หน้าแรก ประชาชื่น จากบ้านมั่นคง...

จากบ้านมั่นคง สู่ ‘บ้านมั่นคงพลัส’ เมืองต้องมีคนหลากหลาย กรุงเทพฯ ยกระดับที่อยู่อาศัยยั่งยืน ‘มีศักดิ์ศรี’ ไม่ต้องกลัวถูกไล่รื้อ

24.11.25 | 11:47 น.
หนึ่งในโมเดลบ้านมั่นคงที่ออกแบบโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากบ้านมั่นคง สู่ ‘บ้านมั่นคงพลัส’
เมืองต้องมีคนหลากหลาย
กรุงเทพฯ ยกระดับที่อยู่อาศัยยั่งยืน ‘มีศักดิ์ศรี’ ไม่ต้องกลัวถูกไล่รื้อ

ที่อยู่อาศัย คือ 1 ในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่า ‘บ้าน’ หรือไม่?

ทว่า ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะมีได้ ด้วยเงื่อนไข ต้นทุนชีวิต ด้วยเหตุและผลหลากหลาย

ย้อนกลับไปในวันที่อยู่อาศัยโลก จันทร์แรกของเดือนตุลาคมตามที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย เยี่ยมเยือนลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครเช่นเคย ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการ กทม. เรื่อง ข้อเสนอและการประชุมหารือ เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ยื่นมือรับ พร้อมพูดคุยชาวบ้าน รับ 9 ข้อเสนอ ยืนยันเดินหน้าดึงทุกชุมชนเข้าบ้านมั่นคง แก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ

Advertisement

“เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องสาธารณสุข เรื่องการศึกษา เป็น 3 เรื่องหลักที่ทางภาครัฐต้องช่วยสนับสนุน กทม. ไม่ได้มีที่ดิน เป็นแค่คนดูแลที่ดินให้กับรัฐบาลในที่สาธารณะ ดังนั้นคงต้องหาทางออกร่วมกัน หลักการของ กทม. คือต้องพยายามหาที่อยู่อาศัยทดแทนก่อน อาจจะเป็นบ้านมั่นคง ก่อนที่จะขยับพี่น้องประชาชนไป จึงขอให้ร่วมมือกัน สุดท้ายแล้ว เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีที่ดินเพียงพอสำหรับทุกคน” ผู้ว่าฯชัชชาติเอ่ยในวันนั้น

‘เมืองต้องมีคนหลากหลาย’
ผู้มีรายได้น้อยต้องมีที่อยู่
ดันชุมชนเข้าระบบ ไม่ต้องกลัวโดนไล่รื้อ

สำหรับหนังสือดังกล่าว มีประเด็นสำคัญซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ข้อ ได้แก่ การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน, การชะลอการไล่รื้อและหาทางออกที่เป็นธรรม, ผลักดันให้มีการจัดทำโฉนดชุมชนในพื้นที่ที่เหมาะสม, ทบทวนมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย, ปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและความต้องการที่อยู่อาศัยของประชาชน, ขอให้สนับสนุนและขยายโครงการที่พักชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้านอย่างเพียงพอและทั่วถึง (บ้านอิ่มใจ), จัดทำฐานข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลที่ดินภายใต้การดูแลของ กทม. เพื่อการวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส, กำหนดพื้นที่รองรับและคุ้มครองกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนจน เช่น หาบเร่ แผงลอย ตลาดชุมชน ให้สามารถดำเนินชีวิตและสร้างรายได้อย่างมั่นคง และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย โดยมีผู้ว่าฯกทม.เป็นประธาน และให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนมีส่วนร่วม

ผู้ว่าฯชัชชาติอ่านแล้วเอ่ยว่า 3 ปีที่ผ่านมา หลายข้อที่ดำเนินการให้ดีขึ้นแล้ว และยังมีอีกหลายข้อที่ต้องร่วมมือกันดำเนินการต่อไป

“เมืองจำเป็นต้องมีคนหลากหลายเพื่อที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเมือง จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งปัจจุบันมีชุมชนลักษณะนี้ที่อยู่ใน กทม. 2,000 กว่าแห่ง กทม.พยายามทำชุมชนเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น สมมุติว่าเป็นชุมชนที่รุกล้ำริมคลองอยู่ ต้องมีการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และกรมธนารักษ์ เพื่อพัฒนาให้เป็นบ้านมั่นคง โดยนำคนออกจากพื้นที่สาธารณะ ไปสู่พื้นที่ที่มีการเช่าอย่างถูกกฎหมาย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและสามารถปักหลักฐานได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้อเมื่อไหร่

เป้าหมายคือ ทุกชุมชนที่อยู่อย่างไม่ถูกต้อง ต้องพยายามเข้าสู่ระบบบ้านมั่นคงให้ได้ ตอนนี้เราโฟกัสในบางพื้นที่ เช่น แถวคลองเปรมประชากร ซึ่งทำไปได้ค่อนข้างเยอะ และต้องมีความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง หัวใจคือต้องค่อยเป็นค่อยไป ทุกคนมีชีวิต มีครอบครัวที่ต้องดูแล หากเราจะปรับ ก็ต้องมีที่ที่เขาเข้าไปได้ และค่อยๆ ทำอย่างเห็นอกเห็นใจทุกคน” ผู้ว่าฯกทม.กล่าวในวันที่อยู่อาศัยโลก 68

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. รับ 9 ข้อเสนอจากขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย เมื่อ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา

ขณะที่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. ที่ดูแลด้านดังกล่าวโดยตรง เผยข้อมูลว่า กทม.มีการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2546 โครงการบ้านมั่นคงมีอัตราการกู้จาก พอช. ประมาณ 5,000-6,000 หลังคาเรือน แต่ระยะหลังจะเหลือประมาณ 100-200 หลังคาเรือน แปลว่าศักยภาพที่ชาวบ้านจะเข้าถึงแหล่งเงินน้อยลง
“กทม.มีสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยที่ไม่ต้องใช้เงิน กทม. แต่เป็นการทำอย่างไรให้ชาวบ้านเข้าถึงกองทุนของ พอช. ซึ่งตอนนี้เราพาชาวบ้านเข้าไปประมาณ 1,800 หลัง และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการกู้ หลังจากนั้นจะมีที่ดินที่ชาวบ้านไปได้มา เช่น ที่การรถไฟ ที่ธนารักษ์ ก็จะมีกระบวนการในการทำให้บ้านที่ไม่มั่นคงทั้งหมด ซึ่งมี 450 ชุมชน เข้าถึงที่ดิน และเข้าถึงกองทุนของ พอช.ต่อไป” ศานนท์อัพเดตความคืบหน้า

ขับเคลื่อน ‘บ้านมั่นคงพลัส’
ก้าวสำคัญบูรณาการความร่วมมือ

ตัดภาพมายังวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ราว 1 เดือนกว่าๆ นับจากวันที่อยู่อาศัยโลก การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘การขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงพลัส’ เกิดขึ้นที่ ห้องบางกอก ชั้น B2 อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยมีผู้ว่าฯชัชชาติเป็นประธานในพิธีเปิด

เป้าประสงค์หลักคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะ พร้อมร่วมกำหนดแนวทางการดําเนินงานร่วมกันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบผนึกกำลังการทำงาน ระหว่างองค์กรท้องถิ่นและชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

กทม. ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สะท้อนปัญหาด้านที่อยู่อาศัย และนำเสนอแนวทางสำคัญ

งานนี้ ผู้แทน พอช. จากสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองและชนบท และสำนักงานภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และตะวันออก เข้าร่วมคับคั่ง พร้อมด้วย ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนบ้านมั่นคง 203 ชุมชน, เครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ (ชมฟ.) และผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคประชาชน อีกทั้ง ศูนย์การทดลองของเมือง (CITY LAB) ผู้แทนสำนักงานเขต เป็นต้น รวมทั้งสิ้นกว่า 400 คน

ไฮไลต์กิจกรรม ได้แก่ เวิร์กช็อป แบ่งกลุ่มย่อยระดับโซน สะท้อนปัญหาความต้องการภายในชุมชนด้านที่อยู่อาศัย และข้อเสนอแนวทางสำคัญ, นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำเวิร์กช็อป, นิทรรศการนำเสนอผลงานนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ร่วมออกแบบวางผังการพัฒนาพื้นที่ชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา เขตประเวศ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงบนที่ดิน กทม.โครงการแรก

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และเครือข่าย องค์กรภาคีต่างๆ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างเมือง ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิการมีที่อยู่อาศัยและการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิดของ ‘บ้านมั่นคงพลัส’ ที่ส่งเสริมแนวทางการพัฒนาชุมชนทั้ง 5 ด้าน’ สู่การยกระดับที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และยั่งยืน

นักศึกษาปีที่ 4 สาขาวิชาการผังเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมออกแบบวางผังการพัฒนาพื้นที่ชุมชนเฟื่องฟ้าพัฒนา เขตประเวศ

หัวใจคือ ‘บริหารการเปลี่ยนแปลง’
สร้างความเชื่อมั่น ยกเคส ‘สิงคโปร์’
ที่อยู่มั่นคง คนชนหมัดพัฒนาประเทศ

ในพิธีเปิดงาน ผู้ว่าฯชัชชาติย้ำว่า นโยบายที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมืองต้องขับเคลื่อนด้วยคนจำนวนมากในหลายบทบาท ทุกคนในที่นี้จึงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเมือง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ใกล้แหล่งงาน ตลาด สถานที่จ้างงาน จะกลายเป็นชุมชนที่มีคุณภาพที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ เนื่องจากเมืองที่มีคุณภาพ ประชาชนต้องมีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเมืองและต้องการมีส่วนร่วม รู้สึกภูมิใจ

“สิงคโปร์เพิ่งก่อตั้งประเทศ ค.ศ.1965 แต่สามารถพัฒนาประเทศได้รวดเร็วเพราะเริ่มต้นจากการพัฒนา 3 สิ่ง คือ การศึกษา ปฏิรูประบบราชการ และพัฒนาที่อยู่อาศัย จะเห็นได้ว่าเมื่อประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงก็จะร่วมมือกันพัฒนาประเทศ” ผู้ว่าฯกทม.ยกกรณีศึกษาจากเพื่อนบ้านเคียงใกล้ที่พัฒนาไปไกลกว่าไทยหลายขุม

พิธีเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘การขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการบ้านมั่นคงพลัส’ ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังอธิบายว่า กรุงเทพมหานคร เป็นแค่ผู้ดูแลเมือง คลอง ถนน และที่สาธารณะ จึงไม่สามารถยกที่ดินเพื่อสร้างบ้านให้ทุกคนได้ จึงต้องร่วมมือกับหน่วยภาคีเครือข่ายอื่นๆ อาทิ กรมธนารักษ์ โดยมี พอช.เป็นผู้ขับเคลื่อนประสานงานอย่างเข้มแข็ง

“หัวใจของการสร้างบ้านมั่นคงคือการบริหารการเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง จึงต้องทำให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมั่น รู้สึกมีความมั่นคงขึ้นในการเปลี่ยนแปลงนั้น กทม.จึงต้องรับฟังความต้องการและคิดเห็นของทุกคนนำมาพัฒนา ปรับปรุงให้บ้านมั่นคงมีความเหมาะสมเพียงพอสำหรับทุกคน และเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงมองเห็นประโยชน์และเข้าร่วม” ชัชชาติทิ้งท้าย

ชาวบ้านเดินขบวนถึงลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. ชูป้ายเรียกร้องภาครัฐแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ในวันที่อยู่อาศัยโลก 2025

เปิดตัวเลข ‘บ้านมั่นคง’ ทั่วกรุง 203 โครงการ
ครอบคลุม 1 แสนครัวเรือน

ปัจจุบัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีโครงการบ้านมั่นคงแล้ว 203 โครงการ ครอบคลุมกว่า 100,000 ครัวเรือน

ข้อมูลจากการสํารวจล่าสุดของ สำนักพัฒนาสังคม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพมหานคร (สพอ.) พบว่า ในปี 2568 พื้นที่กรุงเทพฯ มีชุมชนจดทะเบียนแล้ว จำนวน 2,001 ชุมชน และยังมีชุมชนที่ไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยกว่า 905 ชุมชน รวม 149,000 หลังคาเรือน แบ่งเป็นชุมชนที่ยังไม่ได้จดทะเบียน 278 ชุมชน 23,000 หลังคาเรือน และชุมชนแออัดจดทะเบียน 627 ชุมชน 125,668 หลังคาเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่อง ที่ดินเช่ารัฐและเอกชน รวมถึงการขาดกลไกรองรับการพัฒนา

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และ 2570 สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัยได้ดำเนินงานนำร่องในพื้นที่ 7 เขต 16 ชุมชน ได้แก่ ราชเทวี ประเวศ สวนหลวง หลักสี่ จตุจักร บางบอน และคลองสามวา โดยปี 2569 เสนอของบประมาณดำเนินการใน 1 เขต 2 ชุมชน วงเงิน ประมาณ 20.3 ล้านบาท และปี 2570 เตรียมพัฒนาใน 6 เขต 14 ชุมชน ซึ่งจะเป็นพื้นที่ต้นแบบให้ขยายผลต่อไปในระยะยาว

การพัฒนาในครั้งนี้ ไม่เพียงยกระดับด้านกายภาพของที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ พื้นที่ส่วนกลาง และบริการสาธารณะให้เกิดประโยชน์ต่อทุกครัวเรือนอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือที่ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงระบบ

เดินหน้าให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองน่าอยู่ บนศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม

ทีมข่าวเฉพาะกิจ

22ปี ‘บ้านมั่นคง’ จากสร้างที่อยู่
สู่การผลักดัน ‘ชุมชนจัดการตนเอง’

โครงการบ้านมั่นคงถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2546 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการและอนุมัติงบประมาณในเดือนมกราคมปีเดียวกัน จำนวน 146 ล้านบาทเศษ เพื่อให้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ จัดทำโปรเจ็กต์แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อย ไม่มีความมั่นคงในที่ดิน และที่อยู่อาศัย นำร่อง 10 โครงการทั่วประเทศ เช่น ชุมชนบ่อนไก่ และชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ กรุงเทพฯ, ชุมชนแหลมรุ่งเรือง ระยอง, ชุมชนบุ่งคุก อุตรดิตถ์ และชุมชนเก้าเส้ง สงขลา เป็นต้น

สภาพชุมชนแออัดแห่งหนึ่งย่านบ่อนไก่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ก่อนเริ่มโครงการบ้านมั่นคงในปี 2546 (ภาพจาก พอช.)

เป้าหมายแรกเริ่ม คือการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยให้แก่ชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ปัจจุบัน เปลี่ยนบทบาทจากการสร้างเป็นการสนับสนุนชุมชนให้จัดการตนเอง ดังนี้

1.การรวมตัวของชุมชน: ชุมชนผู้มีรายได้น้อยที่มีปัญหาที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง รวมกลุ่มและจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการทำงานร่วมกับ พอช. และท้องถิ่น

2.การเจรจาที่ดิน: ชุมชนดำเนินการ เจรจาต่อรองสิทธิการใช้ที่ดิน กับเจ้าของที่ดิน (เช่น หน่วยงานรัฐ หรือเอกชน) เพื่อให้เกิดความมั่นคงระยะยาวในการอยู่อาศัย (อาจเป็นรูปแบบเช่าระยะยาว หรือซื้อรวม)

3.การวางแผนแม่บท: ชุมชนทำ แผนแม่บท (Community Action Plan) ร่วมกันทั้งชุมชน ไม่ใช่แค่รายครัวเรือน เพื่อพัฒนาทั้งตัวบ้านและสภาพแวดล้อมโดยรวม

4.การสนับสนุนงบประมาณ: พอช. ให้การสนับสนุนหลัก 2 ส่วน คือ

– เงินอุดหนุน (Grant) สำหรับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน

– เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการสร้างหรือปรับปรุงบ้านของสมาชิกแต่ละครัวเรือน