หน้าแรก ประชาชื่น รอมา 9 ปี ปฐ...

รอมา 9 ปี ปฐมบท‘ประติมากรรมสำริดประโคนชัย’ ล็อตแรกคืนแผ่นดินไทย

15.12.25 | 11:47 น.

รอมา 9 ปี
ปฐมบท‘ประติมากรรมสำริดประโคนชัย’
ล็อตแรกคืนแผ่นดินไทย

เตรียมเห็นของจริงด้วยตาเนื้อเร็วๆ นี้ แบบไม่ต้องลัดฟ้าสู่สหรัฐ หลังกรมศิลป์บินไปรับมอบประติมากรรมสำริด ‘ประโคนชัย’ 4 รายการอย่างเป็นทางการคืนจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย นครซานฟรานซิสโก (Asian Art Museum of San Francisco-SFAAM) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา

ภาพและข้อมูลถูกเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กของ ‘สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส’ ซึ่งมี ดร.สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และ ต่อ ศรลัมพ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เข้าร่วมพิธีรับมอบโบราณวัตถุดังกล่าว ขณะที่กรมศิลปากรส่ง นิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นตัวแทนรับมอบจาก ดร. Soyoung Lee ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียฯ เตรียมขนส่งแลนดิ้งสู่แผ่นดินไทยภายในเดือนธันวาคมนี้

ก่อนมี ‘ข่าวแจก’ จากกระทรวงวัฒนธรรมตามมาให้ข้อมูลพื้นฐานว่า ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับรายงานจาก พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ถึงพิธีรับมอบที่ว่านี้ โดยโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการ ประกอบด้วย ประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์ 3 รายการ และพระพุทธรูป 1 รายการ อายุสมัยอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-14 หรือประมาณ 1,200-1,300 ปีมาแล้ว

ทั้งหมดมีแหล่งที่มาจากโบราณสถานในอำเภอประโคนชัย หรืออำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ในปัจจุบัน จึงมีชื่อเรียกในกลุ่มนักประวัติศาสตร์ศิลปะว่า ‘ประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย’ อยู่ในบัญชีโบราณวัตถุที่คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย มีมติให้ติดตามเมื่อปี พ.ศ.2561 และได้ส่งมอบเอกสารข้อมูลแก่สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations: HSI) ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการสืบสวน

Advertisement

กระทั่งเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา เดวิด เคลเลอร์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดี ได้แจ้งให้กรมศิลปากรทราบถึงความก้าวหน้าทางคดีว่า คณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ที่แต่งตั้งโดยเมืองซานฟรานซิสโก มีมติให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียถอดถอนรายการโบราณวัตถุทั้ง 4 รายการออกจากทะเบียนโบราณวัตถุ ก่อนที่จะร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส จัดพิธีส่งมอบโบราณวัตถุคืนแก่ประเทศไทยนั่นเอง

ย้อนไทม์ไลน์ 9 ปี กระแส ‘ทวงคืน’ จุดติด
รัฐตั้งกรรมการ เคาะเช็กลิสต์ 32 โบราณวัตถุ

ก่อนไปถึงประเด็นอื่นใด ขอรีแคปข้อมูลเบื้องต้นถึงนิยามฉบับเข้าใจง่ายว่า ประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย คือ ประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูป จากปราสาทเขาปลายบัด จังหวัดบุรีรัมย์ ถูกลักลอบขุดเมื่อราว พ.ศ.2507 ก่อนจะไปจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชื่อดังทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ประมาณการกันว่า อาจมีจำนวนถึง 300 องค์ โดยอ้างอิงจากบทความ ‘ประติมากรรมสัมฤทธิ์ประโคนชัย’ โดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ที่กล่าวถึงประติมากรรมสำริดประโคนชัยกว่า 300 องค์ ที่ถูกลักลอบขุดและส่งออกไปต่างประเทศ

กลับมาที่การได้คืนประติมากรรม 4 องค์ แน่นอนว่า แม้เดินหน้าโดยภาครัฐ แต่ความสำเร็จครั้งนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงภาคประชาชนที่จุดประเด็น โดยมีการตั้งกลุ่ม ‘สำนึก 300 องค์’ นำโดย โชติวัฒน์ รุญเจริญ เพื่อขับเคลื่อน ‘ทวงคืน’ มรดกทางวัฒนธรรมของไทยจากพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ กระทั่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาล ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่อาจปฏิเสธว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ต้องมีประชาชนอยู่ในสมการประวัติศาสตร์

ย้อนไปใน พ.ศ.2559 เกิดกระแสทวงคืนพระโพธิสัตว์สำริดอายุราว 1,300 ปี จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิแทน นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (THE MET) ที่ระบุในป้ายจัดแสดงว่ามาจาก ปราสาทปลายบัด อำเภอละหานทราย (ปัจจุบันคืออำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จ.บุรีรัมย์ ซึ่งนักวิชาการได้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับความสำคัญของพระโพธิสัตว์ให้แก่กรมศิลปากรเพื่อผลักดันการทวงคืน รวมถึงมีการทำเสื้อยืดสกรีนลายพระโพธิสัตว์แจกสำหรับผู้ร่วมสนับสนุนแนวคิด อีกทั้งชาวบุรีรัมย์บางส่วนได้ติดภาพพระโพธิสัตว์พร้อมข้อความทวงคืนหน้าที่พักและร้านค้า กระทั่งมีการเสวนาทางวิชาการจากหน่วยงานต่างๆ หลายครั้ง

โพธิสัตว์องค์นี้จัดอยู่ในศิลปะกลุ่ม ‘ประโคนชัย’ เช่นเดียวกับประติมากรรม 4 องค์ที่กำลังคืนกลับสู่ประเทศไทย

พระพุทธรูปยืน สำริด ขนาด 21.6 ซม.
พระโพธิสัตว์ สำริด ขนาด 22.9 ซม.

ทั้งหมดอยู่ในลิสต์โบราณวัตถุ 32 รายการที่รัฐบาลไทยขอเจรจาคืนจากพิพิธภัณฑ์ 7 แห่ง โดย 18 รายการเป็นประติมากรรมกลุ่ม ‘ประโคนชัย’

ถามว่า อยู่ๆ กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ต้องย้อนไปในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน เมื่อมีผู้พบว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งนำพระโพธิสัตว์สำริดจากปราสาทปลายบัด 2 ออกประมูล โดยมีผู้ซื้อไปในราคา 92,500 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปสู่การเปิดเผยโดย ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัยประจำแคโรไลนา เอเชีย เซ็นเตอร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ว่ามีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากประโคนชัยอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิแทน นิวยอร์ก ได้รับการยกย่องว่างามที่สุด มีสภาพสมบูรณ์กว่าองค์ที่ถูกบริษัทนำมาออกประมูลเสียอีก

เพียงภาพพระโพธิสัตว์ดังกล่าวถูกเผยออกมา ก็สร้างความตื่นตะลึง นำสู่ไทม์ไลน์การผลักดันทวงคืนดังที่กล่าวมาข้างต้น ปักหมุดในยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคือ วีระ โรจน์พจนรัตน์ โดยมีตัวละครสำคัญฝ่ายวิชาการ อย่าง ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่เกาะติดแบบเหนียวแน่นหนึบ ครั้นรัฐบาลบิ๊กตู่ ตั้งคณะกรรมการทวงคืนฯอย่างจริงจัง ก็ได้เข้าไปนั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ขณะที่ ดร.ดำรง ลีนานุรักษ์ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ร่วมเดินหน้าอย่างไม่ลดราวาศอก

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สำริด ขนาด 94 ซม.
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สำริด ขนาด 69.9 ซม.

รวบรวมและตีแผ่ข้อมูลย้ำชัดว่า โบราณวัตถุเหล่านั้นถูกลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรไทยอย่าง ‘ผิดกฎหมาย’ ชาวบ้านที่ลักลอบขุดได้ขายให้ผู้รับซื้อ ก่อนส่งออกต่างประเทศให้บริษัท Spink and Son ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดย ดักลาส แลชฟอร์ด (Dauglash Latchford) ก่อนไปถึงขบวนการเสนอขายระดับโลก ด้วยความร่วมมือกับ เอ็มมา ซี บังเกอร์ (Emma C. Bunker) ซึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับประติมากรรมชุดนี้และโบราณวัตถุอื่นๆ อย่างละเอียด

ลุ้นอีก 14 องค์ ดีล 6 มิวเซียม
เชื่อ ‘4 พระประโคนชัย’
เคสตัวอย่าง หวังเคลียร์คืนง่าย

ในที่สุด ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียฯมีมติถอนสถานะการครอบครองประติมากรรมประโคนชัย 4 องค์ หลังพิจารณาหลักฐานที่ เดวิด เคลเลอร์ ส่งให้ โดยยอมรับว่าโบราณวัตถุดังกล่าวถูกลักลอบนำออกไปจากประเทศไทยจริง

