หน้าแรก ประชาชื่น รอด-ไม่รอด? ‘...

รอด-ไม่รอด? ‘ทุนวัฒนธรรม ความรู้ท้องถิ่น’ พลังต่อรองใหม่ เครื่องพยุงเศรษฐกิจชุมชน ทศวรรษ 2570

6.12.25 | 12:33 น.

ม้นี่จะเป็นยุคที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ผลักดันให้วัฒนธรรมกลายเป็น “ทุน” ที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม ชุมชนไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ว่า จะใช้ทุนวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่า โดยไม่สูญเสียตัวตนเดิมได้อย่างไร

เสวนา ‘ทางรอดของทุนวัฒนธรรมและความรู้ท้องถิ่น’ จึงเกิดขึ้น ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เมื่อ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมถอดบทเรียนการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจชุมชนในทศวรรษ 2570 ยุคที่กระแส Creative Economy และทุนนิยมบุกถึงระดับหมู่บ้าน แล้วท้องถิ่นไทยจะยืนหยัดอย่างไร?

 

‘ทุนทางวัฒนธรรม’ คำฮิตประจำทศวรรษ ต้องดูบริบทประเทศ ทำแค่ ‘อีเวนต์’ ไม่ยั่งยืน

พนิดา ผาติโกเมศ

พนิดา ผาติโกเมศ ผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ เริ่มต้นด้วยการเปิดมุมมองว่า วัฒนธรรมไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ ‘เลื่อนไหลไปมา’ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยการโยกย้ายถิ่นฐาน และเมื่อมาถึงในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษนี้ คำว่า ทุนทางวัฒนธรรม ก็เป็นที่นิยมกันมาก

Advertisement

“ถ้ามองในมิติของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามองไปในระดับนโยบาย ต้องบอกว่าด้วยอานิสงส์ของครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) และกระแสของการพัฒนา Creative Economy ในระดับโลก ถ้าจะมี ต้องมีในเรื่องของ Culture เข้ามาเกี่ยวข้อง และทุนทางวัฒนธรรมก็กลายเป็นเครื่องมือในการที่จะนำไปให้ถึงตัว Creative Economy แต่โดยส่วนตัว กลับรู้สึกว่าถ้าไปเลียนแบบต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ต้องดูบริบทของประเทศ ในสังคมของประเทศนั้น แต่ของไทยอาจจะเป็นอีกวิถีหนึ่ง” พนิดากล่าว

นอกจากนี้ ยังวิเคราะห์ถึงที่มาของภารกิจทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในสถาบันอุดมศึกษาไทย ซึ่งมี 100 กว่าแห่ง โดยเล่าว่า ตนลองไปรีวิวดูว่าประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยไทยเป็นอย่างไร ในต่างประเทศเป็นอย่างไร พบว่าในต่างประเทศพันธกิจของมหาวิทยาลัยไม่มีเรื่องของการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม แต่ในมหาวิทยาลัยไทย ถ้าดูไปในทางประวัติศาสตร์ คือมาจากกระทรวงศึกษาธิการในยุคก่อน จึงทำให้มีภารกิจนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นที่มาของการทำ Conceptual Framework ว่า ‘มหาวิทยาลัยกับการขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรม’ และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม’

ชุมชนบางเทา (ภาพโดย ธัชธรรม โตสกุล ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ)

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 จนถึงปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยที่มารับทุนสนับสนุนเรื่องของการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ ประมาณ 170 โครงการ 64 มหาวิทยาลัยในทั่วประเทศ ที่เข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้กรอบทุนวิจัย เป็นปรากฏการณ์ของการวิจัยไทยที่ให้ทุนกับเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.2559 แต่ละมหาวิทยาลัยจะได้ทุน 1.5 ล้านบาท โดยใช้เวลาในการทำงาน 18 เดือน

พนิดาย้ำด้วยว่า การทำแค่เรื่องพื้นที่วัฒนธรรม หรือทำให้มีแค่อีเวนต์ทางวัฒนธรรมมันไม่ยั่งยืน ดังนั้นถ้าหากต้องการตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน เราต้องมองทั้งระบบ ทั้งห่วงโซ่คุณค่า มูลค่า

“จากประสบการณ์ตรงนี้ค้นพบว่าเรื่องของการทำงานวิจัยด้านวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องในห้องแล็บ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ดังนั้น การที่นักวิจัยต้องเอาตัวไปอยู่ในชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ทำอย่างไรให้ได้รับความไว้วางใจ เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์ความรู้มหาวิทยาลัยกับองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาที่อยู่ในชุมชน” พนิดากล่าว

  เป้าหมายใหญ่เชิงนโยบาย ‘ไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง’

เมื่อถูกถามถึง “เป้าหมายสุดท้าย” ของการแปรทุนวัฒนธรรมเป็นเศรษฐกิจ พนิดาชี้ว่า คำตอบไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ชุมชนเท่านั้น แต่ถูกกำหนดจากโครงสร้างระดับชาติและบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งผู้ทำงานต้องเรียนรู้ที่จะเดินไปพร้อมกับมัน

“เป้าหมายใหญ่ในเชิงนโยบาย ต้องไล่มาจากข้างบนว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นตัวกำหนดทำให้แหล่งทุนทั้งหลายต้องตอบโจทย์ ดังนั้น หน่วยงานแหล่งทุนทั้งหมด ตัวชี้วัด ต้องตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ
20 ปีให้ได้ ถ้าเป้าหมายใหญ่เชิงนโยบายคือทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง การวิจัยไม่ว่าเรื่องทุนทางวัฒนธรรมหรือเรื่องอะไรก็ตาม ก็จะวิ่งเข้าไปในลู่ของเรื่องเศรษฐกิจ ตอบโจทย์เรื่องการสร้างงานสร้างรายได้ แต่คิดว่าต้องหาวิธีการทำงานกับแหล่งทุนเช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกับบอกว่าเราอย่าพึ่งพารัฐ ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ที่การพึ่งพารัฐเป็นหลักก็จะหลายเป็นพวก Passive ไม่ Active แล้วถ้าหากว่าไม่พึ่งพารัฐแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่พึ่งพาทั้งหมด โจทย์มีอย่างนี้ก็ถูกบังคับจากภาพรวมเชิงโครงสร้างของประเทศ ให้ต้องกำหนดตัวชี้วัด แต่เราในฐานะผู้ปฏิบัติงาน คนที่อยู่หน้างานนั้น ต้องหาวิธีในการทำงานร่วมกันกับแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงานกับชุมชน หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยเอง” พนิดาอธิบาย 

ราชภัฏ 37 แห่งทั่วไทย รับทุน บพท. เดินหน้า ‘ตลาดวัฒนธรรม’

รศ.ดร.วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล

ด้าน รศ.ดร.วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวถึงบทบาทของหน่วยบริหารจัดการทุนระดับพื้นที่ (บพท.) ว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รวมถึงราชภัฏทั้ง 37 แห่งทั่วประเทศ เป็นผู้รับทุนและดำเนินกิจกรรมตามนโยบายของ บพท. โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาพื้นที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

เมื่อได้รับงบด้านวัฒนธรรม จึงดำเนิน “ตลาดวัฒนธรรม” ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยราชภัฏกำลังทำงานประเมินศักยภาพพื้นที่ว่าขายได้ไหม? ทำกำไรได้หรือไม่? และประชาชนจะอยู่ดีมีสุขหรือไม่?

มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมดูแลพื้นที่จังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ปี 2562 โดยมีนโยบาย “1 อำเภอ 1 คณะ” ให้คณะต่างๆ เข้าทำงานกับชุมชน แต่พบว่าแนวทางเดิมยังไม่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญ

“ภารกิจที่รับผิดชอบคือพื้นที่ชัยนาท ได้รับทุนโครงการตลาดวัฒนธรรม และลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนตำบลคุ้งสำเภา อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เพื่อพัฒนาพื้นที่และต่อยอดทุนวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ เมื่อ 40 ปีก่อน คุ้งสำเภาเคยเป็นศูนย์กลางการค้าเรือสำเภา ทุกลำต้องแวะจอด ทำให้เกิดทุนวัฒนธรรมเข้มแข็ง รวมทั้งทุนอั้งยี่ที่แม้จะเป็นทรัพยากรวัฒนธรรมสำคัญ แต่ชาวบ้านบางส่วนยังรู้สึกเป็นมลทิน ไม่พร้อมให้หยิบยกขึ้นมาเล่า คำถามคือ ท้ายที่สุดแล้ว ทุนวัฒนธรรมเป็นของใคร? คุ้งสำเภามีศาลเจ้าพ่อกวนอูอายุร่วม 200 ปี สร้างขึ้นราวรัชกาลที่ 3 ชาวจีนอพยพมาตั้งหลักแหล่ง จนเกิดการค้า แรงงาน โรงหนัง และกิจการมากมาย ทำให้พื้นที่คุ้งสำเภาในอดีตคึกคักและมั่งคั่ง

จนถึง พ.ศ.2510 โครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาแทนที่ มีการสร้างถนน ผู้คนย้ายไปตั้งถิ่นฐานใกล้ถนน โรงงานญี่ปุ่นเข้ามาปักฐาน เศรษฐกิจบนบกเติบโต ขณะที่ชุมชนริมน้ำเริ่มเงียบเหงา ต่อมา พ.ศ.2562 สร้างสะพานข้ามคุ้งสำเภา พื้นที่ใต้สะพานกลายเป็นจุดอับทางเศรษฐกิจ โป๊ะเรือที่เคยค้าขายหายไป ผู้คนลดลง เด็กรุ่นใหม่อยากกลับบ้านแต่กลับไม่ได้ เพราะไม่มีโรงงาน ไม่มีตลาดงานรองรับ ชัยนาทก็ไกลเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยว ไกลเกินไปที่จะดึงดูด และใกล้เกินไปที่จะเป็นจุดแวะ” รศ.ดร.วิศิษย์เล่า 

อาจารย์ มหา’ลัย เข้าใจปัญหาจริงไหม วิจัยแค่ปีครึ่ง ช่วยชุมชนแก้ได้? คำถามใหญ่ต้องเคลียร์

อีกประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.วิศิษย์ ตั้งคำถามคือ อาจารย์มหาวิทยาลัยถูกเทรนมาเพื่อทำงานชุมชนจริงหรือเปล่า? ชุมชนอยู่กับปัญหามานานหลายสิบปี แต่อาจารย์มีเวลาเพียงปีครึ่ง จะเข้าใจและแก้ปัญหาได้จริงหรือ? ทั้งหมดนี้คือโจทย์ของ “ทางรอดคุ้งสำเภา” และเป็นโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาทุนวัฒนธรรมทั่วประเทศ

 “สรุปเลยคือเราต้องทำงานกับชุมชนอย่างเข้มแข็งและหา Stakeholder ที่เขาพร้อมจะเดินไปกับเราที่มีส่วนได้ส่วนเสียและเหมาะกับงาน พยายามผลักดันในเขาเกิดเมล็ดพันธุ์ทางความคิด ในส่วนของนักวิจัย วิจัยให้ชัดเจนและส่งมอบไปยังผู้ที่ได้ทุนเพราะเขาต้องการอยู่แล้ว เป็นกระบวนการที่เราทำหน้าที่เราให้ดีที่สุดในฐานะนักพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนกิจกรรมในท้องถิ่นด้วย” รศ.ดร.วิศิษย์แนะ 

เปลี่ยนเมืองเก่าเป็นย่านท่องเที่ยว ยกระดับ อาหาร เสริมจุดแข็ง ‘พหุวัฒนธรรม’

อาจารย์ ธำรงค์ บริเวธานันท์

ปิดท้ายที่ อาจารย์ธำรงค์ บริเวธานันท์ จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่เล่าถึงชุมชนชาวจีนในภูเก็ต ซึ่งเทศกาลถือศีลกินเจ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี โดยจัดงานได้อย่างราบรื่น 

“กรณีในย่านเมืองเก่าภูเก็ต มีถนนคนเดินที่ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต แต่ก่อนจัดงานช่วงสิ้นปี แต่เปลี่ยนมาจัดช่วงหลังวันตรุษจีน จัดงานประมาณ 7-9 วัน เป็นงานใหญ่ของภูเก็ต ไอเดียนี้เกิดมาจากกรรมการชุมชนบอกว่านักท่องเที่ยวที่มาภูเก็ตไปเที่ยวแต่ทะเล ไม่มีใครสนใจมาเที่ยวย่านเมืองเก่า จึงเปลี่ยนย่านเมืองเก่าให้มาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งภูเก็ตอยากจะขอขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกเหมือนกับปีนัง แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้ล้มเลิกไป” อาจารย์ธำรงค์กล่าว 

นอกจากนี้ ยังอธิบายว่า ถึงแม้ว่าภูเก็ตจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาจำนวนมาก ชุมชนชาวจีนพยายามจะเล่นเรื่องอาหาร ให้การกินเจเหมือนการกินอาหารวีแกน ให้ความหมายใหม่ที่สามารถเล่นเรื่องสุขภาพไปด้วยได้ ทำให้ยกระดับความเป็นอาหารเจเป็นอีกระดับหนึ่ง

 “พิธีกรรมของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ซึ่งเป็นศาลเจ้าใหญ่ในเมืองภูเก็ต มีการปิดถนน 9 วัน 9 คืน ให้กลายเป็นสตรีทฟู้ดเทศกาลกินเจ แต่กรรมการศาลเจ้าบอกว่าจะปิดถนนก่อนเทศกาลกินเจ 7 วัน เพื่อให้ผู้ประกอบการมาขายอาหาร เพื่อสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม” อาจารย์ ม.ราชภัฏภูเก็ตเล่า 

ชี้ทางรอด ยกเคสชุมชนแข็งแรง ‘ดีล’ นักการเมือง-ผู้ประกอบการ ‘เจนใหม่’ แรงขับสำคัญ

ท่ามกลางคำถามนับแต่ ‘ยุคโควิด’ ว่าถ้าภูเก็ตไม่มีการท่องเที่ยว ชุมชนจะอยู่อย่างไร?

อาจารย์ธำรงค์ยกกรณีน่าสนใจในภูเก็ต อย่าง ‘ชุมชนบางเทา’ ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง ซึ่งมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันค่อนข้างมีความ ‘แข็งแรง’ โดยสามารถ
ต่อรองกับความเปลี่ยนแปลงในยุคทุนนิยมได้ 

“ประชากรส่วนใหญ่ในชุมชนบางเทานับถือศาสนาอิสลามที่ยังคงแบบแผนการดำเนินชีวิตตามบัญญัติอย่างเคร่งครัด มีการบ่มเพาะตั้งแต่เด็ก พ่อแม่พาลูกไปมัสยิด ไปละหมาดวันละ 5 เวลา วันธรรมดาไปโรงเรียนสอนศาสนาตอนเย็นและในวันเสาร์อาทิตย์ด้วย” อาจารย์ธำรงค์เล่า ก่อนอธิบายต่อไปว่า ชุมชนบางเทา คือ ชุมชนมุสลิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัด เป็นเหมือนไข่แดงที่ถูกล้อมรอบด้วยการท่องเที่ยว แต่ชุมชนสามารถดำรงความเป็นอัตลักษณ์ โดยใช้วัฒนธรรมไปต่อรองกับผู้ประกอบการที่มาเปิดธุรกิจ 

อาจารย์ธำรงค์ชี้ช่องว่า อีกทางรอดหนึ่ง คือ ชุมชนรู้วิธีการนำวัฒนธรรมไปต่อรองกับการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นอีกทางรอดในการสืบสานวัฒนธรรมของชุมชน เนื่องจากในปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง อบต. ซึ่งเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจ มีการผลักดันนักวิชาการให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน เป้าหมายหลักคือ อยากให้ชุมชนมีเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ ลดการออกนอกพื้นที่ อยากให้คนกลับบ้าน จากการแปรทุนทางวัฒนธรรม

“ชุมชนบางเทาไม่ได้มีแค่นักการเมืองที่เป็นคนในพื้นที่ แต่ยังมีคนรุ่นใหม่ที่ตั้งกลุ่ม มีชื่อว่า Shabab Bangtao Phuket มีการทำกิจกรรมค่อนข้างมาก จัดกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการผลิตซ้ำเรื่องชุมชนคนมุสลิมและวัฒนธรรม” อาจารย์ มรภ.ภูเก็ตทิ้งท้าย พร้อมย้ำอีกครั้งว่า ทุนวัฒนธรรมในภูเก็ตมีมูลค่ามหาศาลที่สามารถสร้างเงินหมุนเวียนให้กับคนชุมชนได้จำนวนมาก และเป็นจังหวัดที่สามารถทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาใช้ชีวิตหรือตั้งต้นที่บ้านเกิดได้

 ทางรอดของชุมชนไทยอาจไม่ใช่การวิ่งตามกระแส แต่คือการรู้จักคุณค่าของทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่ แล้วเพาะปลูกรดน้ำให้เติบโตบนเงื่อนไขของพื้นที่ ดังเช่นหลายชุมชนซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าวัฒนธรรมที่มีชีวิต เลื่อนไหล ไม่หยุดนิ่ง คือพลังที่นำพาอนาคตไปข้างหน้าได้จริง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