ทันทีที่ก้านธูปถูกจุดขึ้นจนเป็นควันสี แปรงก็ถูกสะบัดเบาๆ จนแก้มมีสีแดงอ่อน ในขณะที่นั่งบนรถม้า คิ้วก็ถูกระบายอย่างประณีตด้วยพู่กันหัวตัด ปากก็ถูกแต้มไปด้วยสีแดงสด ตามด้วยฝุ่นสีขาวในกระปุกไม้ที่ถูกแกะสลัก จวบจนหมดก้าน
ธูป ใบหน้าที่มีสีเข้ม คิ้วที่หนาเกินไป ตลอดจนใบหน้าที่หยาบกระด้าง ไม่สะอาดและไม่บริสุทธิ์ ถูกวัดและประเมินเป็นตัวเลขอย่างละเอียดเพื่อคัดเข้าฝ่ายประทินโฉมแห่งเมืองตงหลี
ทั้งหมดนี้คือภาพบรรยากาศของการประทินโฉมในซีรีส์จีนเรื่องบล็อกเกอร์สาวทะลุมิติ (Sassy Beauty) ที่อาจทำให้ใครหลายคนใคร่สงสัยในการประทินโฉมของหญิงสาวว่าเป็นเฉกเช่นซีรีส์หรือไม่
แน่นอนว่าสตรีทุกคนย่อมปรารถนาให้ใบหน้าของตนมีความงามหมดจด มีเสน่ห์รัดรึงใจแก่ผู้พบเห็น ความงามบนใบหน้านี้จึงเป็นจุดใหญ่จุดหนึ่งที่ควรเรียนรู้วิธีการเสริมความงามและบำรุงรักษาผิวหน้าตลอดจนผิวกาย ดังสำนวนที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”

ในสังคมไทย มาตรฐานความงามไม่ได้มีเพียงแค่เฉดเดียว แต่มีหลากหลายเฉดเหมือนสีลิปสติก หากมองย้อนดูการศึกษาประวัติศาสตร์ความงามในสังคมไทย งานวิชาการส่วนใหญ่ล้วนศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานความงาม หรือวาทกรรมความงามที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา และรับรู้ว่ามาตรฐานความงามที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นย่อมส่งผลให้ได้มาซึ่งอำนาจบางอย่างในทางสังคม เช่น ความรัก การยอมรับสถานะทางสังคม หน้าที่การงาน ฯลฯ
‘ประวัติศาสตร์ที่เราสวย’ ผลงาน ญาณี กลิ่นเมือง จะช่วยเปิดเผยมุมมองใหม่ๆ ในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับมาตรฐานความงามในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางในสังคมไทยและสะท้อนให้เห็นความหมายของความงามในแต่ละช่วงเวลา
ความสวยแห่งยุคสมัย โยง ‘สุขอนามัย’ การ ‘ปรุงยา’ รากฐานสู่ ‘เครื่องสำอาง’
ถึงแม้ว่าโลกสมัยใหม่จะมีแฟชั่นมโหฬาร ซึ่งวิวัฒนาการก้าวหน้าตลอดเวลาก็ตาม แต่การเสริมสร้างความงามหรือการใช้เครื่องสำอางยังคงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนที่ไม่เคยหายไปจากสังคมไทย โดยการเสริมสร้างความงามด้วยเครื่องสำอางนั้นไม่ได้จำกัดเพียงแค่การแต่งหน้าอย่างเดียว หากแต่ครอบคลุมไปถึงการดูแลรักษาความสะอาดและการบำรุงผิวให้สวยอย่างพิสมัยจากภายในสู่ภายนอก
กระนั้น การปรากฏเครื่องสำอางที่หลากหลายประเภทจนส่งผลให้สังคมไทยมีมาตรฐานความงามที่หลากหลายมากขึ้นนั้น เป็นผลมาจากองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป
องค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางนับตั้งแต่ยุคจารีตจนถึงปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเผยให้เห็นความหมายของความงามผ่านองค์ความรู้ต่างๆ อย่างเช่นกฎหมาย อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังช่วยเผยให้เห็นเรื่องราวและค่านิยมทางสังคมตลอดจนความคิดของผู้คนที่มีต่อเครื่องสำอางในสังคมไทย รวมถึงการเรียนการสอนของนักเรียนแพทย์ปรุงยาอันเป็นรากฐานขององค์ความรู้ในการผลิตเครื่องสำอาง
หนังสือเล่มนี้ปรับปรุงมาจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร เรื่อง “จากเครื่องสำอางสู่เวชสำอาง: โบราณคดีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในประเทศไทย” โดยมีเนื้อหาบางส่วนที่เขียนเพิ่มเติมอันแตกต่างจากวิทยานิพนธ์เล็กน้อย
ญาณี ผู้เขียน มองว่าประวัติศาสตร์ความงามในสังคมไทยควรศึกษาผ่านองค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การใช้กรอบทางด้านสื่อ เศรษฐกิจ การเมือง และศาสนา ตลอดจนการอธิบายเชิงเปรียบเทียบที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความงาม หากแต่ควรใช้กรอบความรู้อธิบายให้เห็นถึงความหมายของความงามที่เปลี่ยนแปลงไป อันจะทำให้เห็นการประกอบสร้างของความงามในแต่ละช่วงเวลา
ฉะนั้น การใช้กรอบความรู้เพื่ออธิบายประวัติศาสตร์ความงามในสังคมไทยจะช่วยขยายให้เห็นโครงสร้างของมาตรฐานความงามและเติมเต็มการรับรู้สถานะขององค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางในสังคมไทยว่ามีพัฒนาการอย่างไร โดยเฉพาะความรู้ทางด้านเภสัชศาสตร์และเครื่องสำอาง ตลอดจนทำให้เห็นว่า ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญอันส่งผลให้ความหมายของความงามเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา
ความเชื่อ กฎหมาย การศึกษา พัฒนาการ ‘ความรู้’ ปัจจัยสำคัญ เปลี่ยนนิยาม ‘ความงาม’
หนังสือ ‘ประวัติศาสตร์ที่เราสวย’ ฉายภาพความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางในสังคมไทย โดยสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของความรู้ที่เป็นปัจจัยสำคัญอันส่งผลให้ความหมายของความงามเปลี่ยนแปลงไปในช่วง พ.ศ.2506-2548
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เห็นการเปลี่ยนผ่านของความรู้อย่างชัดเจน ทั้งการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและประเภทเวชสำอางในคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในแต่ละช่วงเวลานั้นประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางที่มีอิสระต่อกัน จนประกอบสร้างกลายเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการยอมรับในทางสังคม รวมถึงมีการหมุนเวียนขององค์ความรู้ หรือมีการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางกลับมาใช้ใหม่ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในด้านความเชื่อ กฎหมาย การศึกษา เป็นต้น
อีกทั้งยังทำให้เห็นความคิดของผู้คนที่มีต่อเครื่องสำอางและบรรยากาศการเรียนการสอนเกี่ยวกับเครื่องสำอางในอดีต
ปักหมุด ‘กรุงศรี’ สู่ 2548 ค่านิยมยุคจารีต มาตรฐานสยาม จากเอกสาร-วรรณกรรม
หนังสือเล่มนี้ ปักหมุดเริ่มต้นตั้งแต่มาตรฐานความงามในสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นต้นมา เพื่อให้เห็นการเสริมสร้างความงามด้วยพืชพรรณสมุนไพรต่างๆ ผ่านองค์ความรู้ที่เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งในสังคมสยาม เช่น วรรณกรรม เอกสาร บันทึกของชาวต่างชาติ ฯลฯ
มาตรฐานความงามในสยามยุคนั้น ยังคงพึ่งพิงพืชพรรณสมุนไพรต่างๆ กระนั้น การมีมาตรฐานความงามแบบดังกล่าวย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความคิดของชาวต่างชาติเกี่ยวกับวิธีการเสริมสร้างความงามของผู้คนในสังคมสยาม
ความเชื่อเรื่องความงามสมัยอยุธยา การเสริมสร้างความงามของผู้คนในสมัยอยุธยาคงหนีไม่พ้นการใช้พืชพรรณสมุนไพรต่างๆ ในการประทินโฉม เพื่อเสริมสร้างความงามให้แก่ใบหน้าและร่างกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านวรรณกรรมว่าทั้งหญิงสาวและชายหนุ่มมีผิวเหลืองด้วยการนำขมิ้นมาขัดและทาผิว
ดังความใน “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ที่ว่า
“ลางนางอาบน้ำท่า ทาขมิ้นเหลืองพึงชม”
รวมถึงเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่กล่าวถึงหญิงสาวสามัญชนอย่างนางพิมพิลาไลยยามแต่งตัวไปงานเทศน์มหาชาติและเสริมความงามด้วยขมิ้น ดังความว่า
“จึงเอาขมิ้นมารินทา ลูบทั่วกายาขมีขมัน”
กล่าวได้ว่า ความงามในเรื่องการมีผิวเหลืองพบได้ทั้งหญิงสาวสามัญชนและหญิงสาวชาววัง
อย่างไรก็ตาม ความงามในสมัยอยุธยาไม่ได้มีค่านิยมความงามเพียงแค่การใช้ขมิ้นขัดผิวอย่างเดียว หากแต่มีการใช้ดินสอพองในการประทินผิวด้วยเช่นกัน
ดังสะท้อนผ่านเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ความว่า
“เอาขมิ้นถูตัวให้ทั่วดี ขี้ไคลไหลรี่สีออกมา
ผิวหนังยังเขียวเหมือนผักตบ นี่จวนจบมหาพนแล้วสิหว่า
เข้าห้องดินสอพองละลายทา ประทั่วกายาจนพุงลาย”
การใช้ดินสอพองที่ปรากฏในวรรณกรรม สอดคล้องกับหลักฐานการบันทึกของ ลา ลูแบร์
เรื่องจดหมายเหตุลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม ที่สะท้อนให้เห็นว่าชาวสยามรักความสะอาดและนิยมประแป้ง
ดังความว่า
“ชาวสยามอาบน้ำวันละ 3 หรือ 4 ครั้งและอาบบ่อยๆ ถือกันเป็นความสุภาพเรียบร้อยว่า จะมีไปเยี่ยมผู้ใดในรายที่สำคัญๆ โดยมิได้อาบน้ำชำระกายให้สะอาดหมดจดเสียก่อน และในกรณีเช่นนี้เขาจะประแป้งให้ขาวพร้อยที่ยอดอกเพื่อแสดงให้เห็นว่าได้อาบน้ำมาแล้ว”
ส่วนค่านิยมในเรื่องของการเสริมแต่งใบหน้าในสมัยอยุธยาพบว่ายังคงเป็นการผูกขาดในพิธีกรรมของชนชั้นนำสยามที่มีค่านิยม “ทาหน้าขาว” กล่าวคือ ในพิธีถวายตัวของนางสนมหรือนางในนั้น ผู้ถวายตัวจะต้องทาหน้า ทาตัวให้มีสีขาว รวมถึงมีผิวขาวนวล คิ้วโก่งดั่งคันศร
ปากแดงดั่งสีชาด
ดังนั้น เหล่าสตรีและนางในที่ถวายตัวจะต้องแต่งหน้าให้งามตามลักษณะที่กล่าวมา เนื่องจากเปรียบเสมือนนางเทพธิดาหรือนางสวรรค์ที่เหมาะสมกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นดั่งองค์สมมุติเทพตามคติความเชื่ออันสืบทอดมาอย่างยาวนาน
ทั้งนี้ การทาหน้าและตัวสีขาวคงมีเหตุผลเพื่อให้ผู้คนมองเห็นผู้หญิงที่จะถวายตัวได้ในยามค่ำคืน เนื่องจากสมัยก่อนมีเพียงเทียนไขในการเพิ่มแสงสว่าง
นอกจากนี้ การเสริมสร้างความงามในสมัยอยุธยายังคงเป็นเรื่องการจัดการร่างกายของหญิงสาวชาววังที่จะต้องดูแลผิวพรรณและร่างกายของตนเองให้งามทุกสัดส่วน เช่น หน้าผากจะต้องผ่องและมีลักษณะราบ คิ้วต้องสีดำโก่งเหมือนคันศร ตาคม ขนตาแลดูสวย รวมไปถึงจมูกต้องโด่งเหมือนตะขอ
ดังปรากฏผ่าน “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ความว่า
“พิศงามตามนะลาต สายสุดสวาทผาดผายขึง
ราบผ่องดวงพอพึง ฤๅดีกลุ้มคลุ้มดวงแด
พิศพรรณนะลาตเจ้า ใครถึง
สุดสวาทผาดผายขึง อ่าหน้า
ราบผ่องดวงพอพึง ใจโลก
ยวลฤดีในหล้า คลั่งคลุ้มใฝ่ฝัน ฯ”
และ
“ชมขนงก่งเกาทัณฑ์ ดำเป็นมันมันกันเฉิดปลาย
เป็นระเบียบเรียบรอยราย ชายชำเลืองเยื้องยวลงาม
ภมูธนูหน่วงน้าว เหมือนหมาย
ดำมีมันกั้นปลาย เฉิดช้อย
โอฐงามยามยั่วยิ้ม แดงสอง
แฉล้มคางปรางเปรียบทอง ก่องแก้ม
ผิวพรรณสุวรรณปอง เทียบทาบ
นิ่มเนื้อเมื่อสรวลแย้ม ยิ่งเย้าใจชาย ฯ”
นอกจากการที่มีค่านิยมความงามในเรื่องของหน้าผาก ปาก จมูก ตา และคิ้วแล้วยังพบอีกว่า ค่านิยมความงามของผู้หญิงในสมัยอยุธยานั้นจะต้องจัดการร่างกายของตนเองให้งามทุกสัดส่วนด้วยเช่นกัน อันสะท้อนผ่าน “กาพย์ห่อโคลงนิราศ ธารโศก” เช่น ใบหูจะต้องงามเหมือนกลีบบัว หน้าผ่องเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงที่แย้มออกจากเมฆ คอจะต้องมีลักษณะเป็นปล้อง คอยาวเหมือนกับหงส์ บ่าจะต้องงาม หน้าอกต้องแบนราบเหมือนกระดานทอง พร้อมกับมีนมที่งามเหมือนดอกบัวบงกช
นอกจากนี้ยังมีการบรรยายความงามของแขนว่าจะต้องมีแขนกลมเหมือนงวงช้างเอราวัณของพระอินทร์ นิ้วมีความเรียวเหมือนฟั่นเทียน
ประกอบกับการบรรยายความงามของผู้คนในส่วนช่วงล่างตั้งแต่เอวลงไป โดยจะต้องมีรูปร่างบาง อ้อนแอ้น ท้องแบนราบ ขาจะต้องเรียวเหมือนต้นกล้วยและเท้าจะต้องเล็กมีความกลม
อย่างไรก็ตาม ความงามดังกล่าวยังคงเป็นมาตรฐานความงามในราชสำนักที่สะท้อนให้เห็นผ่านบทกลอน และล้วนเป็นการเปรียบเทียบความงามของผู้หญิงที่ผูกขาดไว้กับความเป็นธรรมชาติ เช่น ดอกบัวบงกช ต้นกล้วย กลีบบัว และพระจันทร์
รวมถึงสิ่งของและสัตว์อื่นๆ เช่น ฟั่นเทียน คันศร ตะขอ และหงส์ อันเป็นการบ่งบอกความงามโดยเปรียบเทียบกับสีที่เห็นจากธรรมชาติ ตลอดจนลักษณะรูปร่างของสัตว์และสิ่งของต่างๆ
ความงามของหญิงสาวในสมัยอยุธยายังปรากฏว่ามีการใช้พืชพรรณสมุนไพรอันเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติเพื่อเสริมความงาม อย่างเช่นความงามของฟัน ดังปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการทำให้ฟันมีสีดำด้วยมะนาวและกะลามะพร้าวในพิธีการย้อมสีฟัน ผ่านการบันทึกของนิโกลาส์ แชร์แวส (Nicolas Gervaise) ความว่า
สิ่งที่ผู้หญิงสยามไม่อาจทนดูพวกเราได้ก็คือตรงที่พวกเรามีฟันขาว เพราะพวกนางเชื่อกันว่าพวกภูตผีปีศาจเท่านั้นที่มีฟันขาว และเป็นที่น่าอับอายที่มนุษย์เราจะมีฟันสีขาวเหมือนอย่างสัตว์เดียรัจฉาน
ฉะนั้นพอหญิงชายมีอายุได้สัก 14-15 ปีก็เริ่มทำให้ฟันดำและเป็นเงาโดยวิธีการดังนี้
เมื่อเลือกบุคคลที่จะประกอบพิธีนี้ได้แล้วเขาก็จะให้นอนหงายเอาหลังลงพื้น และให้นอนอยู่เช่นนี้ 3 วัน ตลอดเวลาที่พิธีการดำเนินอยู่
ชั้นแรกชำระล้างฟันด้วยน้ำมะนาวแล้วใช้น้ำยาชนิดหนึ่งถูขัดจนกระทั่งมีสีแดง ครั้นแล้วใช้ผงกะลามะพร้าวเผาไหม้ขัดทับจนเป็นสีดำ…
ร่วมสะบัดแปรง และสำรวจความงามตามยุคสมัยแบบเต็มๆ ได้แล้ววันนี้

ประวัติศาสตร์ที่เราสวย
โดย ญาณี กลิ่นเมือง
เปิดประตูสู่ประวัติศาสตร์ใกล้ตัวผ่าน “เครื่องสำอาง” วัตถุที่ผู้คนใช้กำหนดความหมายของคำว่า “ความงาม” ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและบริบทของความรู้ การศึกษาด้านเครื่องสำอางระหว่าง พ.ศ.2506-2548 เผยให้เห็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านอย่างเด่นชัด ทั้งในระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและเวชสำอางในคณะเภสัชศาสตร์ องค์ความรู้เหล่านี้ค่อยๆ หลอมรวมจนได้รับการยอมรับในสังคม สะท้อนค่านิยม แนวคิดของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา และพัฒนาต่อเนื่องจนขยายสู่ความงามระดับเซลล์ผิวหนัง เพื่อตอบโจทย์การแสวงหา “ความสวยแบบยั่งยืน”

ในเล่มประกอบด้วย 5 บท 280 หน้า สอดแทรกภาพประกอบทั้งเล่ม ดังนี้
บทที่ 1 บทนำ
บทที่ 2 ความลับนางฟ้า นางสวรรค์: ผิวเหลืองด้วยสมุนไพร ความงามแบบไทยในยุคจารีต
เมื่อมาตรฐานความงามในยุคจารีตจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยึดโยงกับพืชพรรณสมุนไพรหลากชนิด ภาพของความงามจึงปรากฏผ่านทั้งวรรณกรรมและบันทึกของชาวต่างชาติ ไม่เพียงบอกเล่าวิธีการเสริมความงามของผู้คนในสังคมสยาม ทว่าสะท้อนมุมมองของชาวต่างชาติที่มีต่อความงามเหล่านี้ด้วย
บทที่ 3 การศึกษาแพทย์ปรุงยาสู่การพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเครื่องสำอางในไทยก่อนยุคพัฒนา
พัฒนาการขององค์ความรู้ในสถาบันการศึกษาด้านแพทย์ปรุงยา และการปรับปรุงระบบการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนแพทย์ปรุงยา สะท้อนให้เห็นความสำคัญที่แต่ละยุคสมัยให้กับการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
บทที่ 4 การพัฒนากับยุควิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง
การควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัยของการผลิตเครื่องสำอาง ภายใต้กฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงแนวคิดเรื่องความงามอย่างยั่งยืนในระดับเซลล์ผิว ล้วนมุ่งหมายให้ความงามก่อเกิดจากภายในและฉายออกสู่ภายนอกอย่างแท้จริง
บทที่ 5 บทสรุป
ติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่
Line : @matichonbook
Youtube : @MatichonBooks
Tiktok : @matichonbook
Twitter : @matichonbooks
Instagram : matichonbook
โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360

