3 พันธมิตรวิชาการ
เจาะ ‘มติชน-เดลินิวส์โพล’
เลือกตั้ง 69 ‘ไม่มีพรรคไหนนั่งติดเก้าอี้’
เปิดให้ประชาชนคนอ่านร่วมคลิกพร้อมกันไปแล้วในวันแรกเมื่อศุกร์ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา สำหรับ ‘มติชน-เดลินิวส์ โพล เลือกตั้ง 2569’ หลังคิกออฟไปหมาดๆ เมื่อ 15 ธันวาคม
ผู้บริหารเดลินิวส์และเครือมติชน แถลงจับมือชื่นมื่นรอบ 2 นับจากโพลครั้งก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งปี 2566 ที่เรียกได้ว่า ‘แม่นยำ’ และ ‘เหนือความคาดหมาย’
แม้แต่ ปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ ยังรับว่า ‘เซอร์ไพรส์’
ด้าน ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เสริมว่า ด้วยวิธีการทำงานของทั้งเดลินิวส์และมติชน รวมถึงการออกแบบโพลและการออกแบบวิธีการทำงานโดยพันธมิตรนักวิชาการที่มาช่วยทำให้โพลมีความเป็นระเบียบวิธีวิจัยในระดับหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงค่อนข้างแม่นยำ น่าเชื่อถือ นี่คือพันธกิจที่เราจะทำกันต่อ จึงเป็นที่มาของโพลเลือกตั้ง 2569
สำหรับพันธมิตรวิชาการในครั้งนี้ ได้แก่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ที่จะมาช่วยร่วมวิเคราะห์และทำให้โพลในครั้งนี้แม่นยำ และเห็นภาพรวมของประเทศได้มากที่สุด
ในวันคิกออฟเปิดตัวโพลรอบนี้ 3 ตัวแทนพันธมิตรข้างต้นให้เกียรติขึ้นเวที พร้อมคุยลึก เล่าถึงแก่น เปิดมุมมองหลากมิติของสิ่งที่เรียกว่า ‘โพล’ อย่างเคลียร์คัต
รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ร่วมเผยข้อมูล ซึ่งอาจมากกว่าที่เคยรับรู้ มุมมองซึ่งอาจเกินกว่าที่เคยนึกถึง แม้ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของผลเลือกตั้ง แต่ก็มีนัยสำคัญที่ต้องจับตา
รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
‘มติชน-เดลินิวส์ โพล’
ฉายบทบาทสื่อ ‘ดึงคนใช้สิทธิ’
“ก่อนอื่นเราไม่ควรมองว่าโพลเป็นแค่การซาวเสียง หรือเป็นการทำให้บางคนมีส่วนได้เสีย เพราะในความเป็นจริงมันคือข้อมูลหนึ่งที่ทำให้เข้าใจและติดตามการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อในโพลนั้นก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งยังทำให้เห็นเสียงของสังคมและประชาชนจำนวนหนึ่งว่าเขามองกันอย่างไร
โพลมีข้อดีคือ ทำให้เห็นว่าคนจำนวนหนึ่งที่ใช้โซเชียลมีเดียคิดเห็นอย่างไร ปรากฏการณ์ที่มติชนและเดลินิวส์ร่วมกันทำก็จะได้กลุ่มของผู้ฟัง ผู้ชม ผู้อ่านที่หลากหลาย เพราะฉะนั้น อาจทำให้ฐานของประชาชนที่มาร่วมโหวต ร่วมลงความเห็นในโพลเห็นภาพได้กว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนก็ตาม เขาก็ยังใช้โพล เพื่อทำความเข้าใจ รับฟังเสียง แม้กระทั่งพรรคการเมืองก็ต้องใช้ เพราะจะทำให้พรรคสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ท่าที และการแสดงจุดยืนในเชิงนโยบายได้ ยิ่งแต่ละโค้งที่ทางผู้บริหารทั้งมติชนและเดลินิวส์ชี้ให้เห็นว่าจะทำเป็นระลอก เราก็จะได้เห็นพัฒนาการของอารมณ์ความรู้สึกของผู้มีสิทธิและผู้ใช้สิทธิว่าจะเป็นอย่างไร
แม้โพลช่วยทำให้เห็นภาพบางอย่างของความจริงทางสังคม แต่ไม่ใช่ว่าผลการเลือกตั้งจะเดินไปตามโพลเสมอไป มันจะมีคำที่ว่า หักปากกาเซียน ก็ลองเผื่อใจไว้นิดหนึ่ง แต่ผมเชื่อว่าในแง่มุมของคนที่ทำงานวิชาการ เราคิดว่านักวิชาการมีส่วนร่วมทางการเมือง โพลก็เป็นส่วนหนึ่ง ในการที่จะทำให้บรรยากาศของการเลือกตั้งมันน่าสนใจ
จากการวิเคราะห์การเลือกตั้งรอบก่อน รวมถึงสิ่งที่มติชนกับเดลินิวส์ได้ทำ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ มันชี้ให้เห็นบทบาทของสื่อมวลชนว่ามีส่วนสำคัญที่จะดึงให้คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ สถิติการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีบัตรเสียมากกว่า 1 ล้านใบ และมีผู้ไม่ใช้สิทธิกว่า 8 แสนคน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความคลาดเคลื่อนของการคาดการณ์จากโพล
