แม้สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ สงขลา จะเข้าสู่โหมดเริ่มต้นฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองหลังน้ำลดอย่างต่อเนื่อง ทว่า สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังนับจากนี้ในมุมมองของนักวิชาการคือ ‘จิตใจ’ ของผู้คนที่เพิ่งประสบพบเจอความเครียดอย่างหนัก ไหนจะสูญเสียทรัพย์สิน บางรายถึงขั้นเข้าข่ายสิ้นเนื้อประดาตัว และที่ยิ่งไปกว่านั้น หลายครอบครัวสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างไม่มีวันหวนคืน

ดังนั้น แม้น้ำลด แต่มวลความเครียดยังวิกฤต การบูรณาการจัดระบบช่วยเหลือด้านจิตใจเร่งด่วน คือสิ่งจำเป็น ไม่เพียงผู้ประสบเหตุ แต่ยังรวมถึงประชาชนที่เสพข่าวสารที่อาจเข้าสู่โหมด Survivor Guilt นั่นคือรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดแต่คนอื่นไม่รอด
ความเครียด ‘ระยะวิกฤต’
บูรณาการ ‘สุขภาพจิต’ ต้องทำทันที
ประเด็นที่น่ากังวลนี้ รศ.ดร.ชานนท์ โกมลมาลย์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า แม้สถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จะเริ่มลดระดับลง แต่ระดับความเครียดยังอยู่ในระยะวิกฤต มาตรการเร่งด่วนที่ควรดำเนินการทันทีคือการให้คำปรึกษาและการช่วยเหลือด้านจิตใจแก่ผู้ประสบภัย โดยภาครัฐและเอกชนต้องมีการออกแบบระบบการบูรณาการดูแลสุขภาพจิตให้ประชาชนในช่วงวิกฤต ประกอบด้วย 1.ด่านหน้า 2.หน่วยรองรับการส่งต่อ 3.นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ทีมแพทย์

เริ่มจาก หน่วยที่ 1 คือเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ซึ่งก็คืออาสาสมัคร
ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยและแจกถุงยังชีพ ที่เห็นถึงความเสี่ยงทางสุขภาพจิตของประชาชนผ่านการแสดงออกในขณะปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่น มีสัญญาณซึมเศร้า เหม่อลอย หากพบให้รีบประสานไปยัง หน่วยที่ 2 คือหน่วยรองรับการส่งต่อ ซึ่งอาจเป็นสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด หรือกองสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล ฯลฯ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากพบว่ามีโอกาสฆ่าตัวตาย ต้องมีระบบ Fast Track ไปยัง หน่วยที่ 3 คือนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ทีมแพทย์
“การดูแลผู้ประสบภัยต้องมีการจัดการฐานข้อมูลแยกออกมาจากน้ำ โดยต้องแบ่งระดับออกเป็น แดง เหลือง เขียว ตามความเร่งด่วนที่ต้องการรับความช่วยเหลือ รวมทั้งในพื้นที่ศูนย์พักพิงก็ควรมีการจัดลำดับความเร่งด่วนด้วยเช่นกัน” รศ.ดร.ชานนท์กล่าว

ห่วง 3 กลุ่มเสี่ยง ‘ล้มแล้วลุกยาก’
หวั่น ‘ซึมเศร้า’ ถึง ‘ฆ่าตัวตาย’2
จากนั้น รศ.ดร.ชานนท์ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต ว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้ที่ยังติดค้างรอความช่วยเหลืออยู่ ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับความสูญเสียที่รวดเร็วและรุนแรง ยังคงมีความตื่นตระหนกและช็อกแม้ว่าระดับน้ำจะลดลงแล้ว
กลุ่มที่ 2 ประชากรกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ผู้พิการ เด็กเล็ก ฯลฯ โดยคนกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกเปราะบางในสถานการณ์ที่ไม่ปกติเป็นพิเศษ หรือมากกว่าคนปกติ
กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ที่ใช้ชีวิตในศูนย์พักพิงร่วมกัน ซึ่งในระยะแรกอาจยังไม่มีปัญหาใดๆ แต่ถ้าเวลานานไปมีโอกาสที่จะเครียด เพราะเริ่มมีความต้องการอื่นๆ เพิ่ม เช่น อยากกลับไปดูบ้าน มีการรวมกลุ่มต่อรองเพื่อรับของบริจาค เกิดความสับสน สุดท้ายอาจเกิดเป็นความโกลาหลขึ้น
“ยังมีกลุ่มคนที่เสี่ยงจากความกังวลจากการมองเห็นความไม่แน่นอนในอนาคตอีก เช่น รถที่ถูกน้ำท่วมไปแล้วแต่ยังผ่อนไม่หมดจะทำอย่างไร บ้าน เฟอร์นิเจอร์ สวนยาง ที่เสียหายนั้นจะฟื้นฟูอย่างไร หนี้สินที่เพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วมจะจัดการอย่างไร ฯลฯ คนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะดาวน์ไปถึงขั้นซึมเศร้าหรือมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายสูงมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดกับทุกราย เพียงแต่บางรายล้มไปแล้วลุกขึ้นมาได้ยาก หรือล้มไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาเลย แบบนี้จะเสี่ยงในระยะยาวและต้องฟื้นฟูกันหนักมาก” รศ.ดร.ชานนท์กล่าว
อาจารย์สังคมสงเคราะห์ท่านนี้ ยังมองต่อไปถึงมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า Survivor Guilt หรือความรู้สึกผิดที่ตัวเองรอดในขณะที่คนอื่นไม่รอด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เสพสื่อมากๆ ควบคู่กับการรับรู้ถึงบาดแผลผู้ประสบภัย
“คนกลุ่มนี้จะเกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริงและรอดชีวิตออกมาได้ จะมีภาวะความเห็นอกเห็นใจที่สูงเกินพอดี ตรงนี้มีข้อแนะนำคือเลือกเสพสื่ออย่างมีสติ และเปลี่ยนความรู้สึกผิดเป็นการแอ๊กชั่นช่วยเหลือ เช่น ช่วยทำถุงยังชีพ ช่วยขนของขึ้นรถบริจาค หรือบริจาคให้กับโรงพยาบาล ผู้ประสบภัย ฯลฯ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและความรู้สึกผิดตรงนี้ได้” รศ.ดร.ชานนท์แนะ
ชำแหละปม ‘ล้มเหลว’ ขาดข้อมูลเป็นระบบ
เตือนภัยต้องไว-แม่น SOP ต้องสื่อสารชุมชน
เยียวยาต้องเข้าใจสถานการณ์
ก่อนจะมาถึงจุดนี้ ต้องขอย้อนกลับไปยังประเด็นของความล้มเหลวในการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ผศ.ดร.วสิศ ลิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ประเด็น ได้แก่

