‘พระผู้มาก่อนกาล’
100 ปีแห่งการสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พุทธศักราช 2568 ตรงกับวาระ 100 ปีแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงขับเคลื่อน ผลักดัน สร้างสรรค์สิ่งใหม่หลากหลายประการให้แก่ประเทศชาติและประชาชนใต้เบื้องพระยุคลบาท
หนึ่งในนั้นคือ การสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีรากฐานมาจาก ‘โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน’ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ตั้งขึ้น
26 มีนาคม พ.ศ.2459 สถาบันอุดมศึกษาสมัยใหม่แห่งแรกของสยามถือกำเนิดขึ้น โดยพระราชทานนามตามสมเด็จพระบรมชนกนาถ
จากห้วงเวลานั้นเป็นต้นมา ราษฎรจึงมีโอกาสทางการศึกษาระดับสูงสืบมาจนปัจจุบัน พลิกโฉมจากการเล่าเรียนในยุคเก่า สู่ความเป็นศิวิไลซ์ สร้างคน ปั้นบุคลากรที่มีศักยภาพในการพัฒนาชาติจวบจนวันนี้
ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการ‘พระผู้มาก่อนกาล’ ในโอกาสสุวัตถิกาล 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เผยแพร่พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระราชวิสัยทัศน์ในหลากมิติที่ผ่านการค้นคว้าอย่างลุ่มลึก นำเสนอภาพถ่ายทรงคุณค่า เอกสารประวัติศาสตร์ วรรณกรรม อีกทั้งพยานหลักฐานมากมาย
อันสะท้อนชัดถึงความเป็น ‘พระผู้มาก่อนกาล’ อย่างแท้จริง
ไม่เริ่มยุคนั้น ไม่เจริญถึงยุคนี้
พระราชวิสัยทัศน์ ‘มาก่อนกาล’ พาสยามสู่ศิวิไลซ์
กรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกริ่นนำถึงแนวคิดของนิทรรศการ ‘พระผู้มาก่อนกาล’ ว่า รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระปรีชาสามารถหลากหลายด้าน โดยเฉพาะศิลปะ วรรณกรรม การละคร ทั้งยังทรงเล็งเห็นและ ‘เตรียมการ’ ไว้ให้ประเทศ ขณะที่ผู้คนในยุคนั้นอาจยังไม่เข้าใจ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริและริเริ่มไว้ ได้ปรากฏผลลัพธ์ในภายหลัง หากไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ไทยก็อาจไม่เจริญมาถึงทุกวันนี้
นี่คือที่มาของชื่อนิทรรศการ ‘พระผู้มาก่อนกาล’ ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจที่คนไทยไม่ควรพลาดรับชม
ภายในโถงกว้าง แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่
1.พระราชสมภพ จนถึงก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ
2.ทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ
3.นิวัตพระนคร “สยามมกุฎราชกุมารผู้ทรงพระปรีชา”
4.ครองแผ่นดิน “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”
เปิดจดหมายเหตุรายวัน อ่านชีวิต ‘ทูลกระหม่อมโต’ ครั้งทรงพระเยาว์
ดร.รัชดา โชติพานิช นักวิจัยหน่วยวิจัยแผนที่และเอกสารประวัติศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในรายละเอียดถึงการค้นคว้านำเสนอข้อมูลในส่วนต่างๆ เช่น เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเติบโตและได้รับการหล่อหลอมมาอย่างไร โดยอ้างอิงจาก จดหมายเหตุรายวัน ในสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ
“เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศทรงเรียกรัชกาลที่ 6 ว่า องค์ชายโต ส่วนพระองค์เป็นพี่ชายใหญ่ พระราชบันทึกรายวันมีการเขียนถึงชีวิตวัยเด็กของพระราชกุมารที่อยู่ในราชสำนักว่าทำอะไรบ้าง” ดร.รัชดาเล่า ก่อนยกตัวอย่างข้อความน่าสนใจที่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศทรงบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า
‘สองโมงไปอ่านหนังสือ ครูยังไม่มา เราลงไปดูน้องชายโตที่สนามหญ้า แกกลัวปืน แก้วเอาประทัดมาจุดจะให้แกหายกลัวของต่างๆ’
ดร.รัชดาชี้ว่า นี่คือจุดเล็กๆ ที่จะเห็นได้ว่าพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) มีส่วนส่งเสริมให้พระองค์ และพระองค์ทรงแม่นปืนมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีพระอาจารย์หลายๆ ท่าน เช่น พระยาอิศรพันธุ์โสภณ ซึ่งบ่มเพาะนิสัยให้ชอบโคลงกลอน, มิสเตอร์โรเบิร์ต แอล มอรันต์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A B C
โดยรัชกาลที่ 5 ทรงเน้นย้ำให้เรียนรู้จากครูให้มาก ‘อย่าถือตัวว่าเป็นเจ้า’
ครั้นต่อมา เสด็จไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ แม้จะอยู่ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังคุกรุ่นด้วยสงครามกับฝรั่งเศส ในวิกฤตการณ์ รศ.112 เพื่อให้รู้ซึ้งถึง ‘ภาษา’ สำหรับตามความคิด ‘ฝรั่ง’ ได้อย่างเท่าทัน
“ในช่วงแรกนั้นท่านเรียนเป็นเหมือนโฮมสคูล เพราะอายุยังไม่ถึงที่จะเข้าไปเรียนทหาร จึงให้พระอาจารย์มาถวายการศึกษาที่พระตำหนัก วิชาที่เรียนจะเป็นวิชาปูพื้นฐานสำหรับทหาร เช่น ภาษาอังกฤษ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เรขาคณิต เป็นต้น สำหรับการเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดนั้น ทำให้พระองค์ได้ทรงเรียนรู้วิธีการเรียนการสอนที่ต่างจากของไทย” ดร.รัชดาเล่า
จากนั้นเผยถึง ‘วิทยานิพนธ์’ ของรัชกาลที่ 6เรื่อง ‘สงครามสืบราชสมบัติโปแลนด์’ แปลเป็นไทยโดย พระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน สิงหเสนี) ที่มีการนำมาจัดแสดงให้ชมในเวอร์ชั่นอี-บุ๊กส์ ด้วย
‘วิถีรอบพิภพ’ เสด็จเยือนนานาประเทศ
สู่แรงบันดาลพระราชหฤทัย ปรับใช้พัฒนาสยาม
จากนั้นเข้าสู่ช่วงเวลาเสด็จกลับประเทศไทย โดยรัชกาลที่ 6 ทรงแวะเยือนประเทศต่างๆ โดยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังเสด็จเยือนแคนาดา ฮ่องกง แล้วกลับถึงสยาม ใช้เวลาเกือบ 2 เดือน เรียกได้ว่าเป็น ‘วิถีรอบพิภพ’ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้พระองค์หลายประการ
“ทรงเยี่ยมเยือนมหาวิทยาลัย โรงงาน ค่ายทหาร โรงพยาบาล ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน จากนิทรรศการจะเห็นว่าหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในแต่ละเมือง ตีพิมพ์ข่าวการเสด็จของสยามมกุฎราชกุมารจากสยาม โดยระบุว่าเสด็จที่ไหนบ้าง” ดร.รัชดากล่าว พร้อมชวนให้ชมสำเนาหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่เผยแพร่เหตุการณ์สำคัญดังกล่าว
ส่วนด้านศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรมต่างๆ ดังที่ทราบกันว่า ทรงมีความสนพระทัยและทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดังกล่าวอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อครั้งประทับในต่างแดน ได้ทอดพระเนตรละครแทบทุกวัน เนื่องจากอังกฤษถือเป็นประเทศที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมการละคร
“พระองค์ทอดพระเนตรและเขียนวิเคราะห์ด้วย บางบทที่ไม่ถูกใจก็ทรงดัดแปลงใหม่ บางครั้งก็แสดงละครการกุศลให้กับโรงเรียนต่างๆ แต่เมื่อกลับมาสยาม การเล่นละครกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะคนยังมีความเชื่อว่าเป็นการเต้นกินรำกิน แต่ทรงมองว่าละครเป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่ทำให้เพลิดเพลิน เพราะฉะนั้น จึงทรงพยายามที่จะสื่อสารพระราชดำริผ่านละคร จึงมีพระราชนิพนธ์มากมาย นอกจากนี้ ทรงตั้ง ทวีปัญญาสโมสร เพื่อความมุ่งหมายในการศึกษาเรียนรู้ การถกปัญหา โต้วาที ซึ่งทำให้เกิดปัญญา”
สร้าง ‘โรงเรียน’ แทน ‘วัดประจำรัชกาล’
ตั้ง ‘คลังออมสิน’ ริเริ่ม ‘ปูนซิเมนต์ไทย’
อีกเรื่องสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หลังจากพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ คือการสร้างโรงเรียนแทนวัดประจำรัชกาลอันเป็นประเพณีที่มีมาแต่เก่าก่อน
“รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 ครั้ง คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช มีการเชิญทูตานุทูต พระราชอาคันตุกะจากประเทศต่างๆ มา โดยเป็นครั้งแรกของสยามที่มีฝรั่งมาร่วมงานครองราชย์ของพระเจ้าแผ่นดินถึง 14 ประเทศ
ประเพณีแรกๆ ที่ทรงทำคือ การสร้างโรงเรียนแทนวัดประจำรัชกาล เพราะทรงมองไว้ว่า การพัฒนาคนต้องมีการศึกษา ทรงตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ปัจจุบันคือ วชิราวุธวิทยาลัย เน้นให้เป็นสุภาพบุรุษ
มีน้ำใจนักกีฬา” ดร.รัชดากล่าว
สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ทรงประกาศจัดตั้ง ‘คลังออมสิน’ เพื่อเป็นที่เก็บรักษาทรัพย์สินของราษฎรให้ปลอดภัย ปลูกฝังการออม และความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังทรงริเริ่มก่อตั้งโรงงานปูนซิเมนต์ไทย ใน พ.ศ.2456 เพราะแต่เดิมไทยต้องสั่งปูนซีเมนต์จากต่างประเทศ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
ด้านคมนาคม โปรดเกล้าฯขยายเส้นทางรถไฟ จากเดิมรถไฟสายเหนือไปไกลสุดแค่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังเชียงใหม่ ต้องไปลงเรือต่อ จึงมีพระราชดำริให้ขยายระบบสาธารณูปโภค สร้างทางรถไฟไปถึงเชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี อรัญประเทศ ปาดังเบซาร์และสุไหงโก-ลก
‘ปาสตุรสภา’ ความก้าวหน้าแห่งวงการแพทย์
ย้อนอดีต ‘กิจการเสือป่า’ พระราชนิพนธ์หลากแขนง
พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรในด้านการแพทย์และสาธารณสุข นอกจากการจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว ดร.รัชดาเล่าถึงการก่อตั้งวชิรพยาบาล และสถานเสาวภา นอกจากนี้ ยังทรงเป็นพระราชธุระในการจัดตั้ง ‘ปาสตุรสภา’ ทำหน้าที่ผลิตวัคซีนและเซรุ่มป้องกันโรค เช่น ไข้ทรพิษ พิษสุนัขบ้า และพิษงู ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าสำคัญในวงการแพทย์ยุคนั้น
ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ ทรงจัดตั้ง ‘กองเสือป่า’ เมื่อ พ.ศ.2454 เพื่อให้ราษฎรได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร มีวินัย เคารพกฎหมาย ปลุกใจให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และยังทรงริเริ่มจัดตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็ก เพื่อฝึกเยาวชนให้มีความมานะ อดทน เสียสละเพื่อส่วนรวม ต่อมาในปี พ.ศ.2457 ยังทรงตั้งกองลูกเสือหญิง (เนตรนารี) ด้วย
ปิดท้ายในด้านวรรณกรรม ซึ่งทรงมีพระราชนิพนธ์ครอบคลุมทุกแขนง ทั้งโขน ละคร เทศนาเสือป่า นิทาน บทตลก ภาษาไทยและอังกฤษ นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ในรัชสมัยของพระองค์มีบทวิเคราะห์วิจารณ์ต่างๆ ที่เปิดกว้างอย่างมาก
พระองค์ทรงมีนามปากกาต่างๆ อาทิ รามจิตติ อัศวพาหุ ศรีอยุธยา พันแหลม พระขรรค์เพชร สุครีพ นายแก้วนายขวัญ เป็นต้น
อีกหนึ่งเกร็ดน่ารู้ ที่ ดร.รัชดาบอกเล่าผ่านนิทรรศการคือ คำว่า ‘ชโย’ ท้ายเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งเดิมเป็นคำว่า ‘ฉะนี้’ โดยทรงเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ชโย’ ระหว่างการเดินทางไกลของเสือป่าไปยังดอนเจดีย์ โดยมีการทดลองร้องเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2456
นิทรรศการ ‘พระผู้มาก่อนกาล’ ไม่เพียงบอกเล่าพระราชประวัติ ฉายภาพพระปรีชาสามารถ อีกทั้งพระราชกรณียกิจตลอด 15 ปีในรัชสมัย ทว่า ยังสะท้อนถึงที่มาที่ไปของพระราชวิสัยทัศน์ที่ ‘มาก่อนกาล’ อันนำพาผลลัพธ์อันรุ่งโรจน์มาสู่สยามสืบจนวันนี้
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล, ชญานินทร์ ภูษาทอง-เรื่อง
เจตน์สฤษฎิ์ ชยธาดาธนะสกุล-ภาพ
นิทรรศการ ‘พระผู้มาก่อนกาล’
จัดแสดง ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จันทร์-ศุกร์ (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่วันนี้-7 มกราคม 2569 เวลา 09.00-17.00 น.

