หน้าแรก ประชาชื่น ครูปรับ เด็กเ...

ครูปรับ เด็กเปลี่ยน เมืองก็เปลี่ยนได้ เปิดแผนการเรียนรู้ ‘ฉบับกลาง’ ฉบับแรก กทม. ปฏิวัติศูนย์เด็กเล็ก ‘ปั้นพลเมืองโลก’

27.11.25 | 17:58 น.
ครูปรับ เด็กเปลี่ยน เมืองก็เปลี่ยนได้ เปิดแผนการเรียนรู้ 'ฉบับกลาง' ฉบับแรก กทม. ปฏิวัติศูนย์เด็กเล็ก 'ปั้นพลเมืองโลก'

ครูปรับ เด็กเปลี่ยน เมืองก็เปลี่ยนได้
เปิดแผนการเรียนรู้ ‘ฉบับกลาง’ ฉบับแรก
กทม. ปฏิวัติศูนย์เด็กเล็ก ‘ปั้นพลเมืองโลก’

เพราะ “เมืองไม่มีทางดีกว่าคนที่เรามี” คำกล่าวสั้นๆ ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สะท้อนชัดถึงความสำคัญของการลงทุนในเด็กปฐมวัยซึ่งหลายคนอาจมองว่า “เรื่องเด็กเล็ก เป็นเรื่องเล็ก” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมือง

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้ใหญ่ในปัจจุบันก็จะก้าวสู่วัยชรา ขณะที่เด็กๆ วันนี้จะเติบโตขึ้นเป็น ‘ผู้กำหนดทิศทางบ้านเมือง’ หากไม่เริ่มต้นสร้างรากฐานที่ดีตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตของกรุงเทพมหานคร ก็อาจยากที่จะดีขึ้นตามที่หวัง

เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในกรุงเทพมหานคร ล่าสุด

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมแถลงเปิดตัว “แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย” ของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสังกัด กทม.

Advertisement

ภายในงานยังได้มีการเปิดตัวเว็บไซต์แผนการจัดการเรียนรู้ฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญให้ครูและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทุกแห่งเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานเดียวกัน พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กในกรุงเทพฯ ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัยและเท่าเทียมกัน

ความร่วมมือนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่ใช้การพัฒนาเด็กเล็กเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองในอนาคต เพราะเมื่อ “ครูปรับ เด็กเปลี่ยน เมืองก็เปลี่ยนได้”

ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนราษฎร์พัฒนา เขตมีนบุรี

 

กทม.เดินหน้าเป็นระบบ
เปิดปฐมบทปฏิรูปการเรียนเด็กปฐมวัย

‘ช่วง 6 ปีแรกสำคัญที่สุด’ เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีการเจริญเติบโต และพัฒนาการดีที่สุด

เป็นรากฐานของการเรียนรู้ทั้งหมดในชีวิต

ศานนท์ หวังสร้างบุญ

คือสิ่งที่ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เน้นย้ำ จึงมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามนโยบายด้านเรียนดี คือ ส่งเสริมการเรียนรู้เด็กเล็กก่อนวัยเรียน 2-6 ปี จึงเล็งเห็นความจำเป็นของการมี “แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย” ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กให้มีพื้นฐานที่ดีในการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ในอนาคต เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างสมวัย เป็นระบบ สร้างรากฐานการเรียนรู้ที่มั่นคง ส่งเสริมพัฒนาการเด็กเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น และเพื่อให้ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร มีแผนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นแกนกลาง สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของแต่ละพื้นที่ได้

จึงแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร เพื่อให้การดูแลเด็กเป็นระบบและมีมาตรฐานเดียวกัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้ชีวิตและเรียนรู้ในอนาคต

ด้วยเป้าหมายให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างสมวัยทุกด้าน

กทม.ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนฯ และผู้แทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 12 แห่งร่วมกันพัฒนาเนื้อหา โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยอย่างใกล้ชิด จนสามารถจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับกลางสำเร็จเป็นครั้งแรกของกรุงเทพมหานคร

ล่าสุดได้เผยแพร่ปฐมบทนี้อย่างเป็นทางการ ผ่านเว็บไซต์ https://learning.bangkok.go.th/ecdplan/ เพื่อให้อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กทุกแห่งสามารถดาวน์โหลดไปปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ได้ทันที

นับเป็นครั้งแรกที่ กทม.มีแผนการจัดการเรียนรู้ฯกลาง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือจากยูนิเซฟ และภาคีอีกมากมาย เราเดินหน้าทำมาอย่างยาวนาน บัดนี้แผนเกิดขึ้นแล้วแต่งานเรายังไม่จบ

“ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่กรุงเทพมหานครจะนำไปขยายผลต่อให้ครอบคลุมกว่า 259 ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั่วกรุงเทพฯ พร้อมจัดกิจกรรมอบรมให้แก่อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานครในการมีหลักสูตรแกนกลาง ให้ครูปฐมวัยมีเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย อันเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของกรุงเทพมหานคร และประเทศชาติในอนาคต” รองผู้ว่าฯศานนท์เผย 

(จากซ้าย) รศ.อรพรรณ บุตรกตัญญู ,กิ่งกาญจน์ เกิดศรีพันธุ์ , สุธิดา โต๊ะลง, ชนัญชิดา เที่ยงวงษ์, หัทยา ทองมหา

‘ยูนิเซฟ’ หนุนงบ เป็น ‘พี่เลี้ยง’ คลอดสาระเรียนรู้ คำนึง ‘ทุกอัตลักษณ์’

ด้าน เซเวอรีน ลีโอนาดิ รักษาการผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้กรุงเทพมหานครจะเป็นดั่งแรงบันดาลใจและแสงสว่างให้กับอีกหลายหน่วยงาน และหลายจังหวัดทั่วไทย ในการฉายภาพให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยสามารถทำได้ และทำได้ด้วยดี ใช่เกิดจากนโยบายสวยหรู แต่เป็นนโยบายที่คิดถึงผู้ที่อยู่ในห้องเรียนจริงคือคุณครูและเด็ก

เซเวอรีน ลีโอนาดิ

“ยูนิเซฟมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร และพร้อมจะเดินทางต่อไปด้วยกัน เพื่อสร้างเด็กที่มีคุณภาพให้กับกรุงเทพมหานครต่อไป” เซเวอรีนกล่าว

สำหรับแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กรุงเทพมหานคร เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร โดยสำนักพัฒนาสังคม ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ใช้ระยะเวลา 5 ปี ในการหาแนวทางพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย

สำหรับจุดเด่นของแผนนี้เกิดจากการระดมสมองของผู้แทนอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานครทั้ง 12 แห่ง โดยทางองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย สนับสนุนนักวิชาการ งบประมาณ ร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา จนคลอดออกมาเป็นโปรเจ็กต์

โดยหลักใหญ่ของแผนการจัดการเรียนรู้ฯนี้ แบ่งออกเป็น 4 สาระการเรียนรู้ ได้แก่ ตัวเด็ก บุคคลและสถานที่รอบตัว ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆ รอบตัว จำแนกเป็นแผนรายกิจกรรมสำหรับช่วงอายุ 2-3 ปี, 3-4 ปี, 4-5 ปี และ 5-6 ปี ซึ่งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กได้อย่างสมวัย ครอบคลุมแนวการศึกษาที่มีจุดเน้นเฉพาะ 5 แนวการศึกษา ได้แก่ แนวการศึกษาวอลดอร์ฟ แนวการศึกษาไฮสโคป แนวการศึกษาวิถีพุทธ แนวการศึกษาวิถีอิสลาม และแนวการศึกษามอนเตสซอรี

นับเป็นแนวทางที่คำนึงทุกอัตลักษณ์

ให้อิสระครูออกแบบ เติมช่องว่าง
ตอบโจทย์ทุกความต่าง

รองศาสตราจารย์อรพรรณ บุตรกตัญญู อาจารย์ประจำสาขาปฐมวัยศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงแนวคิดสำคัญที่กลายมาเป็นกรอบในการจัดทำ ‘แผนการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของกรุงเทพมหานคร’ ว่าเกิดจากการเชื่อมโยงแนวคิดการพัฒนาเด็ก ปรัชญาทางการศึกษา และมาตรฐานระดับชาติ ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงของครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

เธอกล่าวว่า การสร้างแผนฯครั้งนี้ไม่ได้ยึดเพียงเอกสารหรือหลักสูตรกลางเท่านั้น แต่เริ่มจากสิ่งที่ครูทำอยู่จริงในห้องเรียน ซึ่งเป็นหลักการที่ยูนิเซฟผลักดันมาตั้งแต่ต้น คือให้ ‘ครูเป็นผู้ออกแบบและเขียนด้วยตนเอง’ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เด็กตามบริบทของพื้นที่

“การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ในแผนฯ สะท้อนความคิดของครูอย่างแท้จริง โดยมีการใส่อัตลักษณ์ของกรุงเทพมหานครเข้าไปในทุกหน่วย ทั้งยังคำนึงถึงประเด็นสำคัญที่ขาดไม่ได้ เช่น สุขภาพ โภชนาการ ความปลอดภัย การตอบสนองที่ใส่ใจ และการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียม” รองศาสตราจารย์อรพรรณกล่าว

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ถูกนำมาผสานกันจนกลายเป็นแนวคิดหลักของแผนการจัดการเรียนรู้ และแปรรูปออกมาเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั่วกรุงเทพมหานคร ช่วยยกระดับคุณภาพเด็กเล็กในระยะยาวอย่างเป็นระบบและเหมาะสมตามวัย

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
เปลี่ยนมาตรฐานแผนการสอนปฐมวัย

อย่างไรก็ตาม แผนการเรียนที่ดีอาจไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป เพราะต้องบอกว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการที่ชุมนชนในแต่ละพื้นที่ มีความแตกต่างเป็นอย่างมาก

ลองหันมาฟังเสียงของผู้ปฏิบัติงานจริง ที่มาร่วมล้อมวงถกในหัวข้อ ‘การเปลี่ยนแปลงของการเขียนแผนการสอนปฐมวัย’ พร้อมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์จริงที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

เริ่มจาก ครูอาสาจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสังกัด กทม. อย่าง หัทยา ทองมหา อาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนนวมประดิษฐ์ เขตภาษีเจริญ ที่เผยว่า

เคยทำแผนเอง แต่ไม่รู้ชัดว่าถูกต้องตามมาตรฐานแค่ไหน

“ทำงานมาประมาณ 20 ปี ที่ศูนย์ฯมีแผน คือการคิดทำแผนกันเอง แต่อาจจะไม่ได้รูปแบบที่ชัดเจน สิ่งที่ขาดคือการมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปนิเทศแผนการสอน ทำให้ไม่แน่ใจว่าแผนที่เขียนมีอะไรที่สอดคล้องกับมาตรฐานปฐมวัยแห่งชาติ หรือสอดคล้องกับหลักสูตรปี 60 หรือไม่ มากไปหรือน้อยไป

ต้องยอมรับว่า เมื่อได้ทำแผนร่วมกับผู้บริหาร กทม.และยูนิเซฟ ทำให้เห็นความสำคัญของความชัดเจนในโครงสร้างแผน ตลอดจนความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยให้แผนการจัดการเรียนรู้ตอบโจทย์เด็กได้ดีขึ้น” ครูอาสาเล่า พร้อมเปิดใจว่า ยอมสละเวลาหลังเลิกงาน เพื่อทำแผนให้ดีขึ้น เพราะต้องการให้เด็กได้ดีที่สุด

ในขณะที่ กิ่งกาญจน์ เกิดศรีพันธุ์ อาสาสมัครผู้ดูแลเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนพิทักษา เขตบางกอกน้อย เผยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน

“ศูนย์เดิมมีหลักสูตรสถานศึกษาเป็นฐาน แต่เมื่อร่วมทำแผนกับยูนิเซฟ ได้เรียนรู้วิธีการเขียนแผนให้ลุ่มลึกขึ้น เช่น การกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในแต่ละช่วงวัย การทำตารางวิเคราะห์ความเชื่อมโยง และการจัดกิจกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องเรียน” กิ่งกาญจน์กล่าว ก่อนย้ำว่า ‘การเขียนแผนไม่ได้เขียนแค่ให้เราใช้ แต่ต้องให้คนอื่นใช้ได้ด้วย’ ซึ่งนี่คือหัวใจของการทำแผนกลางสำหรับศูนย์เด็กเล็ก กรุงเทพมหานคร

เชื่อมแผนเดิม 60 สู่แนวใหม่ 68
ประเมิน ‘พัฒนาการเด็ก’ ละเอียดขึ้น

จากนั้น ชนัญชิดา เที่ยงวงษ์ อาสาสมัคร ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต เขตบางเขน ที่ให้ความเห็นในประเด็นการเชื่อมแผนปี 60 และ 68

“แผนเดิมที่ครูทำเหมาะกับบริบทของศูนย์ แต่ไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องการประเมินอย่างเป็นระบบเหมือนแผนที่ทำร่วมกับยูนิเซฟ ซึ่งผสานการประเมินตามหลักสูตรปี 2560 กับแนวทางใหม่ในปี 2568 ทำให้ครูเห็นความแตกต่างของตัวชี้วัดและสามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้ละเอียดขึ้น”

เช่นเดียวกับแผนการเรียนของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแสงธรรมคลองมณี เขตสะพานสูงที่กล่าวในมุมของการโอบรับในทุกความเชื่อ

สุธิดา โต๊ะลง อาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก เล่าว่าทางศูนย์มีบริบทของชุมชนมุสลิม จึงมักบูรณาการศาสนาอิสลามในแผนการสอน

“เมื่อมาร่วมเขียนแผนกลาง ครูต้องคิดให้กว้างขึ้นว่าแผนนี้ไม่ได้ใช้แค่เรา แต่เพื่อให้ทุกศูนย์นำไปใช้ได้ ทำให้ต้องออกแบบรูปแบบที่ยืดหยุ่น สามารถประยุกต์ตามบริบทต่างๆ ได้ทั่วกรุงเทพฯ ศูนย์ของเราเป็นอิสลาม จะทำแผนอย่างไรให้คนอื่นใช้ได้ด้วย” ครูสุธิดาเล่าถึงความท้าทาย

สำหรับแนวการศึกษาวิถีอิสลาม ประกอบด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักศรัทธา หลักปฏิบัติ ศาสนประวัติ คุณธรรมจริยธรรม รวมไปถึงการจดจำที่เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน การละหมาด การตักเตือนเรื่องศาสนา พระนามที่สำคัญ เป็นต้น ซึ่งเป็นการออกแบบแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบบูรณาการอิสลาม
สําหรับเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนโดยเฉพาะ สะท้อนให้เห็นการออกแบบที่ครอบคลุมในทุกอัตลักษณ์

ประสบการณ์จากครูอาสาทั้ง 4 คน ทำให้เห็นว่าการมีแผนกลางที่ออกแบบอย่างเป็นระบบและได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ ช่วยยกระดับการปฏิบัติงานของครูอย่างชัดเจน

นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ทุกศูนย์ในกรุงเทพฯ สามารถยกระดับคุณภาพการพัฒนาเด็กเล็กได้อย่างเท่าเทียมและมีมาตรฐานร่วมกัน

รัตนาพร กุลหงษ์