”

ดร.รสิตาซูมให้เห็นการนับถือศาสนาและความเชื่อที่เปลี่ยนไป

ขุดรูป พล็อตกราฟ ใช้แผนที่ยูเนสโก
ตอบคำถาม ‘ทวารวดีอยู่ไหนกันแน่’?

แม้เป็น ‘เชิงบทความทั้งหมด’ ไม่สามารถสรุปชัดๆ ว่าหนังสือเล่มนี้กำลังบอกอะไรเรา

แต่นับเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญ ที่ช่วยต่อเติมประวัติศาสตร์ชาติให้เห็นภาพชัดขึ้น

ดร.รสิตายกตัวอย่างบทที่ 3 เรื่องศิลปะที่ศรีเทพ มี 100 หน้า ที่แปลงข้อมูลเชิงว่าความ ให้เป็นภาพ (visualization) ออกมาเป็นชาร์ตและกราฟ เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็น

“หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือที่ดีในการศึกษา สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น มีหลายลักษณะที่อยากให้ดูที่สุด คือ รูปภาพ อย่าง ‘พระเกศาของพระวิษณุ’ ที่ยาวสลวยเหมือนสตรี รวมถึงจำแนกเป็นแคตตาล็อก มี ‘บัญชีจำแนกศิลปะวัตถุ’ ที่ยังบอกรายละเอียดศาสนา ยุคของแต่ละชิ้น”

ที่ว้าวมากคือการนำ ‘แผ่นที่’ มาร่วมวิเคราะห์

“อย่าง ‘แผนที่ของยูเนสโก’ ที่ระบุจุดเขาคลังนอก เขาถมอรัตน์ ที่อยู่ตรงกันเป๊ะๆ เมื่อลากเส้นตรง สะท้อนว่ามีการตั้งใจสร้างให้หันหน้าตรงเข้าหากัน น่าแปลกใจห่างกัน 15 กม. คนเมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว เก่งมากๆ”

รวมไปถึงแผนที่ Mitr Earth, พล็อตกราฟแสดง ‘ยุครุ่งเรืองและเสื่อมถอย’ ของทั้ง 5 เมือง ซึ่งเห็นความเจริญรุ่งเรืองและร่วงโรยในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ยกเว้น ‘คูบัว’

 

รวมถึงใช้กราฟความเชื่อทางศาสนาและนิกาย ที่พบความหลากหลายมาก อย่าง นครปฐม เอียงไปทางศาสนาพุทธ, รากฐานของศาสนาพราหมณ์ พบที่ศรีเทพ

นอกจากนี้ยังมีกราฟแสดง ‘งานศิลปะทางศาสนาที่ทำด้วยทอง’ ตลอดจนวัตถุอื่นๆ อย่าง นครปฐม ศรีเทพ ที่มีความเด่น ในขณะที่อู่ทอง พบว่าแทบไม่ค่อยมีทอง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับ ใช้สอย ไม่ใช่วัตถุทางศาสนา

เหตุผลที่สนใจเรื่อง ‘ทอง’ เพราะของบรรณาการที่ส่งไปจีน ในนั้นมีทองทุกครั้ง จึงสันนิษฐานว่า ศรีเทพ น่าจะมีทองเยอะที่สุด

“จุดเด่นคือ มีภาพประกอบเยอะมาก หนังสือ 250 หน้า มี 250 รูป ในบทที่ 3 จะพบหลักฐานภาพถ่าย ศิลปกรรมที่พบในศรีเทพอย่างครบถ้วน เรามีทีมที่ปีนไปถึงถ้ำเขาถมอรัตน์ เข้าไปถ่ายรูป หนังสือเล่มนี้จะมาช่วยแมตช์ เรื่องเศียรพระ พร้อมแยกศาสนา ศตวรรษในการสร้าง ความแตกต่างคือ การใช้ข้อมูลในเชิงกราฟ”

ดร.กมลทิพย์ทิ้งท้ายได้ชวนติดตามอย่างยิ่ง

อธิษฐาน จันทร์กลม


มูลนิธิพิริยะ ไกรฤกษ์ เตรียมจัดทริปทัวร์ประวัติศาสตร์ “ถ้ำพระโพธิสัตว์-ศรีเทพ: การค้นหาอารยธรรมแรกเริ่มแห่งสยาม” เส้นทางนำชม ถ้ำพระโพธิสัตว์-อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ โดย ศ.พิเศษ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ เวลา 06.00-20.30 น. (ค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง 2,000 บาท/ท่าน)