ผมคิดว่ารอบนี้อาจจะพูดกันให้มากขึ้นว่าท่านเข้าใจระบบการเลือกตั้งไหม ท่านเข้าใจวิธีการกาบัตรไหม หรือบัตรออกแบบมามันจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไร เพราะผลของโพลเรามีการทดสอบทางวิชาการ ใช้เครื่องมืออย่างเต็มที่ แต่พอไปถึงคูหา อาจเกิดความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น กาผิด ทำให้บัตรเสียล้านกว่าใบ ซึ่งไม่น้อย เรื่องนี้ก็ต้องฝากผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง คือ กกต. เพราะภาคสื่อ ภาควิชาการ เราทำหน้าที่ไปแล้ว
ในทางวิชาการมันมีวิธีที่ทำให้ผลโพลแม่นยำขึ้น อย่างเราบอกกลุ่มตัวอย่างน้อยไป ก็ขยายกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมกว้างขวางมากขึ้น
การเลือกตั้งรอบนี้อาจมีการคิดคำนวณผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งไม่แพ้การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา คือยิ่งแก้ยาก ยิ่งต้องทะลุไปให้ได้ โดยกระบวนการแล้วมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในคุณภาพใหม่ที่ดีขึ้น
สำหรับ เฟิร์สต์โหวตเตอร์ แม้ว่าจะยังไม่มีตัวเลขออกมาเป็นทางการ และอาจจะไม่ได้เยอะถล่มทลายแบบรอบที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีส่วนสำคัญอย่างมีนัย การทำโพลจึงจะเป็นการสร้างความสนใจให้กับเฟิร์สต์โหวตเตอร์ เพราะจะได้รู้ทิศทางของสถานการณ์ พรรคที่ตนเองชื่นชอบ หรืออาจชวนให้คนหนุ่มสาวหันกลับมาสนใจการเมืองอีกครั้ง
การเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะไม่หวือหวา เพราะไม่ได้แบ่งขั้วกันเหมือน 2 รอบที่ผ่านมา และหลายๆ พรรคก็มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นตัวชี้ว่า พรรคการเมืองไม่ได้เห็นประชาชนเป็นของตาย พรรคการเมืองไม่ได้เป็นเสือนอนกินอีกต่อไป ลงเขตไหนก็นอนกิน ผมคิดว่าไม่มีพรรคไหนที่นอนก้นโด่ง นั่งติดเก้าอี้ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมไม่คิดแบบนั้น
สำหรับประเด็นการปั่นกระแส สมมุติว่าพรรคหนึ่งแชร์สเตตัสของตัวเอง ของหัวหน้าพรรคไปตามที่ต่างๆ ปรากฏว่ายอดแชร์เยอะมาก แชร์แล้วด่าก็มี แชร์แล้วชมก็มี ในการเลือกตั้งปี 2566 จะเห็นการใช้โซเชียลมีเดียของแต่ละพรรคอย่างเข้มข้น ซึ่งแม้มียอดเอ็นเกจเมนต์ที่สูง แต่ไม่ได้นำไปสู่การกากบาทในคูหา เพราะฉะนั้นต้องดู 2 ชั้นคือ โซเชียลมีเดียปั่นได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันหนีไม่พ้นความเป็นจริงทางสังคม
ผมคิดว่าสำคัญที่ตัวผู้ใช้สิทธิในวินาทีสุดท้าย อย่างรอบก่อน มีสถิติคร่าวๆ ว่า 800,000 กว่าคนไม่ประสงค์ใช้สิทธิ พรรคการเมือง ถ้าต้องเล่นในรอบนี้จะทำอย่างไรให้ 800,000 กว่าคนนี้มาเลือกพรรคของเรา
ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ เพียงแต่หยุดนิ่ง และติดหล่มของตัวเองนานเกินไป ต้องรีบคืนความปกติให้การเมืองไทย
สิ่งที่สำคัญที่สุดของเนื้อนาบุญที่จะทำให้ประเทศไทยคืนสู่สภาวะปกติ คือ การกลับเข้าแทร็กของประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่คาดเดาได้ ไม่มีนักลงทุนที่อยากอยู่กับประเทศที่คาดเดาไม่ได้ตลอดเวลา”
ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
โค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา
โพลชี้ขาด ‘เลือก-ไม่เลือก’ พรรคไหน
“โพลสำคัญกับผู้เล่นในสนามอย่างพรรคการเมือง เพราะก่อนลงสนามต้องรู้ว่าสนามสภาพเป็นอย่างไร จะได้ปรับยุทธศาสตร์ ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับการเล่น ส่วนในเชิงของผู้มีสิทธิการเลือกตั้ง จากโพลสำนักอื่นๆ พบว่ากลุ่มก้อนของโหวตเตอร์คนไทยยังไม่ตัดสินใจเยอะมาก
ถ้าพูดในทางวิชาการจริงๆ ปัจจัยในการตัดสินใจกาบัตร ไม่ว่าประเทศไหนก็ตามในโลก ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือมติมหาชนที่ผ่านการทำโพล บางคนอาจจะยังคิดไม่ออกว่าจะเลือกใคร แต่พอเห็นโพลกระแสแบบไหนเยอะ ก็เลือกตาม ฉะนั้น ความสำคัญในแง่การเลือกตั้ง โพลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการกำหนดพฤติกรรมการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา โพลจะยิ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง โดยเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าจะเลือก หรือไม่เลือกพรรคไหน
โลกออนไลน์สามารถปั่นกระแสได้จริงและทำอย่างเป็นระบบ มียุทธศาสตร์ชัดเจน เพราะถ้ามีกระแสข่าวคนจะไปบอกเล่าต่อกัน ทำให้เกิดการกล่อมเกลา ซึ่งอาจมีผลต่อคนที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร พอเห็นว่ากระแสมาดี เลือกพรรคนี้ก็ได้
ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา คือปี 2562 และ 2566 สมมุติฐานแรกคือยังไม่รู้ว่าจะเลือกใคร ขอดูช่วงโค้งสุดท้าย คือสองสัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง กับเลือกแล้วแต่ไม่บอกโพล รวมถึงคนที่บอกโพลอีกอย่าง แต่เข้าคูหาไปอาจเปลี่ยนใจ
ในปี 2562 และ 2566 จะเห็นตัวเลขว่าคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นประวัติการณ์โลก โดยเฉพาะการเลือกตั้งปี 2566 ที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 75% ติดอันดับต้นๆ ของโลก เห็นเลยว่าคลื่นความต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เหลือแค่กลุ่มเจน Z แต่ผู้สูงวัยหลายๆ ท่านก็พยายามออกไปใช้สิทธิเช่นกัน
โยงมาที่เรื่องโพล ด้วยเหตุฉะนี้ โพลมติชน โพลเดลินิวส์ อย่างน้อยที่สุดผมว่ามันจุดประกายความหวังขึ้นมา กระตุ้นว่าในภาวะที่คุณกำลังดิ่ง อย่างน้อยจุดให้คนลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
จากประวัติศาสตร์โลก ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองมันไม่ได้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งแค่ 2-3 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ทศวรรษ หรือยาวนานถึง 1-2 ช่วงอายุคน
ผมกำลังจะบอกว่าภายใต้โครงใหญ่ที่เรารู้สึกว่าการเลือกตั้งมันอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ทุกๆ การเลือกตั้งแต่ละครั้ง เหมือนการก่ออิฐ วันนี้อาจยังไม่เห็นตึกใหญ่ แต่เรากำลังวางรากฐาน และอย่างน้อยที่สุด ทุกการเลือกตั้งเปลี่ยนประชาชนให้เรียนรู้มากขึ้น
การเลือกตั้งปี 2569 อาจเป็นอีกหนึ่งประกายความหวังที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ทั้งนี้ การทำโพลไม่สามารถโฟกัสแค่จำนวนกลุ่มตัวอย่างได้เพียงอย่างเดียว ถ้ามีประชากร 1 ล้านคนทำโพล แต่เป็นคนกรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว มันจะไม่สะท้อนภาพรวมทั้งหมด แต่ถ้าสามารถกระจายได้ทั่วจะสามารถอนุมาน และเห็นภาพรางๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
การผนึกกำลังของสื่อมวลชนหลักอย่าง มติชน เดลินิวส์ และสถาบันการศึกษาทั้ง 3 มหาวิทยาลัยในครั้งนี้จะไม่ใช่การถามว่าเลือกใคร พรรคไหน แต่มันจะมีมุมมองระเบียบวิธีวิจัยที่เข้มแข็ง ตั้งแต่ออกแบบกระบวนการกระจาย การวิเคราะห์ผล
การทำโพลหลายครั้งที่ผ่านมามักจะมีเรื่องน่าตื่นเต้นตลอด แม้ว่าบรรยากาศทางการเมืองตอนนี้จะดูติดพันกับปัญหาหลายๆ อย่าง และดูเหมือนว่า ไม่ค่อยจะมีความหวังในการเดินไปข้างหน้า แต่ผมเชื่อว่าการทำโพลครั้งนี้จะเป็นนิมิตหมายของการจุดกระแส ทำให้คนอยากไปเลือกตั้งขึ้นมาได้”
รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์
ปั่นโพลหวังผล มีจริง
ชี้โพลสื่อหลัก-สถาบันวิชาการ ยังน่าเชื่อถือ
“สิ่งหนึ่งที่ขอตั้งเป็นข้อสังเกต คือโพลกับการเลือกตั้งมันมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกันอย่างไร ผมเห็นว่าเรื่องของการทำโพลทั้งภาคเอกชน สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรือฝ่ายวิชาการทำ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ กระตุ้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ยิ่งคนออกมาเลือกตั้งเยอะ ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้น การทำโพลเกี่ยวข้องกับการทำให้พี่น้องประชาชนทั่วไปให้ความสนใจในการรับผิดชอบกาบัตร ถือเป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วม ขณะที่ทางวิชาการก็ได้ประโยชน์ในการอ่านพฤติกรรมการตัดสินใจของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้มองเรื่องโพลเฉพาะช่วงก่อนเลือกตั้ง ทางราชภัฏ 38 แห่ง หารือกันว่าโพลหลังเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเราต้องหาคุณค่าทางวิชาการในการนำโพลมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สอดคล้องกับภาพรวมของประเทศทั้งหมด
การตั้งคำถามในช่วงแรก ก่อนการเลือกตั้งประเด็นคงไม่ต่างกัน แต่หลังเลือกตั้งจะแตกคำถามไปยังประชาชน ให้ไปพูดถึงในเรื่องนโยบายของพรรคต่างๆ ที่เขาตัดสินใจเลือกเพราะอะไร โดยไม่ชี้นำแต่ตั้งคำถามที่มันชัดเจน เช่น รัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ประชาชนอาจจะไม่ได้รู้เรื่องทั้งหมด แต่มันช่วยลดความรุนแรงและความขัดแย้งได้
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การเก็บข้อมูลด้วยระบบออนไลน์ในปัจจุบัน เนื่องจากประชาชนบางกลุ่มเข้าไม่ถึง หรือไม่กล้าตอบแบบสอบถาม เพราะหวาดระแวงคอลเซ็นเตอร์ แต่ข้อได้เปรียบของมหาวิทยาลัยราชภัฏคือ มีนักศึกษากระจายกันอยู่ ซึ่งจะมีกลุ่มข้อมูลที่กระจายและเข้าถึงได้แม่นยำ
ยอมรับว่าในทางปฏิบัติ การปั่นโพลเพื่อหวังผลทางการเมืองมีอยู่จริง โดยเฉพาะในกรณีผู้สมัครต้องการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงเงินสนับสนุน แต่หากเป็นโพลจากสถาบันทางวิชาการหรือสื่อมวลชนหลัก ยังคงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
ทั้งนี้ การตัดสินใจกาโพลกับการตัดสินใจเลือกตั้งจริง ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เพราะการเลือกตั้งจำนวนมากขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล
ภาพรวมการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อย และตอนนี้กระแสสังคมเกิดคำถามที่ว่า จะเลือกใครดี? บางคนบอกว่าให้เลือกคนดี แล้วคนดีมันคืออะไร
หลังเลือกตั้งเสร็จก็ต้องคิดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งอนาคต คือสิ่งที่เราต้องร่วมกันรับผิดชอบ โพลมันเป็นแค่การ กระตุ้นการออกมาใช้สิทธิ และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ กลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจ อาจหมายถึง ไม่ออกไปเลือกตั้ง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตประชาธิปไตย
โพซิชันนิ่งประเทศไทยตอนนี้กำลังลำบากมาก คนที่จะมากำหนดเกมจริงๆ ในระบบการเมืองการปกครอง ก็คือผู้เล่นทางการเมือง
ประชาธิปไตยคือการที่เลือกอันที่เลวร้ายน้อยที่สุด แต่มันต้องมองเห็นภาพว่าพรรคหรือคนที่จะมานำประเทศในสภาวะขั้นวิกฤต การบ้านการเมือง เศรษฐกิจ เรื่องสงคราม เรื่องเอไอ มันต้องพลิกประเทศเลย เราจะมาคาดหวังกับสีเทาๆ ดำๆ ให้มาเปลี่ยนประเทศ มันจะเปลี่ยนได้อย่างไร
ฝากถึงพี่น้องประชาชนว่าอย่าใช้ความรู้สึกในการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว อย่าดูแค่หน้าตาผู้สมัคร หรือเป็นคนประเภทเงินไม่มา กาไม่เป็น ต้องดูองค์ประกอบและความเป็นไปได้ของด้านนโยบาย ในขณะนี้มันก็คงได้เท่านี้ แต่ต้องมีหวังต่อไป”
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล

