‘เพราะคนไร้บ้านเป็นส่วนหนึ่งของสังคม’ ศูนย์พักพิง ‘บ้านอิ่มใจ’ คืบ 80% รีโนเวตประปาแม้นศรี

4.12.25 | 19:00 น.

1,271 คน คือจำนวนคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร จากการสำรวจเมื่อ พ.ศ.2566

เฉพาะโซนใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตรอกสาเก และแนวถนนราชดำเนิน รวมกันถึง 749 คน

นับเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้คือ กลุ่มคนเหล่านี้ ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ไม่ใช่ส่วนเกิน สิ่งไร้ค่า ทว่า เขาคือมนุษย์คนหนึ่ง

ขณะที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ประชาชนในพื้นที่สาธารณะ อาจรู้สึก ‘ไม่ปลอดภัย’

นี่จึงเป็นอีกความท้าทายในการบริหารจัดการที่ต้องหาความสมดุล ตอบโจทย์ทุกฝ่ายให้เหมาะสมที่สุด

Advertisement

สุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพการเงิน และชีวิตครอบครัว คือปัญหาที่คนไร้บ้านต้องเผชิญ

ล่าสุด Emergency Shelters ‘บ้านพักฉุกเฉิน’ ในชื่อ ‘บ้านอิ่มใจ’ ที่ปลุกปั้นกันมานานปี นับถอยหลังเคาต์ดาวน์เตรียมเปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2569 โดยมุ่งเป้าไม่ใช่เพียงชายคาพักอาศัย หากแต่จัดฝึกวิชาชีพ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตคนเหล่านี้

หลากภาคส่วนร่วมหารือขับเคลื่อนนโยบายด้านคนไร้บ้านของ กทม. เมื่อ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา

คืบ 80% ห้องพัก ลานกิจกรรม
พื้นที่สาธารณะสำหรับ ‘ทุกคน’

1 ธันวาคมที่ผ่านมา ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายด้านคนไร้บ้านของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2568 ท่ามกลางตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วน อบอุ่นคับคั่งทุกที่นั่งในห้องสุทัศน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ย่านเสาชิงช้า

สำนักพัฒนาสังคม กทม.เผยความคืบหน้าการปรับปรุง ‘สำนักงานประปาแม้นศรี’ (หลังเก่า) ให้เป็นบ้านอิ่มใจว่า ดำเนินการแล้วเสร็จไป 80% แล้ว โดยข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร ระบุถึงรายละเอียดเบื้องต้นของการ
รีโนเวต 3 จุดสำคัญ ได้แก่

1.อาคารบ้านอิ่มใจ พัฒนาเป็นห้องนอน ห้องน้ำ ห้องทางอาหาร ลานจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ตัดผมซักผ้า ทำบัตรประชาชน ตรวจสุขภาพ ให้กับคนไร้บ้าน

2.อาคาร 6 ชั้น ปรับปรุงตามแนวคิดที่อยู่อาศัยสำหรับ First Jobber

3.อาคารโบราณสถานที่จะอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ครั้งตรวจเยี่ยมติดตามความคืบหน้าบ้านอิ่มใจเมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
‘หอเก็บน้ำประปา’ แห่งแรกของสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ณ แยกแม้นศรี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แลนด์มาร์กและภาพจำของสำนักงานประปาแม้นศรี
ภาพมุมสูงพื้นที่ 44 ไร่ในประปาแม้นศรี หัวมุมถนนวรจักรและถนนบำรุงเมือง

44 ไร่ รองรับ 200 คน ดูแลครบปัจจัย 4
พัฒนาพื้นที่ หวังแก้ไขปัญหายั่งยืน

ย้อนกลับไปถึงเหตุผลว่าทำไมจึงเลือกประปาแม้นศรีฯ ในการพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นั่นเพราะโลเกชั่นดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่คนไร้บ้านอาศัยอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นถนนราชดำเนินและสะพานปิ่นเกล้าฯ ดังที่กล่าวมาข้างต้น

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ใช้สอยกว่า 44 ไร่ในพื้นที่การประปาแม้นศรี (เดิม) บริเวณหัวมุมระหว่างถนนวรจักรและถนนบำรุงเมืองจึงถูกจัดสรรเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกจะปรับปรุงเป็นพื้นที่รองรับคนไร้บ้าน โดยให้ ‘นอนพักค้างคืน’
เป็น ‘รายคืน’ เพื่อแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านนอนในพื้นที่สาธารณะ รองรับได้ประมาณ 200 คน แบ่งเป็นชาย 100 คน และหญิง 100 คน โดยจะดูแลตั้งแต่การลงทะเบียนคัดกรองการให้คำปรึกษาแนะนำบริการที่พักอาศัยบริการด้านปัจจัย 4 และเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น อาหาร การรักษาสุขภาพอนามัย เสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน ไปจนถึงการวางแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต (รายบุคคล) และกิจกรรมกลุ่ม การพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การส่งเสริมการออม การฝึกอาชีพ การมีงานทำและการส่งกลับคืนสู่สังคม เป็นต้น

นอกจากนี้ บริเวณลานบ้านอิ่มใจ ทาง กทม.จะนำสวัสดิการที่เคยบริการให้คนไร้บ้านเดิมบริเวณใต้สะพานปิ่นเกล้ามาไว้ที่นี่ เช่น เครื่องซักผ้า บริการตัดผม บริการทำบัตรประชาชน ตรวจสุขภาพ และห้องพยาบาล โดยบางบริการจะหมุนเวียนกัน

รวมถึงการจัดกิจกรรมบริเวณลานต้นไม้ เช่น ตลาดนัดเวิร์กช็อป การฝึกอาชีพ เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ใช้ร่วมกันระหว่างประชาชนทั่วไปและคนไร้บ้าน ภายใต้หลักการที่ว่า ‘เพราะคนไร้บ้านเป็นส่วนหนึ่งของสังคม’

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ กลุ่มอาคารโบราณสถาน ที่จะมีการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิม

ภาพจำลองหลังรีโนเวตที่ไม่เพียงเป็นที่พัก ‘รายคืน’ แต่มุ่งฟื้นฟูคุณภาพชีวิต คนไร้บ้านด้วย

หลักสูตรโรงเรียน ‘ตั้งต้นดี’
ฟื้นชีวิต ฝึกอาชีพ ฮีลใจ ในภาวะวิกฤต

สำหรับการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต มีแผนดำเนินการ ‘หลักสูตรโรงเรียนตั้งต้นดี’ โดย กทม.เชิญผู้แทนจาก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ โครงการตั้งต้นดี เข้าหารือและเสนอแนวทางการปรับปรุงพื้นที่อาคารสำหรับการเตรียมการอบรมวิชาชีพให้คนไร้บ้าน โดยที่ประชุมได้เสนอแนวทางการทำงานโดยคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก 5R คือ อาศัย อาหาร อาภรณ์ อนามัย และอาชีพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาหลักเกณฑ์แนวทางการจัดสวัสดิการและการใช้ระเบียบในการดำเนินการบ้านอิ่มใจ โดยมีแนวทางให้บ้านอิ่มใจเป็นศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือคนเร่ร่อนไร้ที่พึ่งในพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย

1.กลุ่มที่มีศักยภาพในการฟื้นฟู คือ กลุ่มบุคคลที่มีความพร้อมและสมัครใจที่จะเข้าร่วมกระบวนการส่งเสริมศักยภาพและฝึกอาชีพ

2.กลุ่มกรณีฉุกเฉิน คือ กลุ่มบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในระยะสั้น เช่น เพิ่งประสบภาวะวิกฤต หรือต้องการที่พักพิงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกำหนดนิยามและคุณสมบัติของคนไร้บ้าน เพื่อให้ครอบคลุม รัดกุม และมีคุณสมบัติเดียวกันในการพิจารณารับคนไร้บ้านเข้าบ้านอิ่มใจ อาทิ ข้อกำหนดเรื่องการมีสัญชาติไทย ความสามารถในการดูแลตนเอง โรคประจำตัว รวมถึงโรคทางจิตเวช และวิธีการคัดกรองยาเสพติดที่เหมาะสม เป็นต้น

นับเป็นอีกโครงการดีๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไร้บ้านอันเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ทีมข่าวเฉพาะกิจ

คนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบางต่อแถวรับแจกอาหาร ที่ประปาแม้นศรี (ภาพถ่ายในช่วงต้นเดือนสิงหาคม)

เปิดข้อเสนอ ‘เครือข่ายคนไร้บ้าน’
บริหารจัดการบ้านอิ่มใจ

ครือข่ายองค์กรทำงานด้านคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ส่งหนังสือ ‘ด่วนที่สุด’ ถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง การบริหารจัดการบ้านอิ่มใจ: ศูนย์พักคนไร้บ้านกรุงเทพมหานคร ก่อนการประชุมที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อ
1 ธันวาคมที่ผ่านมา

ความตอนหนึ่งระบุถึงข้อเสนอต่อกรุงเทพมหานคร ดังต่อไปนี้

1.เสนอให้ใช้แนวทางในการบริหารจัดการตั้งอยู่บนฐานคิดของการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม มีกรุงเทพมหานครเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการ และเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมอย่างเข้มข้นเพื่อร่วมมือในการทำงานและขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

2.เสนอให้กระบวนการทำงานร่วมกันบนฐานการมีส่วนร่วมของกรุงเทพมหานคร และเครือข่ายจะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันอย่างสมํ่าเสมอ อย่างน้อยเป็นประจำทุก 1 เดือน เพื่อให้เกิดการทำงานบนฐานความร่วมมือกันอย่างแท้จริง และเกิดการปรับความเข้าใจร่วมกันในการทำงาน

3.เสนอให้มีการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่นักสงคมสงเคราะห์และบุคลากรอื่นๆ ที่ปฏิบัติการในบ้านอิ่มใจร่วมกับเครือข่าย ซึ่งเครือข่ายฯจะร่วมกันจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจในการดูแลคนไร้บ้าน และมีทัศนคติเชิงบวกในการปฏิบัติงานบนฐานความเป็นมนุษย์และหลักการ “ผู้คนเป็นศูนย์กลาง”

4.เสนอให้มีนักสังคมสงเคราะห์ทำการจัดการรายกรณี โดยเข้าไปทำงานสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการ ร่วมวางเป้าหมาย วิเคราะห์แนวทางที่เหมาะสม และจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพรายบุคคลร่วมกับเครือข่าย

5.เสนอให้มีการจัดเวทีสาธารณะภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนการจัดการศูนย์พักคนไร้บ้านและการทำงานร่วมกับคนไร้บ้านของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคประชาสังคม