หน้าแรก ประชาชื่น จากกระดานดำสู...

จากกระดานดำสู่ดิจิทัล ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ รศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ ชนหมัดกทม.xกูเกิล พลิกโฉมห้องเรียนไทย

14.12.25 | 11:43 น.

จากกระดานดำสู่ดิจิทัล
ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์
รศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ
ชนหมัดกทม.xกูเกิล พลิกโฉมห้องเรียนไทย

ในวันที่โลกหมุนด้วยดิจิทัลและเด็กทุกคนถือสมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะที่สามสิบสาม การศึกษาไทยยิ่งต้องเร่งก้าวให้ทันยุค แต่การยกระบบสู่ห้องเรียนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่ทดลองผิด-ลองถูกได้ ทุกช่วงวัยมี ‘เวลาเรียนรู้’ ที่สูญเสียไม่ได้ การพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลจึงต้องเดินหน้าอย่างรอบคอบ และเป็นระบบ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ด้วยเหตุนี้เอง จึงนำไปสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กรุงเทพมหานคร และ Google for Education เปิดตัวโครงการ ‘Digital Classroom for Learning’ พร้อมส่งมอบ Chromebooks ล็อตใหญ่ให้โรงเรียนราชบพิธ เขตพระนคร ไปหมาดๆ เพื่อผลักดันห้องเรียนไทยแบบ Next Level

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดโครงการ โดยย้ำชัดว่าสำหรับ กทม. การศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งดิจิทัลเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯกทม.ยอมรับว่าแม้การปรับตัวให้เข้ากับการเรียนแบบดิจิทัลจะเปลี่ยนได้ แต่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องค่อยๆ ปรับกันไป เพราะเด็กไม่ใช่หนูทดลอง การพัฒนาอย่างรอบคอบและเป็นระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“วันนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งที่แสดงถึงความสำเร็จ ผมว่าหัวใจของดิจิทัล ข้อดีคืออาจจะมีคนใช้ต้นแบบไม่กี่โรงเรียน แต่ถ้าเราปรู๊ฟ (พิสูจน์) แล้ว จะสเกลได้ง่าย เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราเดินทางมา น่าจะมาถูกทางแล้ว ขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้วันนี้เป็นความสำเร็จ และขอบคุณทางกูเกิล (Google) ที่ช่วยสนับสนุนมาโดยตลอด หวังว่าความร่วมมือยังคงยั่งยืนต่อไป” ชัชชาติกล่าว

Advertisement

ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. อยากทำให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตัวเอง ไม่ใช่ของครู เราต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าอยากจะโตขึ้นไปเป็นแบบที่อยากจะเป็น และหนึ่งในสิ่งที่ทดลองแล้ว คือ การเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องเรียน

ย้อนกลับไปในก้าวสำคัญ เมื่อ พ.ศ.2565 กรุงเทพมหานครเริ่มการทดลองจาก 1 ห้องเรียน ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ โดยเลือกนักเรียนห้องธรรมดาทั่วไป โดยมีอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาช่วยให้ความรู้ในด้านการใช้เครื่องมือเทคโนโลยี

ผลลัพธ์ใน 1 เทอม ปรากฏว่าเด็กมีคะแนนที่ดีขึ้น ในเชิงพฤติกรรมมีความกระตือรือร้น อยากจะมาเรียนร่วมกับเพื่อน ส่วนเด็กที่เคยเป็นผู้รับความรู้อย่างเดียว ก็เปลี่ยนมาเป็นผู้สอนให้กับเพื่อนๆ ช่วยกันทำงานเป็นกลุ่ม รวมถึงการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ ทำให้ครูกระตือรือร้นเพิ่มขึ้นด้วย

ต่อมาระหว่าง พ.ศ.2566-2567 กทม.ตั้งใจขยายโอกาสต่อไป แต่ขาดงบประมาณจึงเริ่มขอรับบริจาคคอมพิวเตอร์จากเอกชนหรือคนที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ แต่ได้มาเพียง 1,300 เครื่อง จากเป้าหมาย 130,000 เครื่อง เพราะบริษัทส่วนใหญ่ใช้วิธีการเช่าคอมพิวเตอร์ ระหว่างนั้นมีการพัฒนาคุณครูร่วมกับ ‘กูเกิล’ และบูรณาการการเรียนการสอน ใช้ Google Classroom โดยมีคุณครูที่ได้รับการเทรนทั้งหมด 620 คน จาก 111 โรงเรียน

