หน้าแรก ประชาชื่น บ่มปัญญาในยุค...

บ่มปัญญาในยุคเอไอ พุทธวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต นับถอยหลัง ฉลอง 75 ปี องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

2.12.25 | 13:00 น.

บ่มปัญญาในยุคเอไอ พุทธวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต นับถอยหลัง ฉลอง 75 ปี องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) เป็นองค์กรระหว่างประเทศของพุทธศาสนิกชนซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2493 โดยการริเริ่มของ ดร.มาลาลาเสเกรา ชาวศรีลังกา ผู้ทรงความรู้ด้านบาลีที่มีชื่อเสียง ซึ่งเชิญชวนผู้แทนสถาบันทางพุทธศาสนาจากประเทศต่างๆ มาร่วมประชุมกัน อันนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรระดับโลก

บรรดาผู้แทนชาวพุทธจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ (รวมทั้งฮาวาย) พร้อมเพรียงใจกันมาร่วมประชุม ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีผู้แทนชาวพุทธจำนวนมากถึง 129 ท่าน จาก 27 ประเทศ โดยไม่นับรวมที่เป็นผู้แทนของศรีลังกา

การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ในคราวนั้น ทำให้องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกถือกำเนิดขึ้น นับเป็นอุบัติการณ์สำคัญของพุทธศาสนิกชนที่ทั้งคฤหัสถ์และสงฆ์แทบทุกนิกายในโลกพร้อมเพรียงใจกันมาร่วมประชุมเพื่อความวัฒนาของพระพุทธศาสนา

Advertisement

ล่าสุด ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ตามธรรมเนียมขององค์การในปีนี้ ซึ่งการประชุมแต่ละครั้ง ศูนย์ภาคีจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ทว่า ศูนย์ภาคีที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ครั้งที่ 31 ได้ทำหนังสือแจ้งขอถอนตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง คณะกรรมการบริหาร พ.ส.ล.จึงประชุมด่วน และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้สำนักงานใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพแทนทันที

26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการจัดแถลงข่าวฉลองครบรอบ 75 ปี แห่งการก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 31 ณ สำนักงานใหญ่ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ณ อุทยานเบญจสิริ สุขุมวิท กรุงเทพฯ

สำหรับธีมงานในครั้งนี้ คือ การบ่มเพาะปัญญาและความเป็นอยู่ที่ดีในยุคปัญญาประดิษฐ์ : พุทธวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต (Cultivating Wisdom and Well-being in the AI Era : A Buddhist Vision for the Future)

ศูนย์ภาคีครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ

เชื่อมพุทธโลก 5 ทวีป

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ชาวพุทธดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งร่วมมือกันเผยแผ่พระธรรมคำสอนไปยังนานาประเทศ เพื่อให้แผ่นดินต่างๆ ได้รับรู้และเข้าใจหลักธรรมอย่างถูกต้อง องค์การยังมุ่งสร้างความสามัคคีปรองดองระหว่างชาวพุทธทุกนิกาย ส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาให้ขยายผลในวงกว้าง อีกทั้งทุ่มเททำงานเพื่อสันติภาพและความผาสุกของมวลมนุษย์ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันองค์การมีเครือข่ายศูนย์ภาคี (Regional Centre) มากกว่า 200 ศูนย์ กว่า 40 ประเทศ กระจายครอบคลุมทั้ง 5 ทวีป ตั้งแต่ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ไต้หวัน ศรีลังกา อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ไปจนถึงสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และอีกหลายประเทศทั่วโลก เครือข่ายนี้เปรียบเสมือนกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและกิจกรรมทางศาสนาระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นองค์การพุทธระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นองค์กรแรกที่ประกาศให้ธงฉัพพรรณรังสี เป็นสัญลักษณ์แสดงความเป็นหนึ่งเดียวของชาวพุทธทั่วโลก

องค์การยังทำหน้าที่เป็น “เวทีกลาง” ที่รวมชาวพุทธจากทุกนิกาย เถรวาท มหายาน และวัชรยาน เข้าด้วยกันอย่างเท่าเทียม พร้อมได้รับสถานะเป็นที่ปรึกษากับองค์การระดับนานาชาติสำคัญ ได้แก่ UN, ECOSOC และ UNESCO ตอกย้ำบทบาทในเวทีโลก องค์การได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระสังฆราชแห่งไทย โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระญาณสังวร) และสมเด็จพระอริย
วงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ปัจจุบัน ทรงดำรงตำแหน่งอุปถัมภกสูงสุดขององค์การ สะท้อนบทบาทของคณะสงฆ์ไทยในเวทีพุทธศาสนานานาชาติอย่างชัดเจน

ไทยเจ้าภาพฉลอง 75 ปี

ปักหมุด 4-6 ธันวา เวลคัมพุทธนานาชาติ

พัลลภ ไทยอารี

ในการแถลงข่าว พัลลภ ไทยอารี ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เปิดเวทีโดยกล่าวว่า นี่คืองานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวพุทธทั่วโลก ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship of Buddhists-The WFB) พร้อมกันนี้ยังมีการประชุมสำคัญอีกหลายรายการ ได้แก่ การประชุมใหญ่ครั้งที่ 31 ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, การประชุมใหญ่ครั้งที่ 22 ขององค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และการประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ 13

กิจกรรมทั้งหมดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 ธันวาคม พ.ศ.2568 โดยใช้พื้นที่หลักคือ วชิราวุธวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

โดยกำหนดการสำคัญ

วันที่ 4 ธันวาคม ผู้แทนจากทั่วโลกเดินทางมาถึง

เวลา 19.00 น. (พ.ส.ล.) นำผู้แทนชาวพุทธนานาชาติร่วมพิธีถวายราชสักการะและถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท่าน้ำราชนาวิกสภา กองทัพเรือ

วันที่ 5 ธันวาคม

ช่วงเช้า สัมมนาวิชาการใหญ่ หัวข้อหลักของงาน ช่วงบ่าย เริ่มการประชุมใหญ่ทั้ง 3 วาระ ช่วงเย็น งานเลี้ยงต้อนรับ ณ วชิราวุธวิทยาลัย

วันที่ 6 ธันวาคม สำคัญที่สุด

ช่วงเช้า เวลา 09.30 น. พิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี (พ.ส.ล.) อย่างเป็นทางการ สมเด็จพระสังฆราชกล่าวสัมโมทนียกถาเปิดงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์พิธีเจริญพระพุทธมนต์ สวดชัยมงคลคาถา

ช่วงเย็น เลี้ยงอาหารค่ำ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

“นี่ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่ประเทศไทยจะได้ต้อนรับชาวพุทธนานาชาติและร่วมกันขับเคลื่อนพุทธศาสนาในเวทีโลกต่อไป” ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกกล่าวทิ้งท้าย

ชูธีมทันยุคเอไอ พุทธวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต

แม้เทคโนฯพุ่งไกล แต่กิเลสนั้นไซร้ ไม่เคยหมด

มณเธียร ธนานาถ

ด้าน มณเธียร ธนานาถ เลขาธิการ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เจาะลึกถึงที่มาของธีมงานในหัวข้อไม่ตกยุค คือ การบ่มเพาะปัญญาและความเป็นอยู่ที่ดีในยุคปัญญาประดิษฐ์ : พุทธวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต (Cultivating Wisdom and Well-being in the AI Era : A Buddhist Vision for the Future) โดยเผยว่าใน พ.ศ.2568 นี้ มนุษยชาติกำลังเข้าสู่การปฏิวัติครั้งที่ 4 ที่เรียกว่า Cognitive Revolution หรือ การปฏิวัติทางปัญญา ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI, Machine Learning, Robotics และ Biotechnology

ยุคปัจจุบันเป็นยุคของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในหลายด้าน ทั้งการทำงาน การสื่อสาร และวิถีชีวิตโดยรวม สิ่งที่เราต้องร่วมกันคิด คือ ด้วยปัญญาแบบชาวพุทธ เราจะปรับตัวและอยู่รอดในบริบทใหม่นี้ได้อย่างไร ใช้หลักธรรมอะไรเป็นเครื่องนำทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

“แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่กิเลสมนุษย์ก็ยังคงอยู่ ไม่เคยหมดไป เพราะฉะนั้น การพัฒนาปัญญาภายในควบคู่กับการรับมือเทคโนโลยีภายนอก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างสมดุล” มณเธียรกล่าว

โอกาสรัฐไทยแสดงบทบาท

วาระสำคัญแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่สันติภาพ

ชัยพล สุขเอี่ยม

จากนั้น ชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวถึงสถานภาพขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ว่าเป็นองค์กรพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศที่จดทะเบียนและได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นหนึ่งในองค์การหลักด้านพระพุทธศาสนาที่กรมการศาสนาให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมจัดกิจกรรมสำคัญทั้งระดับชาติและนานาชาติมาโดยตลอด

สำหรับวาระนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่จะผลักดันทั้งกิจกรรมและโครงการไม่ว่าจะเป็นการใช้ธรรมะเพื่อสันติภาพหรือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธด้วยกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องการเผยแผ่หลักธรรม

“การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกในครั้งนี้ กรมการศาสนาขอยืนยันว่าเป็นโอกาสที่ดีมากในการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลไทยจะได้แสดงน้ำใจไมตรีและต้อนรับพุทธศาสนิกชนจาก
ทั่วโลก” ชัยพลกล่าวอย่างภาคภูมิ

องค์การยุวพุทธฯ-มหาวิทยาลัยพุทธโลกฯ

องค์กรใต้กำกับ ขับเคลื่อนสู่ศตวรรษที่ 2

ทั้งนี้ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เปิดเผยรายชื่อองค์กรภายใต้การกำกับดูแลและอุปถัมภ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานด้านพุทธศาสนาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

1.องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship of Buddhist Youth-WFBY)

จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 10 เมื่อปี พ.ศ.2515 ณ สาธารณรัฐศรีลังกา มีภารกิจส่งเสริมเยาวชนให้รักษาศีล ปฏิบัติธรรม และสร้างสันติภาพ รวมถึงความกลมเกลียวในหมู่เยาวชนชาวพุทธทั่วโลก

2.มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (The World Buddhist University-WBU) ก่อตั้งตามมติรับรองของที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 20 เมื่อปี พ.ศ.2541 ณ ประเทศออสเตรเลีย ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายสถาบันการศึกษาและองค์กรด้านพุทธศาสนาทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน วิจัย การฝึกอบรม การปฏิบัติภาวนา และการพัฒนาตามแนวพุทธศาสตร์

ปัจจุบัน องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกยังคงได้รับการยอมรับอย่างสูงในระดับนานาชาติ ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั่วโลกและเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมั่นคง

อคิรา ทองโม้

สายน้ำ กริชไกรวรรณ