ตระเวนแดนใต้ เช็กอิน ‘มหกรรมเศรษฐกิจฐานราก’ เทคโนโลยี ‘ตอบโจทย์’ ไม่จำเป็นต้องล้ำยุค
จากวิกฤตทรัพยากร และสภาพแวดล้อมที่เสื่อมสภาพ ส่งผลกระทบต่อชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ นครศรีธรรมราช สงขลา ขาดรายได้เท่าตัว เกษตรกรว่างงาน แรงงานฐานรากกว่า 50 ล้านคนทั่วทุกภูมิภาคในประเทศยังไม่ได้รับการ ‘อัพสกิล-รีสกิล’ อย่างเป็นระบบ
นักวิจัยด้านนวัตกรรมเล็งเห็นปัญหานี้ และต้องการพัฒนางานวิจัยเพื่อช่วยแก้ไขร่วมกับชุมชน หวังยกระดับแนวคิดสู่การสร้างกลไกธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้ครัวเรือนฐานราก

ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงจัด “มหกรรมเศรษฐกิจฐานราก:แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม” หรือ “Appropriate Technology Matching Day 2025” ภาคใต้ ขึ้นเพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนจนฐานรากในภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จังหวัดสงขลา เมื่อ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘เชื่อมโยงเทคโนโลยีพร้อมใช้’ ที่พัฒนาโดยนักวิจัยและคณาจารย์เครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคใต้ให้เข้าถึงกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน และครัวเรือนรายได้น้อยอย่างทั่วถึง เพื่อให้เทคโนโลยีตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่จริง ตั้งแต่การเพิ่มผลผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมชุมชนรูปแบบใหม่
นอกจากนี้ยังเป็นเวทีให้ชุมชนพัฒนา ‘ข้อเสนอโครงการคุณภาพ’ ที่สามารถขับเคลื่อนต่อได้จริง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจฐานรากทั้งชนบทและเมืองไปพร้อมกัน
มหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ 20 แห่ง แบ่งเป็น เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 3 แห่ง เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 5 แห่ง และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้อื่นๆ อีก 7 แห่ง ประสานพลังความร่วมมือกับ บพท.ต่อไป

เทคโนโลยีเหมาะสม แก้ปัญหาตรงจุด
อว.พร้อมหนุน หวังแก้จน ลดหนี้
เปิดเวทีโดย แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วยรัฐมนตรี อว. ซึ่งกล่าวว่ากระทรวง อว.พร้อมให้การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมในลักษณะนี้อย่างเต็มที่ ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกระจายอำนาจเศรษฐกิจและรายได้ กระทรวง อว.มีหน้าที่สนับสนุนการสร้างและส่งเสริมนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือชุมชนทั่วไทย
“มุ่งหวังว่าการจับคู่นวัตกรรมพร้อมใช้กับเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อใช้แก้ปัญหาตรงจริงๆ กับความต้องการของชุมชน และสามารถสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต กระทรวง อว.พร้อมที่จะสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ และช่วยแก้ไขปัญหาตามความต้องการจริงๆ ของเกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โดยในงานของ บพท. ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรี อว. สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล และนโยบายของท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คาดหวังหลังจากนี้ความสำเร็จจะขยายผลใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปแก้ปัญหาให้กับชุมชนทั่วประเทศต่อไป” แพทย์หญิงเพชรดาวกล่าว
ด้าน ชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ระบุว่า เพื่อพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ‘ศูนย์กลางนวัตกรรมท้องถิ่น’ พัฒนามาจากโครงสร้างชุมชน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยร่วมกับเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต การส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยฟื้นฟูทรัพยากรในพื้นที่
ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่ทำให้ชุมชนสงขลาแข็งแรงใน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหน่วยงาน
เครือข่ายในพื้นที่ที่ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง มากกว่างานมหกรรมคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจริง
“งานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีแสดงผลงานเทคโนโลยี แต่เป็นการผลักดันความรู้สู่ชุมชนให้เกิดผลลัพธ์ด้วยมือของเกษตรกร เป็นก้าวสำคัญของสงขลาในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” รองผู้ว่าฯสงขลายืนยัน
บพท. ‘ตัวกลาง’ เชื่อมเครือข่ายนักวิจัย
สร้างระบบซัพพอร์ตแข็งแกร่ง

ขณะที่ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า มหกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนองต่อนโยบายวิจัยติดดิน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของกระทรวง อว. เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปเผยแพร่ให้ประชาชนปรับใช้สร้างรายได้และอาชีพมั่นคง พร้อมจัดแสดงเทคโนโลยีที่เหมาะสม 70 ผลงานจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายในภาคใต้ ได้รับทุนสนับสนุนจาก บพท.