1.ระบบแจ้งเตือนภัยในปัจจุบัน เช่น Cell Broadcast ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องมือที่ตั้งใจช่วยให้ทุกคนได้รับข้อมูลเตือนภัยอย่างรวดเร็ว แต่จำเป็นต้องปรับให้มีความแม่นยำและระบุพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม
2.การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่แม้จะมีมาตรการขั้นตอนการปฏิบัติการในสถานการณ์น้ำท่วม (SOP) แต่อาจต้องเพิ่มการสื่อสารกับชุมชน การซ้อมรับสถานการณ์ และการติดตามการนำไปใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนทำงานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
3.การเยียวยา ที่ทำการเยียวยาโดยไม่เข้าใจสถานการณ์
“ความล้มเหลวทั้งหมดนี้ ส่วนสำคัญเป็นเพราะขาดข้อมูลที่เป็นระบบ ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำงานร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน และอนุกรรมาธิการภัยพิบัติแห่งชาติ ดำเนินการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ อาทิ ข้อมูลปริมาณน้ำท่วมของแต่ละพื้นที่ รายชื่อผู้อพยพตามศูนย์พักพิง 7,000 คน คำร้องเรียนจากผู้ประสบภัยกว่า 2 หมื่นคำร้องเรียน
นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน เป็นต้นมา และต่อเนื่องไปถึงหลังสถานการณ์คลี่คลายลง 3 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์ต้นตอปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ทั้งเรื่องการเตือนภัยที่เฉพาะเจาะจง การปรับปรุง SOP ใหม่ ตลอดจนการเยียวยาที่ตรงตามความต้องการของประชาชน เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณสูญเปล่า” ผศ.ดร.วสิศกล่าว

ธรรมศาสตร์ลุยแอ๊กชั่น
พัฒนาระบบครอบคลุมหวังวิเคราะห์ ‘ต้นตอ’
ปัญหาหนุนเกิดข้อเสนอเชิงนโยบาย
จากนั้น ผศ.ดร.วสิศอธิบายต่อไปว่า ประเทศไทยมีโครงการรวบรวมข้อมูลในภาพรวมขนาดใหญ่เช่นนี้อยู่ แต่เมื่อเกิดเหตุนั้น ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นแบบ ‘ต่างคนต่างเก็บ’ แต่การทำงานของธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากอนุกรรมาธิการ วุฒิสภา ที่ทำให้เข้าถึงข้อมูลจากหลายแหล่งได้อย่างสะดวก รวมทั้งทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มูลนิธิกระจกเงา กรมชลประทาน เป็นต้น ทำให้เข้าถึงข้อมูลจากหลายแหล่งได้สะดวก รวมถึงทีมงานที่มาช่วยทั้งเจ้าหน้าที่ทีมวิจัยจากภาคเอกชน และนักศึกษาจากหลักสูตรวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ได้ช่วยพัฒนาระบบ จึงนำไปสู่การจัดทำข้อมูลที่เป็นระบบ ครบถ้วน และครอบคลุมทุกมิติมากที่สุดเพื่อวิเคราะห์ต้นตอปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ พร้อมกับสนับสนุนให้เกิดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ตามแนวทาง Sendai Framework และ CBDRM เพื่อที่ในอนาคตพื้นที่เหล่านั้นจะได้มีการจัดการที่ดีขึ้น ลดความสูญเสียของชีวิตและความเสียหายต่างๆ ทางทรัพย์สิน
ข้อมูลทั้งหมดนี้เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จะถูกนำไปพัฒนาระบบประมวลผลโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเปิดเผยให้สาธารณะได้ใช้งานเพื่อรับมือภัยพิบัติ ฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงภัยแล้งไฟป่า และดินสไลด์ ในอนาคตต่อไป

