ครั้งแรกของโลกรวมพลังนักวิชาการ
กู้วิกฤต‘พะยูน’ก่อนสูญพันธุ์
“เมืองพัทยา” กลายเป็นเวทีประวัติศาสตร์ที่นักวิชาการด้านสัตว์ทะเลหายากจากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกัน เพื่อหาคำตอบสำคัญ “จะช่วยพะยูนไม่ให้กลายเป็นเพียงตำนานได้อย่างไร?” ภายใต้การประชุมที่ชื่อว่า “Dugong Conservation : From Stranding to Captive Caring” ตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา แห่งมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ
การประชุมครั้งนี้เรียกว่าเป็นครั้งแรกของโลกก็ว่าได้ ที่มีผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติเกือบ 20 ประเทศเข้าร่วมหารือแนวทางอนุรักษ์พะยูน ปะการัง และสัตว์ทะเลหายาก โดยเน้นเรื่องการจัดการพะยูนที่เกยตื้นและการดูแลในที่เลี้ยงแบบปิด (อควาเรียม) ซึ่งยังไม่มีประเทศไหนทำได้สำเร็จนอกเหนือจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และที่อาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภารกิจที่ยิ่งใหญ่นี้เริ่มต้นขึ้นเป็นระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-3 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิต พัทยา จังหวัดชลบุรี
กล่าวเปิดงานโดย ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ อาจารย์และนักวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ใจความว่า เวทีนี้เป็นเวทีแรกระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเข้ามาร่วมมือกันเปิดประตูสู่การอนุรักษ์พะยูน หญ้าทะเล และสัตว์ทะเล รวมถึงงานวิจัยในการส่งเสริม ช่วยเหลือ ปกป้อง และอนุรักษ์สัตว์และพืชทะเลอย่างมีมนุษยธรรมมากขึ้น
ขณะที่ ดร.อับเดลเมนัม โมฮาเมด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม United Nations Development Programme (UNDP) และผู้ประสานงานข้อตกลงความร่วมมือดูกง (Dugong) ณ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าอพยพ เมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวถึงนโยบายและความร่วมมือในการอนุรักษ์พะยูน ว่าเป็นไปตามข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมของ UN ที่มุ่งเน้นการปกป้องสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์อย่างเข้มงวด รวมถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ตลอดพื้นที่การกระจายตัว โดยทำเป็นหนังสือบันทึกข้อตกลง (MOU) เมื่อปี 2007 โดยไม่เป็นข้อผูกมัดตามกฎหมาย มีประเทศลงนามทั้งสิ้น 27 ประเทศ จาก 46 ประเทศที่เป็นพื้นที่กระจายตัวของพะยูน
สำหรับปีนี้ จะมีการประเมินระดับนานาชาติด้านสถานะและความต้องการของพะยูน ได้แก่ ความเป็นอยู่ของพะยูนทั่วโลกที่มีความเสี่ยง จำนวนประชากรพะยูนในเกาะห่างไกลและเกาะขนาดเล็กซึ่งเสี่ยงสูญพันธุ์ ภัยคุกคามหลัก โดยเฉพาะผลจากการลากอวน และการสูญเสียแหล่งหญ้าทะเลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญและเป็นหัวใจหลัก คือ อยากให้มี “การสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค”
จากนั้นนักวิชาการจากประเทศต่างๆ ทยอยขึ้นบนเวทีทำหน้าที่ผู้บรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าประชุม เกี่ยวกับข้อมูลหลากหลายและกล่าวถึงงานที่แต่ละองค์กรได้ทำมา เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ได้แก่ ดร.ลินด์เซย์ พอร์ตเตอร์ จากโครงการวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก ฮ่องกง (SEAMAR HONG KONG), ดร.โคทาโร่ อิชิกาว่า อาจารย์และนักวิจัย จากศูนย์การศึกษาและวิจัยภาคสนาม มหาวิทยาลัยเกียวโต, ดร.โยชิโตะ วาไก ประธานบริษัทและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบะ (Toba Aquarium) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเลี้ยงพะยูนในอควาเรียมได้นานถึงเกือบ 40 ปี, ดร.โพลา อันดา มาร์รอน ที่ปรึกษาด้านการจัดการสัตว์ทะเล (MarineLife) จากเม็กซิโก, ดร.เอลส์เบิร์กเทรส์ คลาร์ก นักวิชาการจากศูนย์แสดงสัตว์ทะเลในร่มขนาดใหญ่ระดับโลก เมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อีกสถาบันหนึ่งที่เลี้ยงพะยูนในที่ปิดได้สำเร็จ
ส่วนฝ่ายไทยประกอบด้วย ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, สัตวแพทย์หญิง ปิยรัตน์ คุ้มรักษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น
ดร.ลินด์เซย์กล่าวถึงในบริบทโลกที่มีพะยูนอาศัยอยู่แบ่งกระจายออกเป็นภูมิภาคต่างๆ อาทิ ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ตอนเหนือของออสเตรเลีย ฯลฯ และว่าพะยูนเป็นหนึ่งเดียวในสัตว์ตระกูลเดียวกันที่ยังคงอยู่รอด แต่ได้รับการจัดประเภทเป็นสัตว์ที่มีความเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) พะยูนอายุยืน ใช้เวลานานในการสืบพันธุ์ เพศเมียจะมีลูกตัวแรกเมื่ออายุระหว่าง 6-17 ปี และมีระยะเวลาในการตั้งครรภ์ 12-14 เดือน มักจะมีลูกเพียงตัวเดียวต่อการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง
จำนวนประชากรพะยูนจึงไม่สามารถเพิ่มเร็วขึ้นเกินไปกว่า 5% ต่อปี และมีพื้นที่การกระจายตัวกว้างใหญ่ตามแนวชายฝั่งของ 48 ประเทศ และในภูมิภาคเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนบริเวณอินโดแปซิฟิกตะวันตก พะยูนยังเป็นสัตว์กินพืชหญ้าทะเลเป็นหลัก อาศัยอยู่ในน้ำตื้น (ประมาณ 20 เมตร)
นิสัยรักสันโดษ และอยู่เป็นคู่กับลูก มีขนาดใหญ่ ในบางพื้นที่พบว่ามีการหาอาหารกินในลักษณะรวมกลุ่มแบบหลวมๆ โดยเฉพาะในออสเตรเลีย โดยมีภัยคุกคามคือ การจับสัตว์พลอยได้ในการประมง การล่าพะยูน การชนกันของเรือ ปัญหาด้านการสืบพันธุ์และถิ่นที่อยู่อาศัยลดลงจากกรณีหญ้าทะเลลดลงจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง มลพิษ และโรคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ผลศึกษาของพะยูนในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ต้องศึกษาเฉพาะพื้นที่นั้นๆ
“ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกมีจำนวนพะยูนที่ใกล้สูญพันธุ์ สาเหตุจากการล่าพะยูนและจับสัตว์พลอยได้ ที่ทะเลบาซารูโตในประเทศโมซัมบิก เป็นสถานที่แห่งเดียวที่มีพะยูนถึง 406 ตัว สำหรับพื้นที่จิบูตี เอริเทรีย ซูดาน อียิปต์ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และเยเมน สัดส่วนจำนวนพะยูนในปัจจุบันไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการคาดการณ์ในช่วงทศวรรษที่ 1980 พบว่ามีจำนวน 4,000 ตัว จากงานวิจัยในปัจจุบันและการอนุรักษ์ มีผลทำให้จำนวนประชากรพะยูนในซาอุดีอาระเบียและอียิปต์เพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่มีข้อมูลเรื่องการกระจายตัวในพื้นที่ โดยเฉพาะตามแนวชายฝั่งตะวันตก การดำเนินงานที่สำคัญจะต้องอัพเดตและปรับปรุงการสำรวจพื้นที่หญ้าทะเลโดยใช้เทคนิคที่ทันสมัย เช่น การใช้โดรน เป็นต้น” ดร.ลินด์เซย์กล่าว
สำหรับพื้นที่ออสเตรเลีย เธอบอกว่าเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดระดับสากลสำหรับจำนวนพะยูนและหญ้าทะเล โดยมีจำนวนพะยูนถึง 166,000 ตัว รวมถึงมีที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากมีทุ่งหญ้าทะเลกว้างถึง 57,500 ตารางกิโลเมตรในน้ำตื้นบนไหล่ทวีปทางตอนเหนือของออสเตรเลีย บริเวณชาร์คเบย์ และแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่มีจำนวนลดลง เช่น พื้นที่ตามแนวชายฝั่ง สำหรับภัยคุกคามหลักของพะยูนแถบนี้ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพอากาศ เช่น ไซโคลน น้ำท่วม คลื่นความร้อน ส่งผลให้หญ้าทะเลลดลง จึงทำให้อัตราการตายของพะยูนเพิ่มขึ้น และอัตราการสืบพันธุ์ลดลง
“ออสเตรเลียเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านการวิจัยพะยูนเนื่องจากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีแนวโน้มสามารถทำงานวิจัยและพัฒนาเทคนิคการติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในอนาคตมีแผนอนุรักษ์สัตว์ป่าระดับชาติร่วมกับชนเผ่าดั้งเดิมเพื่อเป็นแนวทางในการวิจัยและติดตามพะยูนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ส่วนพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า ไทย มาเลเซีย (คาบสมุทร)
สิงคโปร์ กัมพูชา และเวียดนาม จำนวนพะยูนไม่แน่นอน อย่างไรก็ดี มีภัยคุกคามหลัก ได้แก่ การจับสัตว์น้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและความเสื่อมโทรม ซึ่งเกิดการจากใช้กฎหมายบังคับไม่เพียงพอ พะยูนในอาระเบียและเปอร์เซียมีจำนวนคงที่ โดยในอ่าวมีประมาณ 5,000 ตัว และมี 3,000 ตัวอยู่ที่บริเวณชายฝั่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นกลุ่มพะยูนที่มีความสำคัญระดับโลก ภัยคุกคามหลัก คืออ่าวบริเวณนี้มีอุณหภูมิน้ำทะเลสูงที่สุดเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” ดร.ลินด์เซย์กล่าว และให้คำแนะนำเกี่ยวกับกลยุทธ์การสำรวจให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อระบุภัยคุกคามและทบทวนความเหมาะสมของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (MPA) เทคนิคการสำรวจข้อมูลจะต้องได้รับการออกแบบให้เหมาะสมในเชิงพื้นที่และจำนวนพะยูน อีกทั้งจำเป็นต้องประสานร่วมกันระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
ด้าน ดร.ก้องเกียรติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานอนุรักษ์พะยูนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และว่าการเฝ้าระวังแบบเดิมไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะป้องกัน จึงคอยป้องกันการสูญพันธ์ุของพะยูนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะสามารถช่วยลดภัยคุกคามต่อพะยูนได้ โดยเน้นไปที่ลดการตายของหญ้าทะเล รวมถึงมลพิษจากอุตสาหกรรมการผลิตและอื่นๆ โดยผลกระทบต่อพะยูนส่งผลให้จำนวนพะยูนในอันดามันลดลง 50% การใช้อุปกรณ์ประมงไม่เหมาะสมยังคงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนพะยูนลดลง ยังมีการช่วยเหลือและอนุบาลพะยูนเพื่อป้องกันการตายเพิ่มขึ้น ท้ายสุดคือการฟื้นฟูหญ้าทะเล
“การอนุรักษ์พะยูนไม่เพียงต้องร่วมมือกันของทุกภาคส่วน แต่ยังต้องมีกลไกการทำงานที่รวดเร็ว ทันสมัย และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วย การใช้โดรนสามารถช่วยให้ติดตามวิเคราะห์การเติบโต พื้นที่ และจำนวนลูกพะยูนและพะยูนได้อย่างใกล้ชิด ทั้งยังช่วยลดงบประมาณจากการสำรวจแบบเดิมได้มากขึ้น”
นักวิชาการจากประเทศญี่ปุ่น ดร.โยชิโตะ วาไก เล่าถึงรายละเอียดของการดูแลลูกพะยูนที่ชื่อ “เซรีน่า” ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากการเกยตื้นโดยทีม “โทบะ อควาเรียม” และหน่วยงานรัฐของฟิลิปปินส์ ในน่านน้ำบริเวณเอลนิโด ตอนนั้นอายุประมาณ 6 เดือน ต้องใช้กรงไม้ไผ่ขนาดใหญ่นำมาพักไว้ที่ลากูนที่มีน้ำทะเลไหลเข้ามา โดยให้พะยูนอยู่ในกรงไม้ไผ่ หลังจากนั้นได้ขยายกรงใหญ่ขึ้นตามการเติบโตของเซรีน่าเพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างสบาย การให้อาหารระยะแรกใช้นมบรรจุขวดและสายยางที่ทำขึ้นเอง ผสมแคลเซียม ยา และยังต้องผสมยีสต์และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้ด้วย ส่วนหญ้าทะเลเป็นตระกูล Halodule pinifolia, H. univeris, Cymodocea rotundata, Halophila ovalis โดยผูกหญ้าทะเลไว้กับแผงแล้ววางไว้ใต้น้ำ
พบว่าเซรีน่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 62-68 กิโลกรัม แม้ต่อมาจะมีความพยายามในการจับคู่แต่ก็ไม่สำเร็จ ปัจจุบันมีการป้อนหญ้าทะเลให้เซรีน่าโดยการใส่กล่องแล้ววางที่ก้นตู้ แต่หญ้าเริ่มหายากขึ้น “สิ่งแวดล้อมรอบพะยูนเริ่มแย่ลงทั่วโลก โทบะพยายามจะใช้ความรู้และความเชี่ยวชาญช่วยอนุรักษ์พะยูนมากขึ้น
ปัจจุบันเซรีน่ายังคงมีชีวิตอยู่และมีอายุ 39 ปีแล้ว มีสุขภาพดี แผนต่อไปสำหรับเซรีน่า คือการเกษียณจากกิจกรรมต่างๆ” ดร.โยชิโตะ วาไก ได้ย้ำถึงสถานที่ที่พะยูนอยู่มีความสำคัญต่อการเพาะพันธุ์ของพะยูน ต้องมีความลึกและกว้างมากพอที่จะไม่ทำให้พะยูนเครียด และมีพฤติกรรมรุนแรง และหากบ่ออยู่ในบริเวณกึ่งเปิดโล่งจะดีมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพะยูนคืออาหารการกินและสุขภาพที่ดี
นอกเหนือจากนี้ ยังมีนักวิชาการคนอื่นๆ ถ่ายทอดความรู้อีกมากมาย อาทิ ดร.โพลากล่าวถึงโรคต่างๆ ที่พบในพะยูน เช่น โรคภาวะขาดน้ำ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ฯลฯ
สัตวแพทย์หญิงปิยรัตน์กล่าวถึงความสำคัญของพะยูน ถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทะเลและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และยังถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จากการสำรวจ ปี 2568 พบมีพะยูนในไทย 203 ตัว ในชายฝั่งทะเลอันดามัน 99% และฝั่งอ่าวไทยมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจน่านน้ำปีก่อนหน้า
สถานการณ์พะยูนเกยตื้นในไทย ระหว่างเดือนมกราคม 2562-พฤศจิกายน 2568 มีจำนวน 189 ตัว สาเหตุเกิดจากภัยคุกคามทางธรรมชาติมากสุด 48% นอกนั้นเป็นการล่าโดยผู้ล่าธรรมชาติ ภัยคุกคามจากมนุษย์ และโรคต่างๆ รวมถึงขาดแคลนอาหารหญ้าทะเล อย่างไรก็ดี มีการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาพะยูนเกยตื้น และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของหญ้าทะเล รวมทั้งใช้กฎหมายบังคับ
ตลอดสามวันที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากหลายทวีปที่ตั้งใจทำสิ่งเดียวกัน เสียงพูดคุย ข้อถกเถียงต่างๆ ได้หลอมรวมเป็นพลังเดียวกัน พลังที่เชื่อว่า “พะยูนยังมีอนาคต” วันนี้การประชุมอาจปิดฉากลง แต่การร่วมมือเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคสู่ระดับโลกได้เริ่มขึ้น ทุกคนเชื่อมั่นว่า
เครือข่ายความร่วมมือนี้จะพัฒนาต่อไปอย่างก้าวหน้าในเรื่ององค์ความรู้ การช่วยพะยูนเกยตื้น ไปจนถึงหัวใจสำคัญคือ การเพาะเลี้ยงในอควาเรียม แก้ปัญหาพะยูนสูญพันธุ์
กรรณิการ์ ฉิมสร้อย
ดร.เอลส์เบิร์ก เทรย์ คลาร์ก
นักวิชาการจากซีเวิลด์ อาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
@ความรู้สึกที่มีต่อการประชุมครั้งนี้ที่เมืองไทยจัดขึ้น?
นับเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ที่มีการประชุมเรื่องนี้ในไทย เพราะการฟื้นฟูพะยูนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ดังนั้น จึงต้องอาศัยคนที่มีความรู้หลากหลายมาร่วมมือกัน อาศัยผู้เชี่ยวชาญต่างๆ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดมาไว้ในที่เดียว ผมจึงรู้สึกมีกำลังใจมาก และมีความสุขที่ได้แบ่งปันกับคนอื่นๆ ดังนั้น เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงผู้คนในหลายพื้นที่เข้าด้วยกัน และสามารถขยายความร่วมมือต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อเริ่มต้นจัดตั้ง สร้างเครือข่าย หรือหน่วยงานระดับรากหญ้า รวมถึงแผนงานต่างๆ ในการช่วยเหลืออนุรักษ์พะยูนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต เราพบเห็นพะยูน
จำนวนมากในน่านน้ำประเทศไทย การทำให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การประชุมครั้งนี้จะช่วยให้เกิดความรู้ตั้งแต่ในต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาหลากหลายที่เกิดขึ้นได้ ผมเห็นหลายโครงการเป็นประโยชน์อย่างมาก
เช่น โครงการรีไซเคิลขยะพลาสติกนำมาใช้ในการช่วยเหลือสัตว์ทะเลเกยตื้น ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง เป็นแนวคิดที่ดีมากๆ และหวังว่าจะสามารถแบ่งปันแนวคิดนี้ไปทั่วโลกได้ แน่นอนว่าผมเองก็จะนำเอาแนวคิดนี้กลับไปที่สถาบัน และใช้ช่วยเหลือ ฟื้นฟู สัตว์ทะเลเกยตื้นเช่นกัน
@คิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ไทยจะเพาะพันธุ์หรือขยายพันธุ์พะยูน?
เรื่องการเพาะพันธุ์เราคงต้องค่อยๆ พูดกัน เพราะก่อนอื่นเราต้องฟื้นฟูให้ได้ก่อน ต้องทำให้มีชีวิตรอด อย่างไรก็ตาม ผมสามารถพูดได้เพียงเล็กน้อยว่ามีความ “เป็นไปได้” แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น มันเพิ่งจะเริ่มต้น เราสามารถเชื่อมต่อความรู้และแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้อยู่แล้ว ที่จริงเรื่องนี้ (การเพาะพันธุ์พะยูน) มีความพยายามมานานแล้ว แต่ยังต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไปอีก เวลานี้เราเพียงแต่มาเสริมความร่วมมือกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเท่านั้น
@มีคำแนะนำอะไรสำหรับการอนุรักษ์พะยูนของประเทศไทยไหม?
คิดว่าพวกคุณทำได้ดีอยู่แล้ว สิ่งที่พวกคุณทำอยู่ทำได้ดีมากจริงๆ สิ่งที่ผมพอจะพูดได้อย่างหนึ่ง คือความรู้ที่เรานำมารวมกัน ณ ที่นี่ สามารถพัฒนาในเชิงลึกต่อไปกับทุกฝ่าย
ทั้งบุคลากร สัตวแพทย์ นักชีววิทยา นักวิจัย ที่ทำงานด้านฟื้นฟูพะยูน นำความรู้ทั้งหมดมารวมกันแล้วผลักดันสิ่งที่ต้องการทำให้เดินหน้าในการช่วยเหลือพะยูน เพราะเป็น
สัตว์ที่ฟื้นฟูยากมาก