“ชาวบ้านจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีพื้นฐาน แม้รัฐเน้นอุตสาหกรรมขั้นสูง แต่แรงงานฐานรากกว่า 50-60 ล้านคนในประเทศไทยยังไม่ได้รับการอัพสกิล รีสกิลอย่างเป็นระบบ การพัฒนาต้องเดินคู่ขนานกับการยกระดับครัวเรือนฐานราก โดยเฉพาะในภาคใต้ที่มีความพร้อมทำอาชีพจริงต่อเนื่อง โมเดลนี้เชื่อมระหว่างนักวิจัยและชุมชน โดยชุมชนสามารถลงทุนและเรียนรู้ด้วยตัวเอง เกิดเป็น ‘นวัตกรชุมชน’
“บทบาท บพท. คือ ‘ตัวกลาง’ เชื่อมเครือข่ายข้อมูล นักวิจัย มหาวิทยาลัย และเทคโนโลยี เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่แข็งแรงและยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรม ตัวอย่างความสำเร็จคือ ปูขาว นครศรีธรรมราช ที่พัฒนาสู่เศรษฐกิจครัวเรือนอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนชุมชนฐานรากสามารถขยายไปสู่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้จริง” ผอ.บพท.กล่าว ก่อนยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ ฟาร์มสาธิต การเลี้ยงปูขาวปลอดภัย@บ้านเนินหนองหงส์ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยเผชิญวิกฤตจากการล่มสลายของอุตสาหกรรมกุ้งกว่า 44,000 ไร่ และพื้นที่นาเปิดกว่า 5,000 ไร่ที่เลี้ยงปูทะเลแบบพึ่งพาธรรมชาติ อัตรารอดเพียง 15-20% โดยกำลังถูกพลิกฟื้นด้วยงานวิจัย “ปูขาว-
นครศรีโมเดล” โดยทีมวิจัย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ มทร.ศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนทุน (บพท.) ซึ่งมุ่งเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีการเลี้ยงปูขาวที่เหมาะสม

ยกระดับเลี้ยง ‘ปูขาว เมืองคอน’
จากพื้นบ้านสู่เทคโนโลยีใหม่ เพิ่มอัตรารอด 80%
ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ลงรายละเอียดงานวิจัยและนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว ว่าช่วยยกระดับอัตรารอดจากต่ำกว่า 20% เป็น 60-80% สำหรับลูกพันธุ์ขนาดใหญ่ และมากกว่า 80% สำหรับปูไซซ์ตลาด ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นรอบละ 30,000-76,000 บาท ทีมวิจัยต่อยอดด้วยโครงการ ‘การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาว’ ครอบคลุม 3 อำเภอและผู้ประกอบการ 16 ราย พัฒนารูปแบบธุรกิจปูขาว 3 ประเภท พร้อม SOP การผลิตปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ ขยายผลสู่ระบบแม่ข่าย-ลูกข่าย 120 ครัวเรือน โดยเกษตรกรรุ่น LE67 เป็นแม่ข่าย ถ่ายทอดความรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนและเชื่อมโยง Supply Chain นอกจากนี้ยังจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และธนาคารจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกด้วย

ด้าน นัฏฐชัย นาคเกษม เจ้าของฟาร์มปู เปิดเผยว่า ธุรกิจการเลี้ยงปูยังมีอนาคตอีกยาวไกล เนื่องจากความต้องการในตลาดยังสูงมาก ขณะที่กำลังการผลิตในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำอาชีพนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการทำฟาร์มปูตลอด 2 ปีแรก เป็นช่วงของการเรียนรู้และปรับตัว ต้องเข้าใจระบบนิเวศ การจัดการน้ำ อาหาร และวิธีเพิ่มอัตราการรอดของลูกปู ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการลองผิดลองถูก และการร่วมทดลองวิจัยกับทางมหาวิทยาลัย จนปัจจุบันเริ่มมองเห็นแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น และพัฒนาเป็นระบบการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
“สำหรับใครที่สนใจทำฟาร์มปู หรือผู้ที่เคยล้มเหลวจากการเลี้ยงกุ้งแล้วอยากเปลี่ยนมาลองอาชีพใหม่ ทางฟาร์มยินดีเปิดพื้นที่ให้เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้คำปรึกษาอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าการแบ่งปันความรู้จะช่วยให้ทั้งเกษตรกรและอุตสาหกรรมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” เจ้าของฟาร์มปูอ้าแขนรับ
อัพเกรด ‘ชุมชนปลาสามน้ำ’
ลุ่มทะเลสาบสงขลา ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า
อีกหนึ่งแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์ธรรมชาติ คือ ‘บ้านปลามีชีวิต’ หมู่บ้านหมายเลข 9 บ้านท่าเสา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา กลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่ง ที่ฉายภาพความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลสาบบ้านปลา และการกลับมาของปลากดขี้ลิงจำนวนนับพันตัว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการนั่งเรือชมวิถีชุมชนและการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เตือนตา ร่าหมาน อาจารย์มหาวิทยาลัยทักษิณ เล่าถึงที่มาของ โครงการวิจัย ‘การจัดการเครือข่ายเชิงพื้นที่ด้วยการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาชุมชนปลาสามน้ำในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา’ ซึ่งได้รับทุนจาก (บพท.) ตั้งแต่ปี 2565 และกำลังก้าวขึ้นเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนที่ผสานประมงพื้นบ้านนวัตกรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ครอบคลุม 13 ตำบลในจังหวัดพัทลุงและสงขลา ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานการศึกษา การท่องเที่ยว และภาคเอกชน
“ตอนแรกหาพื้นที่ที่จะทำงานวิจัย เลยมีคนแนะนำมาที่หมู่บ้านนี้ เพราะมีความสนใจในงานวิจัยแบบนี้เหมือนกัน และได้มีโอกาสมาพูดคุย ถ้าชุมชนไม่สนใจจะไม่ทำ พอคุยเรื่องปัญหาหลักคือปลาลดจำนวนลง จะทำอย่างไรให้มีทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น จึงเกิดโครงการนี้ขึ้นมา
โดยมีเป้าหมายยกระดับชุมชนปลาสามน้ำด้วยระบบการเรียนรู้และนวัตกรรมที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
1.อนุรักษ์ปลาสามน้ำด้วยเทคโนโลยีและชุมชนร่วมมือ ผ่านบ้านปลาแบบทุนหมุนเวียน ธนาคารปลา หลักสูตร และกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประมง 2.พัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาสามน้ำ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคุมคุณภาพลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่า 3.จัดการตลาดและสร้างนวัตกรชุมชนด้านท่องเที่ยว พัฒนานักสื่อสารและโมเดลธุรกิจ เพิ่มรายได้ชุมชนอย่างน้อย 10%” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เตือนตาอธิบาย
‘ปลากดขี้ลิง’ รีเทิร์น หลังหายตัว 10 ปี
‘บ้านปลามีชีวิต’ นวัตกรรมท้องถิ่นพลิกฟื้นชุมชน
ด้าน อุไรพรรณ หมอชื่น นวัตกรชุมชน เสริมว่า เมื่อสัตว์น้ำในพื้นที่ลดลงชาวประมงจำนวนมากต้องออกไปรับจ้างในงานก่อสร้างและโรงงาน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอายุและสภาพร่างกาย ทำให้ไม่สามารถทำงานหนักได้ต่อเนื่อง จึงชวนชุมชนหารือเพื่อสร้างเขตอนุรักษ์และทำ ‘ซั้งบ้านปลา’ โดยออกแบบให้ไม่กีดขวางทางเดินเรือ และใช้กิ่งไม้, ต้นโกงกาง, ท่อน้ำ PVC เป็นวัสดุหลัก แม้ช่วงแรกชาวบ้านบางส่วนไม่เห็นด้วย เพราะกังวลว่าจะปิดกั้นพื้นที่ทำมาหากิน ทีมงานจึงประสานภาคีภายนอกเข้ามาถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้าใจ จนเมื่อโครงการเดินหน้าต่อเนื่อง สัตว์น้ำเริ่มกลับมาให้เห็น ทั้งกุ้ง ปลา รวมถึงปลากดขี้ลิงที่หายไปกว่า 10 ปี ทำให้ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยหลายคนเริ่มยอมรับผลลัพธ์
หนึ่งในความสำเร็จเด่นชัดคือ ‘บ้านปลามีชีวิต’ พื้นที่ฟื้นฟูระบบนิเวศที่พบสัตว์น้ำมากถึง 14 ชนิด ขณะที่บริเวณไม่มีบ้านปลาพบเพียง 2 ชนิดเท่านั้น รายได้ชุมชนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สะท้อนว่านวัตกรรมบ้านปลาช่วยพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์และสร้างรายได้ให้ชาวประมงได้จริง
“ถ้าเป็นไปได้อยากให้ในพื้นที่แห่งนี้มีศูนย์เรียนรู้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมห้องประชุมที่สามารถรองรับผู้ที่เข้ามาเรียนรู้ได้มากกว่าเดิม เพื่อสนับสนุนให้คนในชุมชนและนักเรียน มีโอกาสศึกษา เรียนรู้ การอนุรักษ์ชายฝั่งอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อุไรพรรณเผยถึงความหวัง
ทั้งนี้ ทางโครงการยังมีการพัฒนาหลักสูตร “พิทักษ์ปลาสามน้ำ” ครอบคลุม 6 หน่วยการเรียนรู้ ตั้งแต่ภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต ระบบนิเวศ ไปจนถึงการสร้างรายได้จากทรัพยากร ซึ่งเมื่อนำไปทดลองสอนพบว่าผู้เรียนมีผลสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย ด้านการท่องเที่ยว ชุมชนได้ออกแบบกิจกรรมและเส้นทางเฉพาะตัวใน 4 ชุมชน เช่น ล่องเรือชมบ้านปลา เรียนรู้วิถีประมงพื้นถิ่น และชิมผลิตภัณฑ์แปรรูปปลาสามน้ำอีกด้วย
คว้ารางวัลใหญ่จากไต้หวัน
ย้ำภูมิปัญญาไทยคุณค่าระดับโลก
ความโดดเด่นของ ‘บ้านปลามีชีวิต’ ทำให้ได้รับรางวัลดีเด่นสาขานวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในงานชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ปีที่ 2 และรางวัล SILVER MEDAL จากเวทีนานาชาติ KIDE 2024 ที่ไต้หวัน ตอกย้ำว่านวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมีคุณค่าในระดับโลก
โครงการนี้ไม่เพียงฟื้นทรัพยากรสัตว์น้ำและเพิ่มรายได้ชาวประมง แต่ยังก่อให้เกิดศูนย์เรียนรู้การจัดการทรัพยากร เครือข่ายอนุรักษ์ 3 โซน โมเดลพัฒนาชุมชนด้วยนวัตกรรม และการผลักดันนโยบายสาธารณะด้านการอนุรักษ์ทะเลสาบสงขลา
‘บ้านปลามีชีวิต’ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นชีวิต ฟื้นอาชีพ และฟื้นความหวังของชุมชนอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด นวัตกรรมที่ดีไม่จำเป็นต้องล้ำยุค แต่ต้องเหมาะสมใช้ง่าย และช่วยให้ชุมชนเติบโตได้จริง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
อคิรา ทองโม้