ดร.ดำรงมองว่า ผลพวงจากการพิจารณาคืนประติมากรรมสำริดประโคนชัยให้ไทย จากการดำเนินการของ HSI และอัยการกลางในครั้งนี้ จะมีผลดีต่อการเจรจากับต่ออีก 6 มิวเซียมที่มีรายการทวงคืนประติมากรรมสำริดประโคนชัยอีก 14 องค์ โดยเชื่อว่าจะเป็นกรณีตัวอย่างที่นำไปสู่การพร้อมใจกันคืนในเร็ววัน

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย 4 องค์เตรียมขนส่งกลับสู่แผ่นดินไทย (ภาพจาก กรมศิลปากร)

อย่างไรก็ตาม กระบวนการกว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียฯมีสถานะเป็นหน่วยงานของการปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการบริหารงานโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยเมืองซานฟรานซิสโก การถอดถอนโบราณวัตถุจึงต้องเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่กำหนด กล่าวคือ คณะกรรมการของพิพิธภัณฑ์ต้องเสนอความเห็นเพื่อถอดถอนโบราณวัตถุออกจากพิพิธภัณฑ์ในขั้นแรกเมื่อปลายเดือนกันยายน 2567

จากนั้นเข้าสู่ระยะที่สอง คือการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และรวบรวมข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมภายในระยะเวลา 6 เดือน จากนั้นเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 เมษายน (ตรงกับเวลาตี 2 ของไทย ในวันที่ 23 เมษายน) ก่อนมติออกมาว่า ให้ถอดถอนโบราณวัตถุออกจากบัญชีของพิพิธภัณฑ์โดยสมบูรณ์

การกลับมาของประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยทั้ง 4 องค์นี้ กลุ่มสำนึก 300 องค์ที่จุดประเด็นครั้งแรกเมื่อ 9 ปีก่อน มองว่าเป็น ‘ความสำเร็จก้าวแรก’ โดยยังเหลืออีก 14 องค์ที่รอลุ้นกันต่อไป

เหตุเกิดเพราะสำนึกร่วม
อย่าลืมให้เครดิต ‘ภาคประชาชน’

แม้ไทยทยอยได้คืนโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ จากต่างแดนไปก่อนหน้า อย่าง ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ และ ทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว แต่ประติมากรรมสำริด 4 องค์นี้คือศิลปะกลุ่ม ‘ประโคนชัย’ ชุดแรกที่จะได้คืนมา จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งหากย้อนมองจุดเริ่มต้นของการทวงคืนโบราณวัตถุไทยในต่างแดนซึ่งมีที่มาจากประติมากรรมกลุ่มดังกล่าว

พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย นครซานฟรานซิสโก ส่งมอบ 4 โบราณวัตถุคืนรัฐบาลไทย เมื่อ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา (ภาพจาก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส)

(ส่วน ‘โกลเด้น บอย’ ไม่เกี่ยว เพราะอยู่นอกโพย 32 รายการ แต่ได้คืนจากอานิสงส์รัฐบาลกัมพูชาที่ทวงคืนโบราณวัตถุกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเขมรทั้งหมดจาก The Metropolitan Museum of Art หรือ The Met สหรัฐอเมริกา และไม่ใช่ประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย)

ย้ำอีกรอบว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ต้องมีภาคประชาชนปรากฏในจดหมายเหตุ พร้อมขีดเส้นใต้สัก 2-3 เส้น เน้นย้ำบทบาทสำคัญ เฉกเช่นเดียวกับคราวทวงคืน ‘ทับหลังนายราณ์บรรทมสินธุ์’ จากสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก สหรัฐ ที่สำเร็จได้เพราะพลังมวลชนจากคนไทยในอเมริกา รวมถึงนักศึกษาทุกระดับ แม้แต่คนอเมริกันเองส่วนหนึ่งยังรวบรวมทุนขอซื้อส่งคืนไทย สะท้อนให้เห็นถึง ‘สำนึกร่วมนานาชาติ’ กระทั่งกลับคืนสู่เมืองไทย เมื่อ พ.ศ.2531

คำว่าประชาชนจึงควรค่าแก่การ ‘ให้เครดิต’ บนบรรทัดประวัติศาสตร์แห่งการทวงคืนมรดกวัฒนธรรมของชาติอย่างไม่อาจปฏิเสธ

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร