แท็งก์ความคิด : ฤดูฝน-ฤดูฝุ่น
พอได้ยิน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. พูดถึงฤดูฝนและฤดูฝุ่น ก็หวนนึกถึงหนังสือของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หนังสือชื่อ The Future of Thailand อนาคตประเทศไทย
เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูล ความรู้ และแนวคิดของนายพิธา ซึ่งได้รวบรวมเป็นเล่มจากข้อเขียนที่เขียนลงนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์
ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีบทที่ว่าด้วย ฤดูฝน ฤดูฝุ่น ที่ดับฝัน
เมื่อกล่าวถึงฝนย่อมพาดพิงไปถึงเรื่องภูมิอากาศแบบสุดขั้ว ซึ่งมีผลต่อปริมาณน้ำฝน
นายพิธากังวลถึงความถี่และความรุนแรงของน้ำท่วมทั้งแบบเรื้อรัง และฉับพลัน
ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุชัดว่าปริมาณฝนในบางพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ปริมาณน้ำฝนดังกล่าวมาพร้อมกับปรากฏการณ์ฝนตกหนักระยะเวลาสั้น แต่มีผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
ข้อความในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนปรากฏการณ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
แต่ดูเหมือนว่า สาเหตุที่น้ำท่วมหาดใหญ่ มาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักแบบที่กังวล
สำหรับแนวทางรับมือกับภัยน้ำท่วม ทางหนึ่งที่นายพิธาเล่าให้ฟังในหนังสือ คือ วิธีการของเกาหลีใต้
เรียกว่า K-Water และการจัดการน้ำแบบครบวงจร
แนวทางนี้ดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1.ก่อนท่วม 2.ระหว่างท่วม 3.หลังท่วม
ขั้นตอนแรก ให้ความสำคัญที่การคาดการณ์และเตรียมการ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
ใช้ AI มาพยากรณ์ปริมาณฝนและน้ำท่วม ล่วงหน้า 7 วัน นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำและลดพื้นที่เสี่ยง
ขั้นตอนที่สอง เน้นเรื่องบริหารจัดการน้ำ ให้ความสำคัญต่อการเตือนภัย และการระบายน้ำ
ขั้นตอนที่สาม เป็นการฟื้นฟู ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบความเสียหาย ใช้งบประมาณฟื้นฟู และศึกษาถอดแบบนำไปอบรมให้ความรู้ประชาชนเพื่อรับมือน้ำท่วมต่อไป
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาถอดบทเรียนภัยพิบัติ
หวังว่าหลังจากนี้บทเรียนต่างๆ จะได้รับการถ่ายทอด และนำมารับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างจริงจัง
สำหรับฤดูฝุ่น หรือที่ต้องการจะกล่าวถึง คือ PM2.5 ก็เป็นอีกภัยที่คุกคามสุขภาพ
ขณะที่ภาคใต้ยังโกลาหลกับภัยน้ำท่วม กรุงเทพฯเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับฝุ่น ทำให้ผู้ว่าฯชัชชาติพูดถึง ฤดูฝุ่น
ในหนังสือของนายพิธา ได้ยกตัวอย่างการจัดการฝุ่นของจีน ที่ถือเป็นการจัดการแบบครบวงจร
ขั้นตอนที่นายพิธานำมาระบุ แบ่งเป็น 1.ขั้นก่อนเทา 2.ขั้นระหว่างเทา 3.ขั้นหลังเทา
“ก่อนเทา” จีนใช้กฎหมายเพื่อลดแหล่งก่อมลพิษ มุ่งลดการใช้พลังงานถ่านหิน พร้อมกันนั้นเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทน
จีนวันนั้นรถไฟฟ้าเต็มเมือง การใช้พลังงานถ่านหินลดฮวบ อากาศก็บริสุทธิ์มากขึ้น
“ระหว่างเทา” เป็นช่วงของการปฏิบัติตามกฎหมาย บังคับให้ปิดโรงงานบางส่วน และจัดการรถยนต์ในเมือง มีระบบตรวจจับ และรายงานอย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลกลางประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่น พุ่งเป้าลดมลพิษแบบบูรณาการ
“หลังเทา” ลุยฟื้นฟูและพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งพัฒนาสุขภาพประชาชน ตรวจสุขภาพฟรี สนับสนุนงบประมาณให้โรงพยาบาล มีเงินไปวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตเทคโนโลยีลดฝุ่น
และยังให้ความสำคัญต่อพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าในเมือง ให้พืชดูดซับ PM2.5
จนในที่สุด ค่า PM2.5 ในปักกิ่งลดลง จากเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 4 ปี
ความสำเร็จเช่นนี้เชื่อว่าคนไทยก็อยากเห็น
อยากเห็นความสำเร็จของประเทศไทยในการจัดการกับน้ำท่วม ภัยพิบัติ และฝุ่น PM2.5
แม้ที่ผ่านมาอาจจะยังไม่สมหวัง แต่ดูเหมือนการต่อสู้กับภัยฝนภัยฝุ่นยังคงดำเนินต่อไป
หวังกันว่าจะมีสักวันหนึ่ง ไอเดียการจัดการฝนและฝุ่นจะประสบผล
และหวังว่าวันนั้นจะมาถึงในเร็ววันนี้
นฤตย์ เสกธีระ