กระทั่งปี 2568 เป็นครั้งแรกที่มีโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ กทม.ตั้งเป้าหมายขยายให้ได้ 1,400 คน และปีหน้า 2569 ตั้งเป้าถึง 14,000 คน โดยคาดหวังให้ครูใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนได้

แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติไม่สามารถสร้างครูทีละคน ต้องมี ‘โค้ช’ ที่อยู่ประจำโรงเรียน โดยผ่านการคัดเลือกมา 120 คน

ผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็น ‘โค้ชของโค้ช’ คือ ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ และ รศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องขอพูดคุยถึงห้วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะเดินทางมาถึงวันนี้ที่ห้องเรียนซึ่งเด็กได้ทดลองจริง คิดจริง สร้างสรรค์จริง กำลังเกิดขึ้นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการนำร่อง Chromebooks พิสูจน์ว่าเทคโนโลยีเมื่ออยู่ในมือครูที่พร้อม จะสามารถเปลี่ยนห้องเรียนธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้แห่งอนาคตได้จริง

ภาพฝัน นักวิชาการศึกษา
อยากเห็นคอมพ์พกพา ‘ถูกบูรณาการทุกกลุ่มสาระ’

ศ.ดร.จินตวีร์ ย้อนเล่าถึงเส้นทางงานวิจัยร่วมกับ กทม.ว่า ได้รับการติดต่อมาจากทางกรุงเทพมหานครและกูเกิล ในฐานะนักวิชาการคนหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีการศึกษา ภาพฝันอย่างหนึ่งของนักวิชาการด้านการศึกษาอย่างหนึ่ง คือ เราอยากเห็นภาพที่คอมพิวเตอร์พกพาไม่ได้ถูกใช้เฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ แต่ถูกบูรณาการไปทุกกลุ่มสาระ

“กลไกในการขับเคลื่อนให้ความฝันนี้เป็นจริง มี 3 กลไกหลักด้วยกัน กลไกที่ 1 คือ มีในเรื่องของระบบนิเวศการเรียนรู้ออนไลน์ที่ยั่งยืนและขยายผลได้ ผ่านการใช้โซลูชั่นของ Google คือ Chromebooks และ Google Workspace for Education กลไกที่ 2 เรามองภาพของการที่เราต้องอัพสกิลคุณครู ฉะนั้นก็จะผ่านการพัฒนาทางวิชาชีพ คือการฝึกอบรมและการโค้ช การโค้ชในที่นี้คือทั้งในส่วนของศาสตร์การสอนและเทคโนโลยีที่มีการบูรณาการเอาเทคโนโลยีมาใช้ในศาสตร์การสอนต่างๆ และกลไกที่ 3 ที่สำคัญที่สุด คือ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ที่เราเชื่อว่าด้วยประสบการณ์การใช้เครื่องมือคอมพิวเตอร์พกพาบวกกับศาสตร์การสอนเชิงรุก จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายและยั่งยืน

จากที่ได้ร่วมมือกับคุณครู เริ่มตั้งแต่ 1 โรงเรียน ขยายผลไปยัง 9 โรงเรียน และ 400 กว่าโรงเรียนในปัจจุบัน ทำให้เห็นศักยภาพของคุณครู ในการที่พยายามที่จะมุ่งมั่นและเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในแต่ละกลุ่มสาระวิชา เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คุณครูก็มองภาพของการใช้ห้องเรียน Simulation Lab ที่แต่ก่อนอาจจะเป็นเรื่องไกลตัว แต่พอเรามีคอมพิวเตอร์พกพาอยู่ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ คุณครูสามารถที่จะใช้สื่อการสอนต่างๆ เหล่านี้ให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้ สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็สามารถเกิดขึ้นได้ในห้องเรียน” ศ.ดร.จินตวีร์กล่าว

จากซ้าย รศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ, Stuart Miller, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์และ ศานนท์ หวังสร้างบุญ

81% ยัน โซลูชั่น ‘กูเกิล’ ช่วยเซฟเวลา โคลนนิ่งได้
ยกระดับ ‘วิธีคิด วิธีสอน วิธีเรียนรู้’

รศ.ดร.ประกอบ เผยว่า จากการศึกษาคุณครูทั้งหมด 620 คน การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้เชิงรุก 81% ของคุณครู เห็นว่าโซลูชั่นของ Google ช่วยประหยัดเวลา และในความเป็นจริงแล้ว ถ้าถูกใช้ในระยะยาวจะยิ่งประหยัดเวลามากขึ้น เพราะ Google Classroom โคลนนิ่งได้

“ถ้าคุณครูออกแบบการเรียนการสอนไว้ในเทอมนี้ ปีการศึกษาถัดไปถ้าสอนในวิชาเดิม จะโคลนนิ่งไปใช้แล้วปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย เขาทำงานอีกเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในระยะยาวจะยิ่งประหยัดเวลามากขึ้น

จากการประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ เราไม่ได้พูดเรื่องเนื้อหาอีกต่อไปแล้ว ตามที่ท่านรองศานนท์ได้นำเสนอ จะเห็นว่าผลการเรียนในลักษณะของตัวชี้วัดทางการศึกษาดีขึ้น แต่เราวัดมากกว่านั้น เราวัดทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนยุคใหม่ ประกอบไปด้วยเรื่องของการคิดวิจารณญาณและการแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และความฉลาดรู้ด้านไอซีที พบว่า ในการวัด 3 ครั้ง ช่วงเวลาที่เท่าๆ กัน จะเห็นว่ากราฟดีขึ้น

นอกจากนี้ เราศึกษาทัศนคติของผู้เรียน ผู้เรียนบอกว่านักเรียนนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มากขึ้น เพราะเกิดจากครู ครูออกแบบห้องเรียนดิจิทัล เด็กก็ได้ทำกิจกรรมที่ศึกษา เรียนรู้ ลงมือทำ คิดสร้างสรรค์ผลงาน นักเรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อเทคโนโลยี ที่สำคัญ ครูให้ผลป้อนกลับที่มีความหมายมากขึ้น” รศ.ดร.ประกอบเผย

จากข้อมูลเชิงวิจัยและผลลัพธ์จากการปฏิบัติจริง ตอกย้ำว่า การนำ Chromebooks และโซลูชั่นของ Google มาใช้ในโรงเรียนกรุงเทพมหานคร ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มเครื่องมือดิจิทัลให้ห้องเรียน แต่คือการยกระดับ ‘วิธีคิด วิธีสอน และวิธีเรียนรู้’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของครูที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผู้เรียนที่มีทักษะศตวรรษที่ 21 อย่างรอบด้าน

จับตาอีก 5 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยนการเรียนการสอน
Gemini for Education พลิกการศึกษา เอไอ เสริมศักยภาพเจนใหม่

ว่าแล้วมาฟังฝั่ง ‘กูเกิล’ ที่รองผู้ว่าฯศานนท์ย้ำว่า ไม่เคยให้เงินกูเกิลเลยสักบาท แต่กูเกิลมาช่วยตลอด อย่างที่ท่านผู้ว่าฯชัชชาติบอกว่า เรายืนบนไหล่ยักษ์ ไม่ต้องคิดอะไรใหม่ แต่ไปเรียนรู้จากคนที่เก่งแล้วมาพัฒนา กทม.

โดยนอกจากการพัฒนาการเรียนการสอนแล้ว โรงเรียนลำสาลี (ราษฎ์บำรุง) เขตบางกะปิ สามารถลดภาระกระดาษ จาก 2000 กว่าแผ่น เหลือ 3 แผ่น ซึ่งเป็นการลดภาระงานครูอย่างมหาศาล จากการพรินต์แผนการสอนในจำนวนมากเปลี่ยนเป็นการสแกนเอกสารและให้ผู้อำนวยการเข้าไปตรวจได้เลย ข้อดีคือไม่ได้ตรวจแค่แผน แต่มันคือการตรวจระหว่างต้นทางและปลายทางไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำได้ แต่ปัจจุบันสามารถทำได้แล้ว

Stuart Miller หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google for Education ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เผยว่า กูเกิลเป็นบริษัทแห่งการเรียนรู้ที่มีวิสัยทัศน์หลักง่ายๆ คือต้องการที่จะเรียบเรียงความรู้ทั่วโลกทั้งหมดให้เข้าถึงได้ง่าย และเป็นประโยชน์ให้กับทุกคน ทุกวันนี้ผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกใช้กูเกิลในทุกๆ วัน เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ในปี 2011 ‘กูเกิล ฟอร์ เอ็ดดูเคชั่น’ เป็นพันธมิตรกับนักการศึกษาและรัฐบาลทั่วโลก โดยพยายามที่จะสนับสนุนเครื่องมือการศึกษา อย่าง Chromebooks, Google Classroom, Gemini ที่สร้างมาเพื่อการศึกษาโดยแท้

“รู้สึกยินดีที่จะได้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลของโรงเรียนในสังกัด กทม. ผ่าน Chromebook และ Gemini for Education เพราะการพลิกโฉมการศึกษาด้วยการช่วยให้นักเรียน และครูเข้าถึงเครื่องมือ AI ที่ล้ำสมัย จะช่วยยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนและเสริมสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นต่อไปที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติได้

ผมเห็นพลังของเทคโนโลยีในการเปลี่ยนการเรียนรู้และการสอนของครูและนักเรียน ในฐานะครู และเคยอยู่ที่ญี่ปุ่น 5 ปี ที่ตอนนี้ไปไกลแล้ว จึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะเห็นว่าหลังจากนี้ 5 ปี กรุงเทพมหานครจะเป็นอย่างไร และเทคโนโลยีในสมัยนี้ไปเร็วมาก มันจึงมีความสำคัญ เด็กๆ จึงควรจะได้ลองใช้สิ่งเหล่านี้”

นี่เสียงความเชื่อมั่นจากผู้สนับสนุนที่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาเด็กๆ ในกรุงเทพมหานครได้อย่างแน่นอน

กระดานดำ ไม่ดึงดูด ครูใกล้เกษียณ ต้องอัพสกิล

โชติภา ครุเสนีย์
ผู้อำนวยการโรงเรียนราชบพิธ

ด้าน โชติภา ครุเสนีย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชบพิธ กล่าวว่า ในฐานะของผู้อำนวยการโรงเรียน รู้สึกดีใจมาก เพราะโครงการนี้เข้ามาพัฒนาให้โรงเรียนใน กทม. ให้เป็นโรงเรียนที่ให้โอกาส เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอุปกรณ์ พอมีเครื่องมือเข้ามาซัพพอร์ตก็ทำให้เด็กได้ใช้ และเมื่อได้ใช้บ่อยๆ ก็จะทำให้เขามีทักษะ และมีสกิลที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ

“ในส่วนของการปรับตัว นักเรียนแทบจะไม่ต้องปรับเลยเพราะด้วยความที่เป็นเด็ก ธรรมชาติของเด็กเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ แต่คุณครูมีหลายเจเนอเรชั่น ถ้าคุณครูเจนใหม่ๆ ก็แทบจะไม่ต้องมีการปรับตัวอะไรเลย เพราะคุณครูเขามีสกิลมีทักษะอยู่แล้ว แต่จะมีคุณครูส่วนหนึ่งที่อาจจะถึงวัยที่ใกล้เกษียณอายุราชการแล้ว ซึ่งจะต้องปรับตัวเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ

ปกติเด็กเติบโตมากับเทคโนโลยี การที่คุณครูจะสอนกระดานดำ Talk and Talk บางครั้งไม่ได้ดึงดูดกับเด็กวัยนี้ พอคุณครูใช้เทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์ มันสามารถดึงดูดกับวัยเขาเลย

การสืบค้นต่างๆ ก็ค่อนข้างทันใจ ยกตัวอย่างเช่น คุณครูเขาสอนเรื่องนี้อยู่ เขาต้องการที่จะให้เด็กสืบค้นหาข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เด็กก็สามารถที่จะเปิดเครื่องและหาได้เลย เขาไม่ต้องรอที่จะไปหานอกเวลา เพราะฉะนั้นมันทำให้เด็กมีรีแอ๊กในการที่ส่ง สมมุติว่าครูมอบหมายงาน เด็กก็จะสามารถส่งได้ทันทีทันใด ซึ่งเด็กเขาชอบ” ผอ.โรงเรียนราชบพิธกล่าว

ป.4 ตื่นตัว Chrome book
เรียนรู้ไว แม้ยังไม่คล่อง แต่ ‘มีความสุข’

จันทรี แซมทอง ครูผู้ประสานงานโครงการห้องเรียนดิจิทัล และครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ เล่าว่า ตั้งแต่นำระบบนี้มาใช้ สิ่งแรกที่เกิดคือ เด็กๆ ให้ความสนใจมากขึ้น มีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความรับผิดชอบและอยากมาเรียนทุกวัน

สิ่งที่เห็น คือ ผลสัมฤทธิ์เขาดีขึ้น เข้าใจในการเรียนมากขึ้น พอมีกิจกรรมเขาอยากจะตอบคำถามกับเราได้ เขาก็จะกลับไปอ่านหนังสือ กลับไปทบทวน เพื่อที่จะกลับมาทำกิจกรรมกับเราให้ได้ถูกต้อง และเข้าใจมากขึ้น ทำให้เขาอยากมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น เวลาให้การบ้านก็มีให้ผ่านระบบด้วยและมีในสมุดด้วย เพราะว่าเขาเป็นชั้น ป.4 ซึ่งยังไม่ค่อยคล่องกับการใช้ Chromebooks และเป็นเทอมแรกที่ได้ใช้เพราะเครื่องเพิ่งมา แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ เขามีความสุขกับการเรียน

“ในส่วนของผู้สอน แรกๆ ก็ยาก แต่ด้วยความที่เราเป็นคนชอบเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว และด้วยความจำเป็นที่ต้องใช้ตอนโควิด การเรียนออนไลน์ ครูก็เลยพยายามศึกษา ซึ่งพอศึกษาเข้าไป Google มันเป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่พร้อมให้เราใช้ในทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใบงาน พาวเวอร์พอยต์ที่จะสอน หรือสื่อต่างๆ อย่างเช่นข้อสอบ Google ฟอร์ม เป็นของ Google ทั้งหมด ทำให้เราง่ายต่อการใช้งาน การพัฒนาสื่อ และใช้เวลาสั้นๆ ในการทำสื่อหรือทำงานในห้องเรียน เห็นผลในทางที่ดีขึ้น” ครูจันทรีเล่า

จากนั้นมาฟังในมุมของนักเรียนกันบ้าง สิริวุฒิ อัศวทรงศิริ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 บอกว่า ตนเรียนรู้ไวขึ้นและค้นหาสิ่งที่ไม่รู้โดยใช้ Google ค้นหาเพิ่มขึ้น

“ปกติที่มานั่งจ้องหนังสือเราก็ตาลาย แต่พอในนี้ถ้าเราจะหาคำไหนก็แค่พิมพ์ และการค้นหาก็รวดเร็วมากขึ้น สมัยก่อนเขียนก็เมื่อยมือ แต่ตอนนี้แค่พิมพ์ก็ได้เลย รู้สึกว่าชอบ รู้สึกว่าตัวเองเรียนดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกคะแนนยังน้อยแต่พอมาเรียนแบบนี้คะแนนก็ดีขึ้น คิดว่าถ้าเรียนนานต่อไปก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เรียนอยู่ 9-10 วิชา มีเรียนกับ Chromebooks บ้าง บางทีก็ยังใช้เขียนอยู่ เขียนเสร็จแล้วก็จะให้มาทำใน Chromebooks ด้วย พอเขียนเสร็จ มีความรู้แล้ว ก็มาทำแบบทดสอบใน Chromebooks ได้เลย” เด็กชายสิริวุฒิ ป.4 เล่าอย่างกระตือรือร้น

ไม่มีการลงทุนใดคุ้มค่าเท่ากับการลงทุนด้านการศึกษา โครงการดิจิทัลคลาสรูม คือเครื่องมือสู่อนาคตที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน

รัตนาพร กุลหงษ์
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล