หน้าแรก ประชาชื่น 24 ชั่วโมงวัด...

24 ชั่วโมงวัดใจ บทเรียนรับมือน้ำท่วมใต้ ปลายทางพร้อม แผนสำรองมี? เพราะ ‘เตือนภัยดี’ คือสิทธิขั้นพื้นฐาน

8.12.25 | 11:07 น.

24 ชั่วโมงวัดใจ บทเรียนรับมือน้ำท่วมใต้
ปลายทางพร้อม แผนสำรองมี?
เพราะ ‘เตือนภัยดี’ คือสิทธิขั้นพื้นฐาน

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านพ้น พื้นที่ภาคใต้ต้องเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่อง

ทั้งน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน บ่อยครั้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เช่นเดียวกับอีกหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือ หรือโซนอยุธยา ที่ต้องเผชิญสถานการณ์น้ำเพิ่มระดับภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ขณะที่ประชาชนยังไม่ได้รับข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าเพียงพอ ทำให้การอพยพล่าช้า เสี่ยงต่อภัยอันตราย

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ‘ระบบสัญญาณเตือนภัย’ จึงไม่ใช่เพียงข้อมูลประกาศจากหน่วยงานรัฐ แต่เป็น ‘ข้อมูลชีวิต’ ที่ต้องส่งถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว ทันเวลา และเข้าใจง่าย

Advertisement

เพราะความล่าช้าแม้เพียงเสี้ยววินาที หมายถึงความสูญเสียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ด้วยเหตุนี้ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ จึงได้จัดเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ ในหัวข้อ ‘การสื่อสารความเสี่ยงในภาวะน้ำท่วมภาคใต้ 2568 ระบบเตือนภัยและการส่งต่อข้อมูลสู่ประชาชน’ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เพื่ออุดช่องโหว่ ที่ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก จากระบบการแจ้งเตือนภัยพิบัติของไทย

ยอมรับ กทม.ยังมีช่องว่าง
ยกเคส ‘ยกธง’ ต้องปรับการสื่อสารในชุมชน

“ไม่ใช่เวลาของการโทษกันไปมา แต่คือช่วงที่ทุกฝ่ายต้องต่อจิ๊กซอว์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่”

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช

คือคอมเมนต์จากเจ้าแม่ภัยพิบัติ” รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มองว่าการเชื่อมประสานอย่างไร้รอยต่อ จึงจะทำให้ระบบเตือนภัยของไทยเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อยากให้มองในแง่ศาสตร์ของการจัดการภัยพิบัติ สมมุติพรุ่งนี้มีฝนอีกรอบ

ต้องไล่เรียงไปตั้งแต่ การประเมิน ทำแผนที่ความเสี่ยง ใช้ข้อมูลดอปเปลอร์เรดาร์ ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระดับน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งองค์ความรู้และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เรามีไม่น้อย

“ยังไม่นับว่าไทยมี Culture ซึ่งสิ่งนี้กรุงเทพฯ ยังสู้ไม่ได้คือ ‘การยกธง’ การพูดภาษาวิทยาศาสตร์ต่างๆ ให้เป็นภาษาของประชาชน ท้องถิ่นเก่งมาก โดยเฉพาะเทศบาล อบต. เพราะนอกจากจะชี้แจงเรื่องมวลน้ำให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย หมู่บ้านสามารถรีแอ๊ก ตอบสนองได้ กทม.กลับมีเครื่องมือตัวนี้ไม่แข็งแรงเท่าท้องถิ่นอื่น”

บอกตรงๆ ว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ก็ถูกรับน้องเหมือนกัน ด้วยน้ำท่วม ด้วยฝน ต.ค.65 ที่ต้องสำรวจใหม่ทั้งหมด และใช้วิธีเตือนหนักๆ ผ่านสื่อ ใช้เทคโนโลยีกันค่อนข้างเยอะ

“มีของอยู่ทั้งสองฝ่าย การทำให้สอดคล้อง เป็นทีมสอดประสาน ช่วยอุดช่องว่างซึ่งกันและกัน คือเสน่ห์ของระบบปัจจุบันที่ไทยมี” รศ.ดร.ทวิดาเชื่อเช่นนั้น

ถึงกรุงเทพฯจะมีเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งระบบวิเคราะห์ฝน ระบบข้อมูลน้ำ และการเตือนผ่านสื่อต่างๆ แต่ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการเตือนแบบง่ายๆ ที่ชุมชนเข้าถึงเร็ว เช่น ระบบยกธง ซึ่งท้องถิ่นทำได้ดีกว่า

เพราะเขาคุ้นกับพื้นที่และรู้วิธีพูดให้คนในชุมชนรีแอ๊กได้ทันที เหตุการณ์ที่สงขลาเป็นตัวอย่างที่ทำให้ กทม.เห็นว่าแม้จะมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน ถ้าไม่มีระบบเตือนแบบชุมชน หรือวิธีสื่อสารที่ประชาชนเข้าใจจริงๆ ก็ยังทำงานได้ไม่เต็มที่

กทม.จำเป็นต้องอุดช่องว่างนี้ และทำงานร่วมกับพื้นที่อื่น ให้เป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ระบบเตือนภัยของไทย เดินไปข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์

‘ระบบเตือนภัย’ ต้องยืดหยุ่น
สื่อสารความไม่แน่นอน ให้เข้าใจได้จริง

ในยุคที่ภัยพิบัติเกิดเร็วและซับซ้อนกว่าที่เคย การเตือนภัยให้ทันเวลา ไม่ใช่เรื่องยากเท่าเตือนให้ประชาชนเข้าใจ และทำถูกต้องในไม่กี่นาทีที่เหลืออยู่

รศ.ดร.ทวิดา ชวนมองลึกลงไปว่า รูปแบบการสื่อสารมีได้หลายร้อยวิธี

ตั้งแต่สัญญาณฉุกเฉินบนมือถือ ระบบไฟ ธง ไปจนถึงการเตือนล่วงหน้าแบบ Forecast แต่สิ่งที่กำหนดประสิทธิภาพจริง คือ วัฒนธรรมความปลอดภัยและโครงสร้างรัฐที่หนุนหลังระบบการสื่อสารนั้น

“ตัวอย่างมีเยอะ เวลาที่ไปต่างประเทศ เราสมควรจะได้รับสัญญาณหากเกิดอะไรขึ้นที่เป็น Emergency โดยที่ไม่ต้องใช้บริการ จริงๆ ภาคเหนือก็ใช้ ในบางที่ เวลาอพยพก็มักจะใช้สัญลักษณ์ เขียว เหลือง แดง หรืออยู่ตามสันเขื่อน หรือแม้กระทั่งมีคนพูดไปถึงในแง่ของการจุดพลุ ในแง่ของการทำให้รู้ มีวิธีการมากมาย”

ตัวแม่ด้านองค์ความรู้รับมือภัยพิบัติ ไฮไลต์จุดสำคัญ เวลาเคาะบทเรียนต่างประเทศ ต้องเคาะออกมาด้วยว่า Safety Culture ของเขาคืออะไร และ Government System คืออะไร

พูดง่ายๆ คือ Safety Culture เราทำให้คนเข้าใจเช่นนั้นแล้วหรือไม่

เช่น เวลาที่พูดกันในเรื่องของคำเตือน Cell Broadcast คำถามคือจะไปแค่ Warning หรือจะ Warning พร้อม Instruction วิธีปฏิบัติตน เตรียมพร้อมอีกซัก 3 ชั่วโมงต้องอพยพ ซึ่งถ้ามีเวลาให้เตรียมตัว 90 นาทีก็จะอีกแบบ หรือ 72 ชั่วโมง 3 วัน อันนั้นความถูกต้องก็อาจจะเบาหน่อย

“แต่การทำแบบนี้ก็จะไปพ้องกันทันทีว่า อำนาจการเตือนในแต่ละรูปแบบ ไปอยู่ที่ใคร สหรัฐมี National Weather Service ก็จริง แต่ด้วยความที่กระจายอำนาจสูง แต่ละสเตจ แต่ละเมือง ก็จะมีเครื่องมือวิเคราะห์กลุ่มฝน ที่เมืองไหนเป็นอย่างไร เช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น” รศ.ดร.ทวิดาเผยความซับซ้อนที่ต้องออกแบบไว้

อยากชี้ให้เห็นว่า การเตือน ไม่ว่าจะเป็นการเตือนแบบ Forecast ยาว จากหน่วยงานส่วนกลาง เป็นการเตือนแบบ Forecast กระชับเข้ามาหน่อย อาจจะมีหน่วยงานส่วนกลาง ภูมิภาค หรือจะเป็นการเตือนเมื่อเห็นว่ามีเวลาเหลืออีกไม่เท่าไหร่ในบางภัย และการวางขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน หรือ SOP ขั้นตอนนั้นสอดคล้องกับเวลาที่เหลืออยู่ของภัยหรือไม่ มีความไม่แน่นอนแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่ความไม่แน่นอนกว้าง ก็จะมีปัญหา

“ถ้าเตือนตอนที่ความไม่แน่นอนสูงและภัยหนักแล้ว จะยากมาก ถ้าเตือนด้วยระยะเวลาที่ยาวและภัยไม่หนัก ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง”

รองผู้ว่าฯยังเผยอีกว่า Culture เป็นอีกสิ่งหนึ่ง คือ พอเวลาเตือนจะมีการลิดรอนสิทธิบางอย่างเกิดขึ้นทันที ฉะนั้น ต้องคิดให้รอบคอบ คือต้องเตรียมการรับรองสิทธิให้พร้อมรอไว้

“บทเรียนไหนดีเอามาใช้ ต้องระวังมากๆ อย่างตอนนี้มองกลับมาที่ กทม. กลับพบว่าเราก็มีช่องว่างเหมือนกัน จากที่รู้สึกว่าทำระบบมาได้ประมาณหนึ่งแล้ว พ้นจากความแย่มาได้ ส่วนเรื่อง Cell Broadcast ตัว กทม.มีความพิเศษอยู่ตรงที่ว่า หลายๆ ภัย ต้นทางของข้อมูลดันอยู่ที่ กทม.เองด้วย เป็นผู้ผลิตข้อมูลส่วนนั้น

เช่น กลุ่มฝนเวลาลงมาแล้ว, การสะสมระดับน้ำ พื้นที่ต่ำ หรือระบบระบายน้ำ ต้องค่อนข้างละเอียดในการที่วิเคราะห์ impact ในการเตือนภาคประชาชน เพราะอย่าลืมว่า ไม่เตือน เขาก็กระทบอยู่แล้ว พอเตือน การกระทบก็จะกระทบไปอีกแบบหนึ่ง เลยต้องระวังและพร้อมที่จะรับผิดชอบกับการเตือนนั้นทันที เพราะในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลเตือนภัย ส่วนนี้เราต้องเป็นฝ่ายทำให้ แต่พอเข้าถึงแล้ว ข้อมูลส่วนนั้นส่งผลกระทบอย่างไร ต้องระวังด้วยเหมือนกัน” รศ.ดร.ทวิดาเล่าถึงสิ่งที่ต้องระวัง

ฉะนั้น ในอนาคตการเตือนอาจจะต้องยืดหยุ่นขึ้น และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจไปด้วย ว่าเหตุการณ์เริ่มยืดหยุ่นมากขึ้นแล้ว หรือต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ และต้องบอกเขาว่าจะรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นให้ได้ ต้องดูหลายๆ อย่างรวมกัน

จากนั้นยังเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อ ที่สามารถเป็นศูนย์กลางในการสื่อสารให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ด้วยการช่วยกระจายข้อมูลที่มีความถูกต้อง อย่างตึก สตง.ถล่ม มีคนนำข้อมูลและรูปเฟคนิวส์ออกไปเยอะมาก

“ด้วยข้อมูลและการสื่อสาร ถ้าเกิดความร่วมมือกัน ทำให้เกิดการแก้ปัญหา เมื่อนำปัญหา ช่องว่าง มาพูดคุยกัน ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและรวดเร็ว” รศ.ดร.ทวิดากล่าว

เตรียมชุมชนเป็นด่านหน้า
จัดการความเสี่ยงไว้ แผนสำรองต้องมี

จากนั้น รศ.ดร.ทวิดาเล่าถึงโครงการ CBDRM ในกรุงเทพมหานคร ที่มีจุดเด่นคือ การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งเหตุที่ไม่ได้ใช้ ไม่ใช่เพราะไม่สำคัญ แต่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าของโครงการ

ให้ชุมชนเป็นด่านหน้า ใช้ทุนพื้นฐานของชุมชนว่ามีจุดแข็งหรือมีทักษะความรู้อะไร ที่สามารถนำมาแก้ไขปัญหาได้ เพราะถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะทำงานรวดเร็วแค่ไหน แต่ประชาชนต้องช่วยกันก่อนอยู่ดี

“ชุมชนเหล่านี้มีปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางวัฒนธรรมอะไรบ้าง ตัวอย่าง สัตว์เศรษฐกิจ พวกสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ เช่น โค กระบือ สุกร ไก่ แพะ กุ้ง ปลา ปกติแล้วคนในชุมชนมีการเคลื่อนย้ายสัตว์พวกนี้อย่างไร เมื่อมาเจอกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ต้องบูรณาการไปพร้อมกัน ทำให้ชุมชนเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น” รองผู้ว่าฯชวนมองการจัดการเป็นระเบียบเพิ่มมากขึ้น

เพราะเวลาเกิดภัยพิบัติไม่ว่าในมุมไหนของโลก ใน 24 ชั่วโมง เป็นเวลาที่ยุ่งกันทั้งหมด แต่เมื่อทุกอย่างเป็นระบบ จะทำให้มีแผนรับมือ สามารถซื้อเวลาให้ช้าลง และลดความเสียหายได้

อย่ามองว่าถ้านำงบไปลงกับภัยพิบัติแล้วจะสิ้นเปลือง เพราะแม้ว่าเมืองนั้นจะมีความเจริญแค่ไหน

เมื่อไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ก็รับมือไม่ทันท่วงที

จึงต้องมีแผนหลักและแผนสำรองไว้เสมอ

ไม่แอ๊กชั่นเพราะไม่น่าเชื่อถือ?
ปลายทางคือปมใหญ่ ภัยพิบัติไทยแนวโน้มแรงขึ้น

ผศ.ดร.บัณฑูร พานแก้ว

ด้าน ผศ.ดร.บัณฑูร พานแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารและสิ่งแวดล้อม คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. ร่วมแชร์ข้อสังเกต

มองว่าแม้ประเทศไทยจะมี ‘ต้นทาง’ ของข้อมูลด้านภัยพิบัติที่ดี มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีพร้อม

แต่ปัญหาหลักกลับเกิดที่ ‘ปลายทาง’ เพราะข้อมูลไม่สามารถถูกส่งต่อถึงประชาชน โดยเฉพาะ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ไม่ว่าผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก

“เรายังคุ้นชินกับภัยพิบัติแบบเดิม แต่ภูมิอากาศเปลี่ยนไปจนความรู้เก่าใช้ไม่ได้แล้ว ชาวบ้านใช้ประสบการณ์ประเมินสถานการณ์เอง เหมือนเมื่อก่อนแทบไม่ได้”

พร้อมชี้ว่าภัยพิบัติในไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และเกิดซ้ำถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ทำไมชาวบ้านไม่แอ๊กชั่น แม้มีประกาศเตือนภัย?

ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ ยกเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ

1.ความไม่ไว้วางใจในข้อมูลรัฐ “เตือนแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร” ส่งผลให้ประชาชนไม่เชื่อถือแจ้งเตือน

2.ข้อมูลไม่เข้าใจง่าย ไม่เชื่อมโยงการกระทำ เช่น การแจ้งว่า “จะมีฝนตกหนัก” ไม่ได้บอกว่า “น้ำจะท่วมระดับเอวในอีก 4 ชั่วโมง ควรอพยพไปจุดไหน” ทำให้ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร

การแจ้งเตือนต้อง ‘ชัดเจน-ปฏิบัติได้จริง’ และใช้ช่องทางที่ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงที่สุด เช่น เสียงตามสาย ซึ่งยังคงมีประสิทธิภาพสูงในระดับชุมชน

“กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือแนวคิดใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) โดยนำ ‘ตัวแปรความเสี่ยง’ หลายชนิดมาซ้อนกัน เช่น ระดับน้ำฝน แผนที่พื้นที่เสี่ยง กลุ่มประชากรเปราะบาง ความสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ บ้านเรายังทำตรงนี้น้อยมาก ทั้งที่หากเราเห็นภาพรวมเป็นชั้นข้อมูลเดียวกัน มันจะช่วยให้ระบุพื้นที่วิกฤตล่วงหน้าได้แม่นขึ้น”

