สืบต้นตอ Grand Corruption
‘ดนย์ ทาเจริญศักดิ์’ เปิดรายงานทุจริต
ด้อยค่าชีวิตคนไทย ใครได้ประโยชน์?
มากมายไปด้วยเคสตัวอย่าง
เริ่มจากกรณี ‘อดีตสตรีหมายเลข 1’ แห่งเกาหลีใต้ ถูกเอาผิดจากการรับสินบน-ปั่นหุ้น หลังปรับรื้อโครงสร้างการเมืองครั้งใหญ่
ใกล้ตัวอีกนิด เห็นจะเป็นข้อครหา ‘คุก VIP’ นักโทษจีนเทา จ่าย 30 ล้าน ทำข้าราชการกรมราชทัณฑ์ เด้งมากมาย หลังเกิดปฏิบัติการทลาย
หรือแม้แต่การร่วมกันแฉเจ้าหน้าที่ เกิดเคสซ้อนแผน รวบ ‘นายช่างโยธา กทม.’ รีดเงินเกือบครึ่งล้าน แลกออกใบอนุญาตก่อสร้าง
ยังไม่นับการชัตดาวน์ ‘เครือข่ายฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม’ ที่ทำรายได้รัฐสูญกว่า 2,100 ล้าน เมื่อตำรวจ ปอศ. จับมือ สรรพากร ปิดจบเกมอย่างจริงจัง
เรารู้ เราเห็น ยิ่งกว่ากล้อง CCTV คือพลังของหูและสายตาแบบชาวบ้าน เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนพลังประชาชนไทยที่ยังพร้อมแอ๊กทีฟอยู่เสมอกับเรื่องไม่เป็นธรรม เพียงแต่อาจจะยังไม่เคยฉุกคิดจริงจัง
บางทีเรื่องเล็กๆ นี่แหละ! คอร์รัปชั่น
3 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ รั้วธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเปิดตัว รายงาน “How We Define Corruption” อันเกิดขึ้นจากความร่วมแรงของมูลนิธิศักยภาพชุมชน, บริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชั่นและส่งเสริมธรรมาภิบาลระดับภูมิภาค (KRAC) ร่วมด้วยสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย
เปิดข้อค้นพบสำคัญ ชี้ชวนให้เราหันกลับมามองคำสั้นๆ อย่าง ‘ทุจริต’ กันแบบโฟกัสและจับผิด เพื่อผลประโยชน์ของชาติ
ถ้ามากกว่าความน่าอายในสายตานานาชาติ คือภาพเชิงลบ ลดความน่าดึงดูดทางเศรษฐกิจ
ผลักนักลงทุนแบบปกติ ดึงดูด ‘ธุรกิจสีเทา’ เช่นนั้นแล้วคนไทยเรารับได้หรือ?
รายงานชี้ คอร์รัปชั่นไทย โยง ‘ระบบอุปถัมภ์’
แนะวิจัย ภาษีเราเข้ากระเป๋าใคร?
ดนย์ ทาเจริญศักดิ์ ผู้จัดการโครงการมูลนิธิศักยภาพชุมชน และตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการต้านทุจริต จับไมค์ รีแคปผลสรุป
หลังลองตั้งโจทย์ ‘มุมกลับ’ ซุ่มศึกษาร่วมกับประชากรฐานราก 6 กลุ่ม
ลงไปฟังเรื่องเล่าจากปาก ทั้งผู้หญิง แรงงาน พนักงานค้าบริการ นักกิจกรรมทางการเมือง ผู้ลี้ภัย กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ เปิดให้คนเหล่านี้นิยามคำว่าคอร์รัปชั่นด้วยตัวเอง กระทั่งคลอดออกมาเป็นรายงาน ที่เล่าอะไรได้หลายอย่าง
เพราะไม่ได้ฟังท็อปสุดของสายพานบังคับบัญชา แต่เงี่ยหูฟังประสบการณ์ตรงของคนข้างล่าง ที่ถูกทำให้เป็น ‘กลุ่มเปราะบาง’ บางทางอำนาจ บีบก็ตายคลายก็รอด
“เราสังเกตว่าในช่วง 10 ปีมานี้ ประชาชนมีความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนสูงขึ้น แต่พื้นที่ประชาธิปไตยกลับถดถอย เห็นได้จากผลลัพธ์ในการเลือกตั้ง พื้นที่ส่งเสียงที่ลดลง เราจึงลองมองเรื่องคอร์รัปชั่นใหม่ว่า ‘ใครกันที่ได้ประโยชน์’ จากระบบที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนี้”
ตลอดทั้ง 5 บท ฉายให้เห็นภาพรวมที่เกี่ยวเนื่องกับ ‘ระบบอุปถัมภ์’ อันลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เช่น จุดพลิกผันอย่างกฎหมายแรงงาน ในปี 2534 (ปีที่ ทนง โพธิ์อ่าน หายตัวไป) ทำให้สหภาพแรงงานอ่อนแอ รวมตัวได้น้อยลง เพราะแยกจากรัฐวิสาหกิจทั่วไป รวมถึง ‘กรณีแรงงานข้ามชาติ’ ติดอยู่ในระบบจ้างงานที่ซับซ้อน ต้องพึ่งพิงนายหน้าเป็นหลัก จนเปิดช่องให้เกิด ‘ระบบส่วย’ ที่ใช้ขูดรีดแรงงานข้ามชาติ
แม้แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะ 14 ต.ค.16, 6 ต.ค.19, พฤษภาทมิฬ, เสื้อแดง, ม็อบเยาวชน 63 หากมองลึกลงไปในข้อเรียกร้อง ล้วนมีแรงจูงใจจากการไม่ทนต่อคอร์รัปชั่น และใช้อำนาจไม่เป็นธรรมทั้งสิ้น
จากบทสัมภาษณ์ ออกมาเป็น 5 ข้อค้นพบ
จุดที่น่าสนใจคือ การคอร์รัปชั่นมีลักษณะเป็นระบบ ต่อรองไม่ได้ และไม่สามารถหาหลักฐานมาเอาผิด
อย่างเคส ‘กลุ่มพนักงานบริการ’ เริ่มจากกฎหมายที่นิยามว่าเป็นความผิดทางอาชญากรรม ทำให้เกิดการแทรกแซงทางอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล ที่ไม่สามารถบอกได้ว่า ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง?
“เราไม่ผิด กฎหมายต่างหากที่ผิด บังคับให้เราเป็นคนทำงานผิดกฎหมาย”
“ต้นตอของการทุจริตคือเงิน”
“ความน่ากลัวคือเราไม่รู้ว่าใครได้รับประโยชน์จากเงินส่วยตรงนี้” ความท่อนหนึ่งบทสัมภาษณ์ผู้ค้าบริการทางเพศ
การขูดรีดเองก็มีการคำนวณด้วยว่าควรเก็บเท่าไหร่ ให้เรายังอยู่ได้และเขาได้ประโยชน์ ยิ่งเสี่ยงมากก็ยิ่งจ่ายเยอะ แต่ถ้าไม่มีเงิน จะถูกทวงถามให้เอาร่างกายเข้าแลก ส่งผลต่อสภาพจิตใจที่ถูกบีบบังคับ
รวมไปถึงความเห็นที่ว่า ระบบคุ้มครองไม่ฟังก์ชั่น มีวิธีมากมายทำให้กฎหมายบิดเบี้ยว ตรวจสอบยาก บอกได้ไม่เต็มปากว่าหน่วยงานไหน สมประโยชน์กัน
ส่วนในมุม ‘กลุ่มนักกิจกรรม’ ยกตัวอย่าง ‘ภาษี’ ที่ไม่รู้ใช้กับอะไรบ้าง เหมือนการเอาเงินจากกระเป๋าสตางค์เราไปทีละบาท จากหลายๆ คน ซึ่งการใช้กฎหมายปิดปาก (SLAPP) ก็เป็นส่วนหนึ่ง
สำหรับ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ให้นิยามว่า คือ ปรากฏการณ์สร้างความหวาดกลัว เลือกปฏิบัติและแบ่งแยก รัฐไม่ได้มองพวกเขาเป็นส่วนหนึ่ง ไม่มี ‘เอกสารสิทธิคุ้มครอง’ ทำให้นายทุนรู้ช่องที่จะมาเอาเปรียบ แย่งยึดที่ดินทำกิน ซึ่งมักจะมาเป็นกลุ่ม มีการสมประโยชน์กัน
ใน ‘กลุ่มผู้ลี้ภัย’ บางส่วนยอมจ่ายส่วยเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในไทย ส่วน ‘แรงงาน’ มีกระบวนการ ‘นายหน้า’ ไม่ได้จ้างตรงกับบริษัท ทำให้ขาดสวัสดิการ ร้องเรียนโดยตรงไม่ได้ เกิด ‘ระบบบัตรชมพู’ ที่จำต้องเลือกยอมจ่ายตำรวจ ดีกว่าถูกส่งกลับประเทศต้นทาง เพราะไม่มีสัญชาติไทย
เมื่อกฎหมายเป็นอุปสรรค การคอร์รัปชั่นจึงหลีกเลี่ยงและต่อรองไม่ได้
เมื่อหันไปพึ่งพาระบบราชการ กลับรู้สึกว่ากลไกรัฐที่มีอยู่ไม่ได้ Protect พวกเขามองว่าการจัดการทุจริตที่ดีที่สุด คือ ‘แก้ไขในทันทีตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ’
ส่วน ‘กลุ่มแรงงานข้ามชาติ’ มีเพื่อนผมเป็นคนพม่า ไม่รู้จะเข้าประเทศไทยยังไงได้บ้าง ก็มีคนบอกว่า ให้จ่ายคนนี้ สุดท้ายเขายอมจ่าย แล้วได้บัตรเข้าประเทศเลย
หรือหลายครั้ง ‘การตั้งด่าน’ สามารถเก็บเงินค่าปรับ จากพี่ๆ แรงงานข้ามชาติได้ โดยบอกว่าคุณทำผิดกฎหมายจราจรข้อนี้ๆ ความไม่รู้ ทำให้เขายอมจ่าย การลงไปอบรม ทำให้เขารู้ มันคือการแก้ไขที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้
ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการคอร์รัปชั่น เช่น นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ระบบจะดันไปสู่ ‘การต่อรองผลประโยชน์’ สุดท้ายใช้เวลาถึง 1-2 ปี กระบวนการศาล ทำให้เขาอ่อนล้า รวมถึง ‘เงื่อนไข’ ที่บีบบังคับ แม้ไม่จำยอมก็ต่อรองไม่ได้
เมื่อกฎหมายและเจ้าหน้าที่ไม่ protect สุดท้ายประชาชนจะมองรัฐเปลี่ยนไป ไม่เชื่อใจทั้งระบบ
ข้อสรุปคือ การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ทางตรงหรืออ้อมก็ได้ มีการแสวงหาผลประโยชน์แบบขูดรีด บังคับให้จ่าย ด้วยเงิน สิ่งของ หรือร่างกาย มันมีอิทธิพลทางอำนาจที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งโครงสร้างนี้ใหญ่มาก
นี่คือ Grand corruption คนทำเรื่องนี้ต้องฉลาดมาก เพราะต้องรู้หลักกฎหมาย จริยธรรม และปกปิดหลักฐานเก่ง
สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนคือ ต้องแก้ไขเชิง Social norm สร้างความรับรู้กับคนทั่วไป ซึ่งจะเป็นเรื่องดีมาก ถ้าหากทำการวิจัย ผลเสียในเชิงเศรษฐกิจได้ ว่าเราสูญเสียผลประโยชน์ทางภาษี ไปเข้ากระเป๋าใครเท่าไหร่

จับมือต้าน เริ่มจากเล็กๆ ก่อน
ยกเคส ‘เกาหลีใต้’ ปธน.โกงชาติยังไม่รอด
นอกจากไม่เคยดึงประชาชนเข้ามาอยู่ในสมการ การทำงานในเชิงวิจัยไม่เท่าทันสถานการณ์คอร์รัปชั่น ที่พลิกแพลงขึ้นทุกวัน ด้วยระบบดิจิทัลที่เอื้อให้ทุจริตง่ายขึ้น
เป็นความเห็นของ ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ผู้จัดการ ศูนย์ KRAC มองศักยภาพของภาครัฐ ทำงานเองลำพังไม่ได้ ไม่ว่าจะ ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้เขาไม่สามารถดึงภาคีเข้ามาได้
เรามานั่งตรวจ ‘เส้นเงิน’ กันไม่ทัน เขาไปเอาวิธีอื่น จ่ายเงินสดก็ไม่ทำแล้ว เช่น เอาบัตรเครดิตมาให้เปิดเป็นชื่อคนอื่น แล้วไปรูด ทีนี้จะตรวจเส้นเงินกันยังไง?
จะแก้ได้ ภาครัฐต้อง ‘เปิดเผยข้อมูลดิจิทัลสู่สาธารณะ’ แต่อุปสรรคคือ ข้อมูลไม่ปะติดปะต่อ อย่าง ป.ป.ส.ไปขอข้อมูลผู้ต้องสงสัย จากกรมธุรกิจการค้า เพื่อดูการถือหุ้นในบริษัท เพราะไม่มีอำนาจไปดึงข้อมูลโดยตรง ใช้เวลา 1 เดือน “แต่คนร้ายจะหนีไปคืนนี้แล้วนะ”
หากมองจากผลสำรวจ คนไทยเกิน 50% ยอมให้ทุจริตได้ ถ้าประเทศพัฒนา แต่ล่าสุดพบว่าคนรุ่นใหม่เกิน 80-90% ไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นแล้ว แต่เราจะเปลี่ยนมาเป็นแอ๊กชั่นได้อย่างไร อาจต้องเริ่มจาก ‘แก้ที่กฎหมาย’
‘เกาหลีใต้’ คือตัวอย่างที่ดีมาก หลังวิกฤตเศรษฐกิจมีการปฏิรูปโครงสร้าง โดยเข้าไปเป็นสมาชิก OECD (สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ซึ่งแม้แต่ประธานาธิบดีเองทุจริต ก็ไม่รอด
ผมอยากให้เรามีความหวังแบบนี้ในไทยบ้าง มองการคอร์รัปชั่น ทำให้เงินในกระเป๋าเราลดลงโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพราะต้องจ่ายส่วย ทั้งที่ควรเอาไปพัฒนาคุณภาพชีวิต คิดง่ายๆ ถ้า 10 บาท 60 ล้านคน ก็ 600 ล้านบาทแล้ว
หรืออย่าง ‘ไม่ใส่หมวกกันน็อก’ คุณต้องเอาใบสั่งไปเสียค่าปรับที่ สน. หลายประเทศเองเริ่มจากแก้เล็กๆ ตรงนี้ เรายังเป็นกระดาษ ทั้งที่เขาใช้ระบบจ่ายผ่านดิจิทัลหมดแล้ว
ในการหาตัวคนทำผิด ต้องปรับมุมคิด ดึงประชาชนเข้ามาช่วยกัน อย่างเคสใหญ่ๆ ‘นายสั่งมา’ เราต้องการองคาพยพที่มากกว่านี้ วันนึงจะทำให้คนตัดสินใจไปทำถูกต้องตามกฎหมาย ดีกว่าไปเลือกทางคอร์รัปชั่น ต้องทำให้ต้นทุนของการทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นถูกกว่า
โจทย์คือ ปัจจุบันเรามี 30 หน่วยงานตรวจสอบ แต่ไม่ทำงานประสานกัน
เพราะคนโกงเขาจับมือกันโกงแน่น มีทั้งเงินและอำนาจรัฐ
เราเห็นมาแล้วหลายกรณี อย่าง ‘เสาไฟกินรี’ มีประชาชนเดินในซอยแล้วถ่ายรูปส่งมา
ในอดีตเราได้ยินมอตโตว่า ‘โตไปไม่โกง’ มันไม่พอ ต้องเปลี่ยน ‘โตไปไม่ให้ใครโกง’
เล่าปม ‘เรียกสินบนทางเพศ’
ทวงข้อเสนอ ‘ซื้อตั๋วอุทยาน-จ่ายค่าปรับ’ ออนไลน์
ทางด้าน ยุทธนา จาวรุ่งฤทธิ์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ ป.ป.ช. หยิบยก ‘มาตรวัดคอร์รัปชั่นโลก’ โดย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) จากการสอบถามคนไทย ในปี 2563 ประเด็น ‘การเรียกสินบนทางเพศ’ กว่า 15% จาก 1,000 คน รับรู้เรื่องนี้ มีคนรอบตัวเคยยอม
ในอินโดนีเซียเอง มีกรณีที่แพทย์ ขอมีกิจกรรมทางเพศเพื่อแลกกับค่าตรวจโควิด ผ่านด่านเข้าประเทศ, เคนยา บีบบังคับผู้หญิงยอมมีเพศสัมพันธ์เพื่อไม่ต้องต่อแถวรับน้ำอุปโภคบริโภค เป็นต้น
สะท้อนว่าการคอร์รัปชั่นกระทบทั้งในมุมการละเมิดสิทธิมนุษยชน ลามไปถึงคุณภาพชีวิต เช่นเดียวกับ ‘ตรวจถนน’ วิจัยหลายชิ้น ชี้ว่า จากต้นทุนทำถนน 100% เหลือเพียง 60% ทำให้พังง่าย เกิดอุบัติเหตุ
หรือแม้แต่ ‘ทุจริตค่าอาหารกลางวัน’ ทำให้เด็กไม่ได้รับสารอาหารเต็มที่ รวมถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อย่างกรณี อินโดฯ มีการให้ใบอนุญาตทำอุตสาหกรรมปาล์มออยล์ จนป่าร้อนชื้น สูญเสียสัตว์ป่ามหาศาล
ในเชิงความมั่นคง มันเอื้อให้ทำผิดได้ง่าย เช่น อยากค้าของเถื่อน แต่บ้านเขากฎหมายเข้มมาก ก็ลักลอบผ่านแดนประเทศที่จ่ายสินบนง่าย บินออกง่าย เงินเทาต่างๆ ก็หมุนเวียนในตลาดทุน
ล่าสุด ความคืบหน้าคือ มีการประกาศใช้ กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP law) ซึ่งจะช่วยคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสได้ดีขึ้น
ที่ผ่านมา ป.ป.ช.เสนอหลายเรื่อง ตั้งแต่ปี 2562 ทั้งการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูล นำเทคโนโลยีมาใช้ อาทิ ระบบชั่งน้ำหนักขณะเคลื่อนที่ จ่ายค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ ผ่านออนไลน์ แบบจีน หรือใช้ตู้คีออสเหมือนญี่ปุ่น สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อลดการปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่
ทุกวันนี้มีเงินรั่วไหลเป็นจำนวนมาก ไม่มีสถิติบอกได้ชัดว่าเท่าไหร่ แต่มีข้อร้องเรียนเข้ามา
แก้ตั้งแต่ต้นเหตุดีกว่า อยากให้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยในการป้องกันการทุจริต ซึ่งรัฐบาลรับทราบข้อเสนอนี้แล้ว แต่ยังผลักดันได้ไม่เท่าที่ควร
คอร์รัปชั่น ยันค่ายลี้ภัย
ขุด อบต.ยิ่งกว่าศูนย์รวมทุจริต ค่ารับเหมาแพงลิ่ว
วัฒนากร สั้นนุ้ย หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (กสม.) ชวนมอง ระบบท้องถิ่น ที่ร่วมมือกันเองเพื่อรับงาน
จะเห็นได้ว่าค่าจ้างของนายก อบต.ที่ไปรับเหมาก่อสร้างนั้น มีราคาแพงลิบลิ่ว
เรียกว่าเบ่งบานทุกช่องทาง ผมได้ไปตรวจสอบประเด็น Sex Workers สิ่งที่เกิดขึ้นในพัทยา คือการเลือกปฏิบัติ คนไทยปรับ 20 บาท ต่างชาติ 1,000 บาท
ลงพื้นที่ 9 ค่าย ท่านเชื่อไหมว่าคอร์รัปชั่นลงไปถึงค่ายผู้ลี้ภัย คนที่จะออกจากค่ายได้ต้องจ่าย 200 บาท ขาออก ขาเข้าอีก 200 การคอร์รัปชั่นยังกระทบต่อสิทธิมนุษยชนโดยตรง คือ ‘หัวขโมยเสรีภาพ’
ที่กระทบมากคือ การคอร์รัปชั่นเรื่องที่ดิน กลุ่มชาวเล อยู่บนเกาะมาเนิ่นนาน หาดราไวย์ วันดีคืนดีมีคนบุกรุกที่ดิน และออกโฉนด จนต้องเอาภาพต้นไม้ที่ปลูกไว้นานแล้ว ไปยืนยันนายทุนว่าอยู่มาก่อน เช่นเดียวกับกรณี ‘ชั้น 14’ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติ
ดังนั้น อย่างหนึ่งที่ทำได้คือ ‘การเข้าสู่อำนาจ’ ผมขอเรียกร้องไปยัง กกต.ให้ตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างเป็นธรรม
ท้องถิ่นวันนี้ กลายเป็นองค์กรรวมของการทุจริตมากมาย สิ่งที่ยังพึ่งหวังได้คือองค์กรภาคประชาชน เราอาจจะต้องมีกฎหมาย ที่ทำให้องค์กรภาคประชาชน ยืนหยัดอยู่ได้
เจ้าหน้าที่รัฐเคยบ่น ‘อยากโตต้องหาเงินให้นาย’
หยุดเหนียมอาย รื้อทั้งระบบ ‘หยุดวงจรจ่ายส่วย’
ด้าน สหัสวัต คุ้มคง ส.ส.พรรคประชาชน ปีกแรงงาน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติ รวมแล้วกว่า 4 ล้านคน
กระบวนการที่ควรจะเป็น ‘ระบบที่ฟังก์ชั่น’ คือ ต้องยื่นเรื่องง่าย สะดวก ตาสีตาสาต้องทำได้ ต้องถูกและต้องเร็ว เพราะช้าเมื่อไหร่จะเกิดช่องให้คอร์รัปชั่นได้ แต่ของไทยตรงข้าม ‘ยุ่งยาก แพง นาน’
สมมุติผมเป็นเจ้าของสวน ต้องการหาจ้างแรงงาน 5 คน มันงงนะ ยื่นไม่ถูก ต้องไปกรมการจัดหางาน หรือยื่นที่ไหน? สุดท้ายไปพึ่งนายหน้า มีค่านั่นนี่ บางทีชื่อตกหล่นบ้าง นำมาสู่การจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือเรียกว่า ‘จ่ายเพื่อขึ้นหลังบ้าน’ ด้วยซ้ำ
เมื่อแพง จึงทำให้มีแรงงานข้ามชาติและนายจ้างจำนวนหนึ่ง ยอมจ่ายส่วย ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ในจำนวนมหาศาลมาก ซึ่งมติ ครม. 1 ครั้ง อาจมีการคอร์รัปชั่นถึง 500-1,000 ล้านบาท
หรือ ‘ประกันสังคม’ ดินแดนสนธยา ไม่เคยเปิดเผยเลยว่าเอาเงินไปลงทุนที่ไหน จนมีทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้าไป ถึงได้รู้ว่ามีการออกแบบกลไกเพื่อเก็บเงินใต้โต๊ะ
เราไม่ต้องเหนียมอาย คนมาเที่ยวพัทยา เพราะมาเที่ยวกลางคืน ทั้งที่เรามี Sex workers เป็นแสนๆ คน เขามีโอกาสถูกเรียกส่วย เพราะกฎหมายบอกว่า ผิด
ในฐานะคนทำงานทางนิติบัญญัติ มองว่ากฎหมาย กลไกรัฐ กลับเปิดช่อง นอกจากยั่วยวนให้รับเงิน มันยังกึ่งบังคับด้วย ข้าราชการบางคนมาบ่นกับผม “ถ้าอยากโต ต้องหาเงินให้นาย” บางคนไม่โต เพราะหาเงินให้นายไม่ได้ คอร์รัปชั่นได้ง่าย แถมยังเติบโตอีกต่างหาก
ซึ่งการคอร์รัปชั่นมันมี 2 ปัจจัย คือ ภายนอก และภายใน ผลกระทบจะต่างกันขึ้นอยู่กับคุณมีต้นทุนและความรู้แค่ไหน เช่น แรงงานที่รู้ข้อกฎหมาย กับคนที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกเอาเปรียบ ก็ถูกเอาเปรียบต่างกัน หรือแม้แต่ต้นทุน อย่าง ‘คุณมีคอนเน็กชั่นแค่ไหน’ เช่น รู้จัก สภ.ที่นี่ ก็โทรเคลียร์ได้ ยิ่งถ้าดังและรวยด้วย เผลอๆ คุณเป็นคนกำหนดนโยบายให้รัฐทำด้วยซ้ำ
ถ้าคุณกำลังส่งเสียงว่ามีตำรวจชั้นจ่าเรียกรับส่วยบ่อนในพื้นที่ อาจจะเจอไม่หนัก แต่ถ้าส่งเสียงว่ามีการคอร์รัปชั่นในเชิงรัฐธรรมนูญ คุณอาจจะโดนทั้ง ม.112 และกฎหมาย SLAPP ได้
ซึ่งการปฏิรูประบบราชการ ที่ต้องทำให้โปร่งใส่ มีกรอบเวลา เช่นในการยื่นอนุมัติเอกสาร, องค์กรอิสระต้องตรวจสอบได้ เหล่านี้มีการเสนอมาแล้วมากมายหลายเวที
แต่ที่น่าสนใจคือ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้พูดถึง ‘การคืนอำนาจประชาชน’ คือ คีย์ที่สำคัญยิ่ง จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ลดทอนอำนาจประชาชน ‘ดัชนีคอร์รัปชั่น’ เพิ่มขึ้นทุกครั้ง
เราควรสร้างระบบ Open Data จับหน่วยงานรัฐ มาแก้ผ้า ส่องไฟให้เห็น ผมไม่เชื่อในคน ผมเชื่อในระบบ Check and Balance ที่ตรวจสอบได้จริง ซึ่งคนที่จะมาผลักดันได้คือ ฝ่ายการเมือง ถ้าไม่มีเจตจำนงที่เข้มแข็งพอ ก็จะถูกต้านจากกลุ่มคนที่ยังได้ประโยชน์จากโครงสร้างแบบนี้ ต้องช่วยกันส่งเสียง กดดันไปยังทุกพรรคด้วยว่า เลือกตั้งรอบหน้าให้ Launch นโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ในฐานะคน จ.ชลบุรี เรารู้ว่าส่วยในเมืองพัทยามันมากมายแค่ไหน การจะเป็นผู้กำกับพัทยา รู้มาว่าตัวเลขหลายสิบล้าน การมีส่วนร่วมปลอมๆ EIA ที่ปลอมกันบานเบอะ
มันไม่ควรจะต้องเหนียมอายกันแล้ว กฎหมายที่มีปัญหาแบบนี้ รัฐธรรมนูญที่ไม่คุ้มครองสิทธิชนเผ่าชาติพันธุ์ ต้องรื้อทั้งระบบ
นักสิทธิสตรี ซัด ‘องค์กรอิสระไม่จริง’
คาใจระบบนายสั่ง ‘ตึก สตง.ถล่ม’ คดีเงียบกริบ
ด้าน ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม มองระบบคอร์รัปชั่นในการเมืองที่เลวร้ายที่สุด คือการที่พรรคซึ่งประชาชนเลือก ไม่ได้เข้ามาบริหาร จนทำให้เกิดความล้มเหลว หรือแม้แต่กรณีตรวจสอบ ตึก สตง.ถล่ม ที่ไม่คืบหน้า
สังคมไทยวันนี้ต้องกล้า ‘เปลี่ยนการบริหารจัดการแผ่นดิน’ คนรุ่นใหม่อาจจะคิดดีกว่าคนที่ยืนหยัดอยู่มา 60-80 ปี หรือตายคาเก้าอี้ด้วยซ้ำ
ส่วนตัวผิดหวัง มันกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยไปแล้ว ยอมเสียเงินลงสมัครเลือกตั้ง ส.ว.เอง เพราะอยากเห็นพฤติกรรมคอร์รัปชั่นในระดับการเมือง เชื่อว่าถ้าคนไทยไม่เปลี่ยนมุมมอง มันจะยังอยู่ต่อไป แม้แต่องค์กรอิสระเอง อย่าง ป.ป.ช., กสม. ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมี ‘ระบบนายบอก นายขอ นายสั่งมา’
อยากบอกว่า ประสบการณ์กว่า 50 ปี ทำงานตั้งแต่อายุ 18 เห็นคอร์รัปชั่นหลากหลายรูปแบบ เวลาเขาไปสัมภาษณ์ก็มักจะไปหากลุ่มที่ไม่ใช่เป้าหมาย ถ้าอยากได้ข้อเท็จจริง ควรจะทำงานกับกลุ่มเปราะบางโดยตรง ซึ่ง Sex Workers จริงๆ แล้วอาชีพนี้มีมาตั้งแต่ตั้งกรุงเทพฯ
ทางออก ส่วนตัวมองว่า ‘กฎหมายต้องเข้มแข็ง’ หน่วยงานต้องเป็นอิสระจริง สร้างความตระหนักรู้ว่าอะไรคือการคอร์รัปชั่น รวมไปถึงหน่วยงานที่ประชาชนจะไปชี้เป้า ต้องทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่แจ้งแล้วกังวลจะมีปืนไปจ่อที่บ้านไหม
เมื่อพึ่งใครไม่ได้ ระบบคอร์รัปชั่นจึงเข้มแข็ง เพราะไม่มีใครกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง จากการเป็นคนดี
เราภูมิใจไหม? กับการที่นานาประเทศให้ความโปร่งใสอันดับที่ 80 ภาพลักษณ์ประเทศเราเสียหาย ถามว่ามีใครอยากมาลงทุนในประเทศที่คอร์รัปชั่นสูง
เราเคยมีประสบการณ์ตรง “มีกฎหมายจริง แต่ไม่ต้องปฏิบัติก็ได้” นี่คือนายทุนต่างชาติพูด เราภูมิใจไหม?
ขอเสนอว่า การบริหารการเมืองต้องเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายให้เป็นหนึ่งเดียวในการดูแล อย่างกฎหมายแรงงานข้ามชาติ เอกสารไม่ครบ ไปเอา พ.ร.บ.เข้าเมือง มาจับอีก หาช่องให้เขาผิดจนได้
ทำอย่างไรให้เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา
องค์กรอิสระไทย ยังไม่อิสระจริง อิสระจริง ต้องไม่อยู่ภายใต้ใคร
อธิษฐาน จันทร์กลม

