หน้าแรก ประชาชื่น สิทธิพัฒน์ ธน...

สิทธิพัฒน์ ธนสารสิน ผอ.ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์ จาก 10 ถึงพัน จากวันแรกสู่ปีที่ 25

23.11.25 | 11:33 น.

สิทธิพัฒน์ ธนสารสิน
ผอ.ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์
จาก 10 ถึงพัน จากวันแรกสู่ปีที่ 25

ฉลองใหญ่ไปหมาดๆ ในโอกาสครบ 25 ปี สำหรับ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ หรือ ‘ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์’ พร้อมนิทรรศการแสดงผลงาน ศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาประจำปี 2568 รุ่นที่ 23 CIDI 25th Anniversary & Art Thesis Showcase 2025 นำเสนอคอลเล็กชั่น ภายใต้แนวคิด “การสะท้อน” เพื่อสะท้อนกลับตัวตนผ่านมุมมองแฟชั่นร่วมสมัย อันเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอุตสาหกรรมการออกแบบ และส่งเสริมภาคเศรษฐกิจระดับประเทศสู่สากล

แน่นอนว่า เส้นทาง 2 ทศวรรษครึ่ง ไม่ง่าย ในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร จากก้าวแรกของการก่อตั้งโดย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ด้วยเหตุผลไม่สลับซับซ้อน นั่นคือ การมอบโอกาสทางวิชาชีพให้ผู้คนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

จากนักเรียน 10 คน ปัจจุบัน ศิษย์เก่าชนาพัฒน์พุ่งถึงหลักพัน สร้างสรรค์แบรนด์ใหม่ๆ กว่า 300 แบรนด์

Advertisement

จากผู้บริหารชุดแรก ส่งไม้ต่อสู่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ซึ่งนั่งเก้าอี้ ผอ.กว่า 10 ปี ระดมทีมงานคุณภาพ ก่อเกิดวัฒนธรรมอาสาสมัคร กระทั่งถึงมือ สิทธิพัฒน์ ธนสารสิน ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน อินทีเรีย ดีไซเนอร์หนุ่มผู้หวังสร้างสรรค์บุคลากรดีๆ ประดับวงการ

“ถ้าจะเรียนหลักสูตรแบบเดียวกันในต่างประเทศ ไปอิตาลีปีละเป็นล้าน แต่ที่ชนาพัฒน์ตลอดหลักสูตรไม่ถึง 200,000 นี่คือโอกาสที่จะได้ชุดความรู้เดียวกัน การที่จะทำให้ราคาแตกต่างจากต่างประเทศได้ มีปัจจัยค่อนข้างเยอะ หนึ่งในนั้นคือค่าตัวผู้บริหาร ซึ่งที่นี่ผู้บริหารเป็นอาสาสมัครทั้งหมด เราทำด้วยความเต็มใจ การเห็นสีหน้าของนักเรียนที่เรียนจบไป ไปเป็นเจ้าของแบรนด์ต่างๆ พูดถึง และขอบคุณโรงเรียน นั่นคือค่าจ้างของเราแล้ว”

ส่วนแนวโน้มของแฟชั่นในประเทศไทย สิทธิพัฒน์มองว่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้น

“แฟชั่นดีไซน์และอินทีเรียดีไซน์ เป็น 2 ในปัจจัย 4 ซึ่งปัจจุบันเจเนอเรชั่นใหม่ให้ความสนใจแฟชั่นมากขึ้น มองว่าในตลาดและอุตสาหกรรมยังเติบโตได้อีกมาก เปรียบกับ 20 ปีก่อนที่ไทยเป็นแค่ผู้ผลิต แต่ในปัจจุบันมีแบรนด์ที่ส่งออกเกิดขึ้นมากมาย” ผอ.ซีไอดีไอชนาพัฒน์กล่าว ก่อนบอกเล่าเส้นทาง ความมุ่งหมาย และก้าวต่อไปของสถาบันแห่งนี้อย่างมุ่งมั่น

⦁ คำถามแรก น่าจะมีคนสงสัยไม่ต่างกัน ว่าธรรมะกับแฟชั่นไปด้วยกันได้อย่างไร?

ไม่ใช่แค่คนทั่วไปที่มีคำถาม คนที่ทำงานกับหลวงพ่อก็มีคำถาม อินทีเรีย (ตกแต่งภายใน) ยังพอเข้าใจ แต่แฟชั่นกับพระแทบจะอยู่กันคนละโลก หลวงพ่อบอกต้องย้อนไปที่วัตถุประสงค์ เพราะในยุคก่อตั้งเป็นยุคที่ฟองสบู่แตก ไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเมือง ท่านแค่อยากช่วยให้ประเทศดีขึ้น ท่านมีประสบการณ์การเดินทางไปยุโรปค่อนข้างมาก ได้ยินเรื่องการสร้างแบรนด์ สร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ ท่านมองว่าคนไทยเรามีศิลปะอยู่แล้ว และเราเป็นประเทศที่มีแรงงาน เป็นผู้ผลิตของให้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไปคุยกับอิตาลีก็บอกว่าทำได้เลย อินทีเรียดีไซน์ก็เป็นจุดที่เติบโตได้ง่าย หลวงพ่อทำไม่เป็นแต่รู้ว่าทำได้

ท่านก็ริเริ่มสถาบันขึ้นมา แล้วส่งให้คนอื่นทำต่อ ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเข้ามาบริหาร ท่านไม่ได้สนคำติฉิน เพราะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่

ตอนแรกเราก็คิดว่าวัดกับแฟชั่นไปด้วยกันไม่ได้ ด้วยกิจที่มันแยกกันอย่างชัดเจน จุดที่มันผูกพันกันจริงๆ คือมิชชั่นของหลวงพ่อ พอโรงเรียนเริ่มเติบโต นักเรียนเริ่มเยอะ หลวงพ่อก็มอบที่ดินแปลงนี้ 3 ไร่ 3 งาน ให้สร้างอาคารนี้เป็นเอกเทศ ทำให้สามารถบริหารและพัฒนาได้เร็วขึ้น

⦁ สถาบันชนาพัฒน์เก่าแก่กว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่หลายสถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชนทยอยปิดตัวไป เราฝ่ากระแสมาได้อย่างไร?

ชนาพัฒน์เปิดมาเป็นปีที่ 25 จากที่เราเริ่มสร้างชื่อเสียงและดำเนินมา มีผู้ที่สนใจและนักเรียนที่เรียนจบไปแล้วกว่า 1,000 คน ตั้งแต่เริ่มต้นต้องการสร้างความทันสมัยนำดีไซน์มาจากต่างประเทศ เป็นการมองล่วงหน้าไปค่อนข้างไกล ทำให้มีภาพจำว่าเราทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ นอกจากนี้ ทางสถาบันมีการพัฒนาหลักสูตรเรื่อยมา แต่ช่วงโควิด การศึกษาก็เปลี่ยนไปค่อนข้างเร็ว

แม้จะมีออนไลน์เข้ามาแต่เรายังเรียน physical อยู่ เพราะเชื่อว่าการเรียนด้านดีไซน์มันมีมากกว่าเลคเชอร์ แต่ต้องพูดคุยกับอาจารย์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำให้มีผู้ที่สนใจเข้ามา ซึ่งอาจไม่ได้มาหาเราปีนี้แล้วเรียนเลย บางคน 10 ปีแล้วกลับมา ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้

สถาบันชนาพัฒน์เราพูดเลยว่า เปิดเพื่อความฝันของคน ฉะนั้น ข้อแรก การเปิดรับของเราไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านดีไซน์ เราสอนให้ทุกคนมีความเฉพาะตัว แปลว่าคนที่มาเรียนที่นี่มีหลากหลายแบ๊กกราวด์ ตั้งแต่หมอ นักบิน ทนายความ

เรามีหลากหลายทั้งในเชิงของอาชีพ หรือในเชิงของสัญชาติ และการศึกษาที่จบมา ตั้งแต่นักเรียนที่จบไฮสคูลแล้วมุ่งมั่นอยากเป็นดีไซเนอร์ พ่อแม่ไม่ได้ต้องการแค่ใบปริญญาจากลูก แค่อยากให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบ คนที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แล้วมาเรียนกับเราก็มี

ส่วนในสาขาวิชาชีพ เช่น หมอ พยาบาล นักบิน ทนายความ รวมถึงคนที่จบด้านดีไซน์แล้วมาเรียนก็มี บางคนเรียนจบโรงเรียนไทย แล้วอยากฟังวิธีคิดต่างชาติว่าเป็นอย่างไร เจ้าของกิจการทำด้านนี้แล้วอยากมีความรู้เพิ่มก็มี

สิ่งที่เราต้องการคือการสร้างตัวตนเหมือนหลักสูตรต่างชาติ สร้างให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง ดึงตัวตนออกมาตั้งแต่การหาแรงบันดาลใจ ซึ่งแต่ละคนจะมีชุดข้อมูลแตกต่างกันไป ครูมีหน้าที่นำ creative thinking (การคิดเชิงสร้างสรรค์) ออกมาให้มากที่สุด จนสามารถพัฒนาในเส้นทางของตัวเองทั้งผลงาน คอนเน็กชั่น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างแบรนด์

⦁ ลายเซ็น ซิกเนเจอร์ ดีเอ็นอี ของคนที่จบจากชนาพัฒน์คืออะไร?

โลกดีไซน์หมุนไปเรื่อยๆ พัฒนาไม่มีวันหยุด เราคงไม่สามารถกลับมาเรียนได้บ่อยๆ ทุกเดือน ทุกปี เรารู้วิธีสร้างแรงบันดาลใจ ฉะนั้น ระหว่างที่ดำเนินชีวิตไป สร้างแบรนด์ไป พอเจอโจทย์ใหม่ๆ เทรนด์ใหม่ๆ ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ขึ้นได้ อันนี้เป็นจุดแข็ง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ซึ่งจะทำให้แบรนด์แข็งแกร่งมีตัวตนชัดเจน

แรงบันดาลใจมันมีอยู่ทุกแห่งหน สร้างได้ทุกแห่งหน เมื่อได้รับโจทย์มา ก็ตีค่า ตีความหมาย เช่น ครูอาจบอกว่าคอนเซ็ปต์คือก้อนเมฆ แต่ละคนก็อาจมีรูปร่างก้อนเมฆที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะแอ็บสแตร็กลึกกว่านั้น เช่น ตีความว่าก้อนเมฆคือวัฏจักรของน้ำ ใช้คำว่าระเหย แล้วไปตีความต่อ ไม่ได้อยู่แค่กรอบเดียว

โลกของศิลปะไม่ได้ต่างกันมาก มาจากแกนเดียวกัน อยู่ที่วิธีการประยุกต์ใช้มากกว่า เราทำแฟชั่นดีไซน์กับอินทีเรีย ดีไซน์ มันเป็นคอมเมอร์เชียลอาร์ตไม่ใช่ฟายน์อาร์ต ฉะนั้น ต้องออกแบบได้ ผลิตได้ และขายได้จริง ตอบโจทย์ลูกค้า

⦁ ขอย้อนกลับไปที่ความหลากหลายของผู้เรียน เป้าหมายที่มีไว้พุ่งชนของคนแต่ละกลุ่มคืออะไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เรามีกลุ่มนักเรียนอยู่ 3-4 แบบ กลุ่มแรกเรียกว่ากลุ่มตามล่าหาความฝัน กลุ่มนี้ชัดเจนว่าอยากเป็นดีไซเนอร์ รู้ตัวตั้งแต่เด็ก มีน้องบางคนพ่อแม่พามาตั้งแต่อายุ 13-14

กลุ่มที่เรียนปริญญาตรีเพื่อพ่อแม่แล้วค่อยมาตามหาความฝันทีหลัง กลุ่มนี้มีเยอะหน่อย บางคนเรียนจบบัญชีแล้วมาเรียนกับเรา กลายเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ก็มี สมัยนี้คนเราไม่จำเป็นต้องมีแค่ 1 อาชีพ

กลุ่มเจ้าของกิจการ มาเรียนเพื่อเพิ่มออปชั่นให้ตัวเอง หรือส่งลูกหลานมาเรียน ถ้าไปเรียนมหาวิทยาลัยอาจใช้เวลา 3-4 ปี แต่มาเรียนกับเราเพิ่มอีก 2 ปี ก็สามารถกลับไปทำงานได้

กลุ่มเรียนเป็นงานอดิเรก บางคนอยากแต่งบ้าน บางคนอยากแต่งตัว ไม่ได้อยากทำเสื้อผ้าให้ใครแต่อยากแต่งเพื่อตัวเอง

นี่เป็นหลักๆ 4 กลุ่ม ซึ่งพอจบออกไปก็จะมีอาชีพที่แตกต่างกันตามเป้าหมายที่ตัวเองตั้งใจไว้

10 ปีที่ผ่านมากลุ่มที่มาเรียนมากที่สุด คือกลุ่มเปลี่ยนอาชีพที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเพื่อพ่อแม่ ตอนนี้ที่มีเปอร์เซ็นต์มากขึ้นคือกลุ่มที่อยากเป็นดีไซเนอร์ตั้งแต่เด็กเพราะโลกมันเปลี่ยน เด็กสมัยนี้ชัดเจนในเป้าหมายเร็วมาก

⦁ ความต่างของช่วงอายุ หรือเจนเนอเรชั่น เป็นอุปสรรคหรือไม่ ทั้งสำหรับผู้เรียนและผู้สอน?

เล่าก่อนว่า เรนจ์อยู่ที่ 18-60 ปี แต่กลุ่มหลักๆ อยู่ที่ 25-40 ปี แต่พวกเขาเบลนด์กันได้ด้วยโลกของดีไซน์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และผมคิดว่ามันเป็นจุดแข็ง พี่คนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการอายุ 50 กว่าๆ ก่อนหน้านั้นไม่เคยฟังใครเลย ลูกน้องก็ไม่ฟัง พอมาเรียนทุกคนสิทธิเท่ากันทั้งห้อง ไปดูงานน้องว่า เฮ้ย! ทำไมเด็กเก่ง นั่งคุยกัน น้องก็เล่าให้ฟังว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็เริ่มกลับไปฟังลูกน้อง ได้มิติใหม่แห่งการทำงาน

ส่วนน้องๆ ก็ได้ประสบการณ์ที่ก้าวกระโดด ได้ชุดความรู้จากพี่ๆ กลายเป็นว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเชิงประสบการณ์ พอมาจากบทบาทที่ต่างกัน เขาเลยเปิดใจคุยกัน กลายเป็นจุดแข็งของที่นี่ สภาพแวดล้อมเหมือนปริญญาโทเลย เพราะคนมันหลากหลายมากทั้งเชื้อชาติ ชุดความรู้ เลยทำให้คลาสสนุก แต่เหนื่อยครู เขาต้องใช้วิธีเกลี่ยเจเนอเรชั่นให้ไปด้วยกันได้ ใครเก่งแบบไหนให้ผลักดันแบบนั้น ครูต้องอดทน ทำความเข้าใจธรรมชาติของนักเรียนซึ่งหลากหลาย บางคนมาเรียนเพื่ออาชีพ บางคนมาเพื่อทำเป็นงานอดิเรก ความมุ่งมั่นก็จะอยู่คนละระดับกัน

การสมัครเรียน เราขอวุฒิ ม.6 เพราะการเรียนการสอนเรียนกับอาจารย์ต่างชาติ มีความเข้มข้น ต้องบอกว่าสังคมผู้ใหญ่มี คอมมูนิตี้แบบหนึ่ง ฉะนั้น น้องที่เด็กมากๆ เราจะห่วง แต่ถ้าอายุ 17-18 กำลังจะจบ เราก็ต้องสัมภาษณ์พ่อแม่ สัมภาษณ์น้อง เพราะเรียนดีไซน์เสร็จบางทีไปแฮงเอาต์กัน เรื่องวุฒิภาวะก็อาจจะยาก แม้สมัยนี้ 16-17 จะโตเร็วมากแต่เรื่องพวกนี้เราก็ต้องดูแล ส่วนอายุที่เราเคยรับมากที่สุดน่าจะ 64 ปี เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เราใช้คำว่า ให้โอกาสคน

⦁ อาจารย์เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด มี Culture Shock หรือไม่?

ถ้าเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ก็จะสบายหน่อยเจนซี ยกมือถามอย่างเดียว ภาษาอังกฤษสบาย ส่วนรุ่นใหญ่หน่อยพอถามว่าเข้าใจไหม จะพยักหน้า เลิกคลาสค่อยมาถามอาจารย์

ฝ่ายบริหาร กับครูอาจารย์ก็ต้องคุยกันว่า วัฒนธรรมไทยเป็นแบบไหน จะมาเดินกอดคอ เอาเท้าชี้ของ เราก็ต้องบอกครูว่าเรื่องพวกนี้เซนซิทีฟ แต่สิ่งเดียวที่เราจะไม่เปลี่ยนอาจารย์คือวิธีการสอน เช่น การคอมเมนต์งาน คนไทยมีสวยหรือไม่สวย แต่ต่างชาติจะเป็น Beautiful หรือ Ugly แรกๆ นักเรียนเจอก็ช็อกกัน แต่การคอมเมนต์แบบตรงไปตรงมาก็มีเหตุผล ถ้ามัวแต่ถนอมน้ำใจ ก็ไปต่อไม่ได้ เพราะในห้องเรียนแค่เรื่องจิ๋ว แต่ถ้าออกไปสู่โลกดีไซน์จริงๆ คำวิจารณ์ยิ่งกว่านี้เยอะ

ครูบางคนอยู่มานาน ก็จะเริ่มเข้าใจคนไทย พอรู้ว่านักเรียนคนนี้มีความเซนซิทีฟหน่อยก็จะถนอมคำพูดนิดหนึ่ง แต่เรื่องความเข้มข้นวิธีการสอน การถ่ายทอด เราก็จะขอว่าไม่ประนีประนอม ไม่อย่างนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาข้ามน้ำข้ามทะเลมาสอน

ครูที่อยู่มานานสุดก็ 10 ปี ต้องบอกก่อนว่าชาวต่างชาติโดยพื้นฐานเป็นพวกย้ายถิ่นฐาน ไม่ได้ปักหลักเหมือนเอเชีย และด้วยธรรมชาติของดีไซเนอร์ พอทำอะไรซ้ำๆ ก็เบื่อ และไม่ได้อัพเดตโลกของดีไซน์ บางคนขอทำโปรเจ็กต์ ถ้าไม่ได้ผิดต่อนโยบายของโรงเรียนก็สามารถทำได้ เพราะโลกของดีไซน์เปลี่ยนไปเร็วมาก ถ้าครูไม่อัพเดตก็ไม่สามารถพัฒนานักเรียนได้ สถาบันของเราจะให้ครูพานักเรียนไปอัพเดต ไปเดินงานแฟร์ เช่น ครูต่างชาติพานักเรียนไปซื้อผ้าที่พาหุรัด ครูไทยพานักเรียนไปดูการออกแบบบ้านโครงการ

เราเน้นปฏิบัติจริง ส่วนทฤษฎีเราซ่อนไว้ใน Practical ตอนนี้ปรับหลักสูตร เรียน 12 เดือน แล้วออกไปทำงานดีไซน์ เนื่องจากเรามี AI เราลดขั้นตอนบางเรื่องแล้วเพิ่ม Innovative เด็กสมัยนี้ไม่รอ อยากเรียนเร็ว จบเร็ว เป็นเร็ว เหมือนอย่างข้างนอกมีเป็นคอร์ส คือเรียนหนึ่งเดือนทำกระโปรงเป็น ต่างจากมหาวิทยาลัยที่ขั้นต่ำ 3-4 ปี เราอยู่ตรงกลาง เช่น เรียน Short Course ตัดกระโปรงเป็น แต่ตัดเป็นแค่แบบเดียว เป็นดีไซเนอร์ไม่ได้

เราต้องการให้เด็กที่เรียนจบแล้วออกไปเป็นดีไซเนอร์เลย แต่ก็ต้องมีชุดความรู้มากพอที่จะสามารถออกไปทำงานกับแบรนด์ได้ อย่างที่บอกไปเรื่อง Design Thinking ก็ต้องมีชุดความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้กับเทรนด์หรือดีไซน์ต่างๆ ได้

⦁ บรรยากาศที่นี่อินเตอร์มาก ไม่ใช่แค่อาจารย์ต่างชาติ แต่มีนักเรียนจากต่างประเทศด้วย?

คือเรามีโครงการแลกเปลี่ยน 2 แบบ 1.นักเรียนที่มาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศเพื่อนบ้าน ญี่ปุ่น สวีเดน บางคนมาเรียนเพราะตามพ่อแม่มา บางคนอยากมาสำรวจโลก เพราะเรียนที่ยุโรปก็แพง มาเรียนที่นี่ก็ถูกกว่าและได้เที่ยวประเทศไทย เราเจอกลุ่มนี้เรื่อยๆ ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของนักเรียน

2.นักเรียนแลกเปลี่ยน เพราะเรามีการ MOU กับหลายประเทศในยุโรป และอเมริกา เช่น เมื่อเรียนกับเราเสร็จก็ไปเข้าโปรแกรมแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศอีก 1 เทอมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในมุมกลับกันก็จะมีนักเรียนจากต่างประเทศมาที่นี่

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจัดมาหลายปีคือ Short Course งานแฟชั่นให้กับมหาวิทยาลัยของฝรั่งเศส เขาจะส่งนักเรียนประมาณ 20 คน มาเรียนกับเรา 1-2 เดือน เรียนเสร็จก็มานอนอาบแดดที่สนามหญ้า (หัวเราะ)

⦁ หลักสูตรไหนคนสนใจมากที่สุด?

เรามีหลักสูตรออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ (Interior and Product Design) และหลักสูตรออกแบบแฟชั่น (Fashion Design) ซึ่งได้รับความนิยมพอๆ กัน เฉลี่ยกันไปแต่ละช่วง อาจเพราะเทรนด์หรือดีไซน์ แต่เหลื่อมกันไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ บางคนก็เรียนควบคู่กันไป หรือหลายคนเรียนจบอันหนึ่งแล้วมาต่ออีก ยิ่งเทรนด์สมัยใหม่โลกมันเปลี่ยน บางคนไม่ได้อยากรู้ลึกแต่อยากรู้กว้าง เพื่อให้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง

⦁ 25 ปี เทรนด์เปลี่ยน แฟชั่นเปลี่ยน โลกเปลี่ยน มีการพัฒนาหลักสูตรอย่างไรบ้าง?

เราปรับปรุงตลอด จากวันแรกที่ได้หลักสูตรมาจากอิตาลี เรามีการปรับทุก 4-5 ปี ในยุคแรก ปรับเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ ยุคหลังก็มีเรื่องของการทำแบรนด์ดิ้งเพราะมีออนไลน์เข้ามา ล่าสุด ยุครอไม่ได้ (หัวเราะ) คนอยากเป็นเร็ว เข้าถึงพอยต์เลย กระทั่ง Gen X Y ก็กลายเป็น Gen X Y รุ่นใหม่ที่ใช้ AI เป็น โลกเร็วขึ้น หลักสูตรก็จะปรับให้สั้นลงมีความกระชับมากขึ้น ตัดส่วนที่พอไกด์ไลน์แล้วนักเรียนสามารถไปหาเสริมได้ เราใส่เอไอแต่พอดี ไม่ใช่ทุกอย่าง

เราต้องดีไซน์ขึ้นแบบให้เสร็จได้ประมาณหนึ่งก่อน แล้วจึงใช้ AI มาปรับภาพเคลื่อนไหว เช็กสี เพื่อพัฒนาต่อ แต่แก่นต้องมาจากข้างใน ไม่ใช่เอไอคิดให้

ก่อนหน้านี้เราเรียกหลักสูตร 2 ปี แต่เรียนจริง 18 เดือน รวมปิดเทอมเหลือ 14 เดือน เราปรับมาเป็น 12 เดือน แต่อาจจะมีพักสักประมาณ 1-2 สัปดาห์ คนมองว่าคุ้ม ดีกว่า 2 ปี เพราะคนยอมเหนื่อยเพื่อให้ถึงเป้าหมายเร็ว เป็นหลักสูตรใหม่ที่ปรับเพื่อตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากเรียนเร็วขึ้น และจะมีหลักสูตรเสริมอีกสำหรับคนที่อยากจะไปเฉพาะทาง

เรามีความตั้งใจที่จะเติบโต แล้วขยายไปในสาขาอื่นเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้มีข้อจำกัดเพราะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ผมอยู่ที่นี่มา 20 ปี ไม่เคยได้เงินแม้แต่บาทเดียว เชื่อว่าในอนาคตจะมีหลักสูตรที่ใกล้เคียงมาซัพพอร์ต 2 หลักสูตรหลักของเราด้วย เช่น ด้านธุรกิจ

⦁ อยากให้ภาครัฐสนับสนุนอย่างไรบ้าง?

มันคาบเกี่ยวระหว่าง 2 องค์กร คือ การศึกษา หรือ อุตสาหกรรมพาณิชย์ เข้าใจว่าภาครัฐก็มีนโยบายอยู่ ไทยเรามีทั้งการผลิตและการส่งออก แต่การแข่งขันด้านการผลิตเรายังไม่ได้เยอะมาก และยากกว่าเดิมเพราะจีนมีกำลังในการผลิตเยอะขึ้น ขณะที่ค่าแรงในไทยก็สูงขึ้น

จุดนี้ภาครัฐน่าจะสนับสนุนแรงงานอาชีพเฉพาะทางมากขึ้น สำหรับมุมการศึกษากับอุตสาหกรรมด้านดีไซน์ อาจจะขาดอยู่เยอะ มาแทบไม่ถึงมือเอกชน เรายืนหยัดมา 25 ปี ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนโดยตรง จะมีบ้างที่เป็นโปรเจ็กต์จากทางภาครัฐที่เป็นกลุ่มงานเฉพาะ ถ้าวิจารณ์ตรงๆ คือการจะได้งานจากภาครัฐมันค่อนข้างแคบ ถ้ามีงบประมาณแล้วจัดจ้างได้มากขึ้น เปิดโอกาสให้คนได้เข้าถึง ทั้งออนไลน์ หรือออฟไลน์ น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่อยากสร้างฐานอาชีพ

สำหรับเรื่องส่งออก กลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องนี้อยู่แล้วไม่ยาก แต่คนที่จะเริ่มต้นก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนเหมือนกัน ถ้ามีองค์กรที่สนับสนุนเฉพาะทางในด้านนี้ก็จะทำให้พัฒนาไปได้ไกลขึ้น

ส่วนงานแฟชั่นวีค บางงานที่เกิดจากคอนเน็กชั่น เราก็ได้รับเชิญ แต่การติดต่อโดยตรงที่เป็นกิจจะลักษณะจากภาครัฐยังไม่มี

⦁ คนพูดกันมาเยอะแล้ว แต่ขอถามในมุมส่วนตัว ว่าจุดแข็ง จุดอ่อน ของดีไซเนอร์ไทย คืออะไร?

ผมว่าคนไทยเก่ง มีความเป็นศิลปินสูง อาจารย์ต่างชาติที่บอกว่าคนไทยมีจินตนาการค่อนข้างกว้างไกล เรามีมุขตลก มีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าอยู่ในวงพูดคุย วงเหล้า จินตนาการเราเต็มมาก แต่มันไม่ได้ประโยชน์ กลุ่มคนที่จะเอาเรื่องนี้มาต่อยอดยังเป็นคอขวด ยังขาดจุดที่พัฒนาจินตนาการของตัวเองให้ใช้ได้จริง

จินตนาการที่เยอะยังขาดกรอบที่ดี เทสต์ที่ดี ยังไม่มีคนมาเคาะ แต่เรื่องรสนิยมพูดยาก ถูกผิดมันตัดสินไม่ได้

เด็กต่างชาติโตมากับโลกดีไซน์ ทั้งสิ่งแวดล้อม สถาปัตยกรรม แล้วแบรนด์ไฮเอนด์ทั้งหลายแหล่ เดินไปเรียนก็ต้องผ่านสิ่งเหล่านี้ ต้องบอกว่าต่อให้ไม่ได้เรียนมันก็ฟูมฟักเทสต์ แต่นักเรียนไทยไม่ได้ถูกปลูกฝังรสนิยมหรือทัศนคติต่อศิลปะ นอกจากคนที่สนใจจริง

คนไทยต่อให้มีจินตนาการแต่โตมาด้วยขนบ วัฒนธรรมที่เป็นกรอบแห่งความถูกต้อง ทุกอย่างต้องเรียงลำดับ ขั้นตอนต้องชัดเจน รู้ไหมว่าลักษณะนิสัยไหนที่ครูต้อง Crack มากที่สุด คือ กลัวผิด ครูบอกเลยว่าคนไทยทำไมต้องกลัวผิดขนาดนี้ ผิดก็ลบสิ ผิดก็เขียนใหม่ ต่างชาติเขาชอบให้เถียง ต่อสู้ด้านความคิดเห็น แต่คนไทยเงียบ ไม่เห็นด้วยก็เงียบ

ครูบอกว่า นอกจากดึงความเป็นตัวของตัวเองมาแล้ว ยังต้องมาดึงความกลัวผิดออกไปอีก แต่บางครั้งครูต้องทำความเข้าใจนักเรียน ไปแฮงเอาต์เพื่อให้นักเรียนรู้สึกเป็นเพื่อน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดมากขึ้น ของพวกนี้มันอยู่ในรากฐานสะสมมา เหมือนตอนเด็กที่ระบายสีท้องฟ้า ท้องฟ้าก็ต้องเป็นสีฟ้า แต่หลักสูตรต่างประเทศท้องฟ้าจะเป็นสีอะไรก็ได้ เช่น ท้องฟ้าสีแดง คือตอนที่พระอาทิตย์จะตกดิน

⦁ อาจเป็นคำถามตามสูตรสำเร็จ แต่ก็ต้องถามถึงแนวทางสู่เวทีโลก?

การไปสู่โลกก็ไม่ง่าย แต่ยุคนี้โชคดี ง่ายกว่าเมื่อก่อนตอนยังไม่มีโซเชียล ขั้นแรกคือความรู้ต้องทันสมัย เป็นสากล เพราะหลักสูตรของเราเป็นหลักสูตรนานาชาติจากอิตาลี ครูก็เป็นต่างชาติจากทั้งหมด มีประสบการณ์ด้านการเรียน การสอน การดีไซน์ ฉะนั้น กระดุมเม็ดแรกของเราคือนำศาสตร์ความรู้สากลเข้ามา

ขั้นต่อไปคือการผลักดันให้นักเรียนได้ทำสินค้าจริง ไปงานประกวด งานโชว์ต่างๆ ซึ่งยุคนี้ก็ง่ายขึ้นอีกเพราะเมื่อก่อนนักเรียนไปออกบูธอย่างเดียว แต่ตอนนี้มีแพลตฟอร์มออนไลน์มากมาย คืนเดียวก็ไปสู่สายตาต่างชาติได้แล้ว

โชคดีว่านักเรียนของเรามาจากความรู้หลากหลาย เช่น มาร์เกตติ้ง บิซิเนส พอผนวกกับอาร์ตหรือดีไซน์ก็สามารถต่อยอดได้เร็ว มองเห็นช่องทางธุรกิจ แต่ถ้านักเรียนบางคนยังไม่มั่นใจก็จะมีการสนับสนุนให้ทำโปรเจ็กต์ขายในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อก้าวสู่ขั้นต่อไปในตลาดสากล สำหรับนักเรียนที่เริ่มสร้างแบรนด์ หรือมีประสบการณ์แล้ว เราก็มีเครือข่ายที่กลับมาแลกเปลี่ยนกัน นักเรียนแฟชั่นก็อาจไปออกแฟชั่นโชว์ แฟชั่นวีคต่างประเทศ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีนักเรียนออกงานมิลานแฟชั่นวีค และลอนดอนแฟชั่นวีคด้วย

ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง
ชลาธิป รุ่งบัว – ภาพ