ป้องกัน คุ้มกว่าเยียวยา 7 เท่า
เล่าปัญหาท้าทาย ในยุคโซเชียล

จุดที่ ผศ.ดร.บัณฑูรต้องขอย้ำ คือข้อมูลถูกกลบด้วยภาพปลอม คลิปเก่า หรือข้อมูลที่ AI ทำ ทำให้ข้อมูลที่ควรได้รับการเตือนเร่งด่วนกลับถูกกลืนหายไป

บางกรณี “ได้รับการช่วยเหลือไปแล้ว แต่ไม่ถูกอัพเดต”

ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและลดประสิทธิภาพของระบบสื่อสารภัยพิบัติ

ผศ.ดร.บัณฑูรมองว่าการลงทุนด้านป้องกัน มีความคุ้มค่าสูงกว่าเยียวยา ประมาณ 7 เท่า แต่ประเทศไทยยังไม่คุ้นชินคัลเจอร์การเตรียมพร้อมภัยพิบัติ ไม่เหมือนบางประเทศที่ผู้คนฝึกซ้อมเป็นเรื่องปกติ

“ประชาชนที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักเพิกเฉยต่อประกาศเตือนภัย นั่นทำให้เราต้องหาวิธีระบุตัวกลุ่มเสี่ยงให้แม่นยำที่สุด เพื่อส่งข้อมูลให้ถูกคน ถูกเวลา และนำไปปฏิบัติได้จริง”

กระชับ ชัดเจน เป็นเอกภาพ
บทเรียนแจ้งเตือน น้ำท่วมใต้

“ในมุมมองคนทำงานทางด้านวารสาร มีการโฟกัสไปที่สื่อเป็นส่วนใหญ่ วิธีการออกแบบการสื่อสาร ในช่วงภัยพิบัติการสื่อสารผ่านสื่อ บางอย่างอาจจะลดลงไป แต่ไม่อยากให้มันหายไป”

ผศ.ดร.บัณฑูรเน้นย้ำอีกเสียงถึงการสื่อสารผ่านสื่อ

พร้อมยกตัวอย่าง การใช้รูปภาพกราฟิก ที่ทำให้เกิดความเศร้า หวาดกลัว และหดหู่ลงไปกว่าเดิม

ส่วนประชาชนด้วยกัน ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของเหยื่อในอัลกอริทึม ช่วยกันตรวจสอบ แชร์ข้อมูล อาจจะช่วยทำให้แพลตฟอร์มเกิดการเรียนรู้ และลดการฟีดข้อมูลเท็จได้

เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ทวิดาทิ้งท้ายว่า สื่อ คือผู้รวบรวมความต้องการบางอย่างของประชาชนไว้

ในพื้นที่ท้องถิ่นมีข้อมูลการทำงานของอาสาสมัคร มูลนิธิ มหาวิทยาลัยที่ผันตัวมาเป็นศูนย์อพยพ และประชาชนด้วยกันเอง เมื่อทุกคนรับรู้ความต้องการของประชาชน แล้วสื่อที่เป็นศูนย์กลาง จะสามารถสื่อสารไปให้ถึงเป้าหมาย และทันท่วงทีได้อย่างไร

“อย่างเมื่อน้ำลด ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ทำความสะอาดบ้าน อาหาร รักษาพยาบาล เรื่องแบบนี้ต้องมีการถูกสื่อสารไปอย่างเป็นระบบ” รองผู้ว่าฯทิ้งท้ายถึงบทเรียนที่ต้องร่วมมืออย่างเป็นองคาพยพ

ในท้ายที่สุด ประเทศไทยต้องมีระบบเตือนภัยที่กระชับ ชัดเจน และเป็นเอกภาพ เป็นคำถามที่ต้องถูกตอบอย่างเป็นระบบ

เพราะการเตือนภัยที่เข้าถึงทุกคน คือสิทธิขั้นพื้นฐาน และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเผชิญกับภัยพิบัติใดก็ตาม

ทีมข่าวเฉพาะกิจ