อีก 25 ปี ทุก 3 วินาที ดับ 1 ราย ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ชวนคนไทยหยุดวิกฤต ดื้อยา

30.11.25 | 13:17 น.

เพราะทุกเม็ดยาปฏิชีวนะที่ใช้โดยไม่จำเป็น คือก้าวเล็กๆ ที่ผลักให้ประเทศไทยเข้าใกล้วิกฤต เชื้อดื้อยา ที่คร่าชีวิตคนไทยกว่า 38,000 คนต่อปี สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ระบบสุขภาพกว่า 40,000 ล้านบาท

นี่คือภัยเงียบที่ไม่ได้คุกคามแค่ผู้ป่วย แต่กำลังโยกฐานความมั่นคงด้านยา ที่กำลังก่อผลกระทบต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ

ท่ามกลางตัวเลขที่ชวนน่าตกใจ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง คณะทำงานสร้างความเข้มแข็งประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) และภาคีด้านสุขภาพหลายภาคส่วน จัดเวทีเสวนาวิชาการ ดื้อยาหยุดได้ ชวนคุยลึกถึงวิกฤตนี้

ภายใต้หัวข้อ หยุดดื้อยา หยุดท้าทายระบบ ร่วมกันสร้างมุมมองใหม่ด้านการใช้ยาในสังคมไทย

Advertisement

⦁เปิดผลคาดการณ์อีก 25 ปี
ทุก 3 วินาที ดับ 1 จากเชื้อดื้อยา
เวทีเสวนานี้เริ่มต้นด้วยข้อมูลที่สะเทือนทุกภาคส่วน โดย ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธาน สยส. ชี้ว่า ไทยกำลังยืดเยื้อกับปัญหาเชื้อดื้อยามานานกว่า 10 ปี และยังไม่ดีขึ้น เพราะต้นเหตุสำคัญคือ การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น จนส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ โดยพบพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมของประชาชน เช่น การวินิจฉัยโรคเองและซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานโดยไม่เข้าใจความจำเป็นหรือความแตกต่างของยา ซึ่งล้วนส่งผลให้ปัญหาเชื้อดื้อยารุนแรงขึ้น รวมถึงการเข้าถึงยาที่สะดวกแม้เป็นยาที่ออกฤทธิ์แรงเกินจำเป็น ทั้งในร้านขายยา ร้านชำ ตลาดนัด และช่องทางออนไลน์ ล้วนเป็นปัจจัยที่เร่งปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยาปฏิชีวนะแทบทุกชนิดในประเทศมีอัตราการดื้อยาในอัตราสูงถึงสูงมาก และบางชนิดสูงถึง 83% เช่น Amoxicillin ทำให้ยาที่มีอยู่ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ

“สิ่งที่น่าห่วงที่สุด คือการเข้าถึงยาแรงมากจนเกินไป ไม่ว่าจะจากร้านขายยา ร้านชำ ตลาดนัด หรือแม้กระทั่งช่องทางออนไลน์ ทำให้ยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น Amoxicillin มีอัตราดื้อยาสูงถึง 83% การรักษาผู้ติดเชื้อดื้อยาจึงยากขึ้น รักษานานขึ้น ทำให้ระบบสาธารณสุขต้องรับภาระเพิ่มขึ้นมหาศาล

ทุกปีไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยา กว่า 88,000 คน มีการคาดการณ์ว่า ใน ค.ศ.2050 ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 10 ล้านคน ทุกๆ 3 วินาที เสียชีวิต 1 คน

นี่คือภัยเงียบที่ไม่ควรถูกละเลยอีกต่อไป” ผศ.นพ.พิสนธิ์กล่าว พร้อมกับให้ทุกคนกะพริบตาสามครั้ง โดยยกตัวอย่างว่าเพียงแค่เรากะพริบตา มีคนเสียชีวิตไปแล้วหลายราย

ผศ.นพ.พิสนธิ์ยังเผยถึง โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่พบได้บ่อยในผู้หญิงเนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย เรียกว่า กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Escherichia coli หรือ E. coli เป็นอัตราของการดื้อยาจาก E. coli ในประเทศไทย ผู้หญิงทุกคนอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของการรักษาไม่หาย ด้วยยากินที่ใช้ในการรักษาทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก

ตัวเลือกสุดท้ายในกรณีที่ผู้ป่วยมีเชื้อดื้อยาทั้งหมดจะต้องกิน แคปซูลอึ กล่าวคือ การกินอุจจาระของผู้อื่น โดยเป็นการนำอุจจาระไปผ่านกระบวนการฟรีซ-ดราย (freeze-dried) หรือการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็งใส่ในแคปซูล เพื่อเอาแบคทีเรียดีของเขาไปคืนในลำไส้ของเรา ฟังแล้วอาจจะดูตลกแต่นี่คือเรื่องจริงของการรักษา

“เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะไป จะไปทำลายแบคทีเรียทุกส่วน พอไปกระทบแบคทีเรียเหล่านั้น แบคทีเรียก็จะเริ่มมีการพัฒนาการดื้อยา ส่วนหนึ่งจะตายไปเกือบหมด และจะเหลือเฉพาะเชื้อดื้อยาที่สะสมไว้ในร่างกาย เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะแม้แต่เม็ดเดียวถ้าไม่จำเป็น จะทำให้ไปรบกวนระบบนิเวศของแบคทีเรียในร่างกาย” นี่คือเสียงสะท้อนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อว่า เชื้อดื้อยา จะต้องไม่เงียบอีกต่อไป

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ ผศ.นพ.พิสนธิ์ยืนยันว่า ต้องความตระหนักรู้และให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์ มีความตระหนักในการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลและรับผิดชอบต่อปัญหาเชื้อดื้อยา รวมทั้งดำเนินการตามแนวทางดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม (AMS) ในสถานพยาบาลและร้านยาอย่างจริงจัง

“ผลกระทบของเชื้อดื้อยาต่อระบบสุขภาพและเศรษฐกิจมีความรุนแรงและหลากหลาย เนื่องจากอัตราการดื้อยาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การรักษาโรคติดเชื้อที่เคยง่ายกลับกลายเป็นซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งการรักษาผู้ป่วยเชื้อดื้อยาต้องใช้ยาที่มีราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี ระบบสาธารณสุขจึงต้องรับภาระหนักขึ้น ทั้งจากปัญหาเตียงไม่เพียงพอและการรักษาที่ใช้เวลานานขึ้น โดยผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี” ผศ.นพ.พิสนธิ์ย้ำข้อมูลที่น่าตกใจอีกครั้ง

⦁คนไทยเข้าใจผิด ต้องแรงถึงจะหาย
แนะเร่งสื่อสารใหม่ เลิกใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
ด้าน ผศ.เภสัชกร ดร.กิติยศ ยศสมบัติ ผู้ช่วยคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายภาพปัญหาว่า เชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการใช้ยาในคน แต่เกิดขึ้นในสัตว์ สิ่งแวดล้อม และระบบอาหารด้วย นี่คือแนวคิด One Health ที่เน้นว่า การควบคุมเชื้อดื้อยาจะสำเร็จได้ ต้องทำงานแบบบูรณาการทุกภาคส่วน และต้องเริ่มจากความเข้าใจว่า ยาปฏิชีวนะมีการกระจายอยู่ในชีวิตเราแทบทุกมิติ

“ในบริบทร้านยา หลายท่านอาจจะมองว่าเป็นจุดจ่ายยาที่สะดวก จริงๆ แล้วในมุมของร้านยานั้น ไม่ได้ Happy พูดตามตรงว่าการขายยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ ไม่ได้รวย ในความเป็นจริงแล้ว รายได้มาจากทางอื่นที่ดีกว่า” ผศ.เภสัชกร ดร.กิติยศเผย พร้อมระบุด้วยว่า ปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ความคาดหวังของประชาชน ที่มีความเข้าใจผิดว่า ท้องเสียต้องกินยาฆ่าเชื้อ หรือเจ็บคอให้ร้านยาจัดยาแรงให้ ยังคงแพร่หลาย ในขณะที่ภาระงานในโรงพยาบาล ทำให้บางครั้งมีการสั่งยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นเพราะผู้ป่วยคาดหวังว่า ยาต้องแรงถึงจะหาย สถานการณ์นี้สะท้อนว่าการสื่อสารสาธารณะต้องมุ่งสร้าง Health Literacy Movement และ Rational Drug Use Literacy อย่างจริงจัง

การสื่อสารสาธารณะเพื่อหยุดเชื้อดื้อยาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการให้ข้อมูล แต่ต้องเป็นการสื่อสารที่เข้าใจโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมมนุษย์อย่างลึกซึ้ง การสื่อสารที่ดีควรมีพื้นฐานจากหลักฐานทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลให้เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมจริง และทำให้การไม่ใช้ยาปฏิชีวนะแบบพร่ำเพรื่อ กลายเป็นภาพลักษณ์ของคนที่มีความรู้ มีเหตุผล และรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

⦁ยกเคสป่วยมะเร็ง รักษาใกล้หาย
สุดท้ายติดเชื้อดื้อยา ไม่มีใครช่วยได้
ในยุคที่การดูแลผิวและการเสริมความงามกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจจะไม่เคยนึกถึงกำลังคืบคลานเข้ามาเงียบๆ นั่นคือ การดื้อยา จากการใช้ยาปฏิชีวนะที่เกี่ยวข้องกับการทำหัตถการเสริมความงามที่ต้องใช้ยาร่วมด้วย

นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนว่า มนุษย์เราปัจจุบันอายุยืนขึ้น ต่อให้เป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น สิทธิการรักษาต่างๆ ครอบคลุมไปค่อนข้างมาก แต่แม้ว่าเทคโนโลยีจะดีแค่ไหน ถ้าไม่ช่วยตนเองในวันนี้ ไม่ปรับปรุงพฤติกรรม จะส่งผลถึงอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ใช้เพียงผู้ป่วยโรคร้าย แต่การทำหัตถการ พบว่ามีผู้เข้าใจผิดว่าต้องใช้ยาฆ่าเชื้ออีกจำนวนมาก โดยไม่จำเป็น

“อาจจะรู้สึกว่าเชื้อดื้อยาไกลตัวมาก เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาสะสม สิ่งที่เรียกว่า พฤติกรรมของเราในวันนี้ ทุกท่านอาจจะคิดว่าไม่เห็นผลอะไรเลย แต่จะมาเห็นผลที่ด่านสุดท้าย เพราะพอมาถึง จะมียาฆ่าเชื้อให้ใช้น้อยมาก ในสมัยก่อนอาจพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งบ่อย แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีไปไกลมาก ระยะต้นอัตราการรักษาหายมากกว่า 95% แต่ต้องใช้ยาเยอะ จนพอรักษาใกล้จะหาย พบว่า ติดเชื้อดื้อยา ไม่มียาฆ่าเชื้อที่รักษาหาย ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคมะเร็ง แต่เป็นพฤติกรรมที่สะสมมานับ 10 ปี และไม่มีใครช่วยได้ในโรงพยาบาล” คือเสียงเตือนจากแพทย์ผู้อยู่หน้าด่านสุดท้ายของความตาย

⦁ถึงเวลาฉีดวัคซีนความรู้ด้านสุขภาพ
สร้างบทสนทนา ไม่ใช่สั่งสอน
ในยุคที่ข้อมูลด้านสุขภาพหลั่งไหลแบบไร้ขีดจำกัดบนโลกออนไลน์ การมี Health Media Literacy ให้สังคมตั้งคำถามก่อนเชื่อ จึงเป็นทักษะสำคัญที่ประชาชนทุกคนต้องมีติดตัว เพื่อแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อผิดๆ หรือข้อมูลที่มีเจตนาชวนให้ตื่นตระหนก

ในด้านภาคเอกชน ณภัทร กาญจนะจัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจซีแอนด์โค คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด มองว่า นักสื่อสารยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่ผลิตเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ดูแลระบบนิเวศของข้อมูล ที่ต้องส่งมอบสาร ซึ่งผ่านการตรวจสอบทางวิชาการ และช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจด้านสุขภาพบนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ใช่การใช้อารมณ์

“ประเทศไทยควรต้องปรับ จะสื่อสารอย่างไรให้ประชาชนทุกระดับเข้าใจ นี่คือสิ่งที่ท้าทาย ซึ่งตอนนี้กำลังพบในเรื่องของโรคระบาดทางข้อมูล ซึ่งนักการสื่อสารเองต้อง Educate ประชาชน ว่า อะไรเป็นสิ่งที่เสพได้ หรืออะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นี่เป็นสิ่งที่ทางภาครัฐเองจะเข้ามาเชื่อมโยงอย่างไรได้บ้าง ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ และรับมือ โรคดื้อยา และโรคระบาดทางข้อมูลได้” คือคำแนะนำจากคนในภาคเอกชนที่หวังให้ทุกคนตื่นตัวเรื่องสื่อ

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรดา จงกลรัตนาภรณ์ หัวหน้าภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นภาพว่า ในเรื่องของการสื่อสาร ต้องตีโจทย์ให้ออกก่อนว่า คนที่จะคุยด้วย ชอบคุยด้วยวิธีไหน คุยกับใคร แล้วใช้ช่องทางนั้น นำเอาเว็บไซต์ นำคุณหมอเก่งๆ ไปอยู่ในที่ที่เขาหาข้อมูล และสร้างบรรยากาศของการพูดคุยในเรื่องของสุขภาพ ให้เป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้ในชีวิตประจำวัน

“การพูดโน้มน้าวแบบง่ายๆ แต่แน่นในเรื่องของข้อมูล เพราะเชื่อว่า การสื่อสารที่แข็งแรงคือการพูดคุยกัน ไม่ใช่การกดไว้ให้เงียบ ทั้งศาสตร์และศิลป์ต้องควบคู่กันไป สุดท้ายประเทศจะได้ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนา

การสื่อสารจึงต้องตอบโจทย์ทั้งสองด้านพร้อมกัน (Two-way Communications) คือทำให้ประชาชนรับรู้ความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง โดยไม่สร้างความหวาดกลัวเกินจำเป็น เราจึงต้องวางกลยุทธ์และกลวิธีสื่อสารที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำให้ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องที่ทุกคนมองเห็นและเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับตัวเอง” อาจารย์นิเทศ จุฬาฯ อธิบาย ก่อนระบุต่อไปว่า

กลยุทธ์การสื่อสารในยุคนี้มุ่งไปที่ “การสร้างบทสนทนา ไม่ใช่การสั่งสอน” โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตั้งคำถาม เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเท่าเทียม การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ตัดสิน และไม่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าถูกตำหนิ จะช่วยให้สารสำคัญเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างสมเหตุผลถูกส่งต่ออย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เชื้อดื้อยาเป็นวิกฤตที่เกิดจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่จะส่งผลอย่างมหาศาลในอนาคตสุดท้าย ประเทศไทยจะสามารถพลิกวิกฤตเงียบนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างระบบสุขภาพที่แข็งแรงกว่าเดิม หากมีสื่อที่มั่นคง