Placemaking Weekend Bangkok 2025
กทม. ชนหมัด ‘ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง’
ขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ ลำพัง ‘รัฐ’ ทำไม่ได้
จบไปหมาดๆ สำหรับ ‘สุดสัปดาห์การออกแบบและสร้างสรรค์พื้นที่’ Placemaking Weekend Bangkok 2025 ซึ่งมีขึ้นระหว่าง 20-21 ธันวาคมที่ผ่านมา
ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
แม่งานคือ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง (Urban Studies Lab) และ เครือข่าย Placemaking Thailand ร่วมผนึกเป็นแกนนำ
แม้เป็นงานเล็กๆ แต่ความมุ่งหวังไม่เล็ก เพราะตั้งเป้าส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วม และยกระดับพื้นที่สาธารณะให้เป็นของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน
ประโยคสวย แต่ทำให้เกิดจริงไม่ง่าย ทว่า ก็ต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะประธาน กล่าวเปิดกิจกรรมว่า แนวคิด Placemaking เป็นกระบวนการพัฒนาเมืองที่ได้รับการดำเนินการในหลายประเทศทั่วโลก ใช้กิจกรรมในลักษณะเทศกาลเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างพื้นที่สาธารณะใหม่ๆ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานครในการพัฒนาพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ให้กลายเป็นศูนย์กีฬา พื้นที่สีเขียว หรือพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน
ดร.พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชุมชนเมือง (Urban Studies Lab) และคณะกรรมการศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ด้าน รุ่งรัตน์ พุทธพงษ์ ผู้อํานวยการสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ผู้แทนจากสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษา และชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก
งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Place-keeping’ ที่มุ่งเน้นการดูแลรักษาและการเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พื้นที่สาธารณะสามารถใช้งานได้จริงและยั่งยืน
โรงเรียนสตรีจุลนาค ถูกใช้เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการออกแบบและใช้งานพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชน ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ โดยมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาเมืองในรูปแบบ ‘สภากาแฟ’ ตลาดนัดสร้างสรรค์ (Placemaking Creative Market) กิจกรรมกีฬาและสันทนาการสำหรับทุกวัย นิทรรศการ Interactive Play Exhibition โดยกลุ่มนักออกแบบ aahhtect lab และ Synap Lab รวมถึงกิจกรรมออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่น การทดลองพัฒนาพื้นที่สีเขียว ‘สวนเขียวๆ ใกล้ฉัน’ และกิจกรรมเวิร์กช็อป ‘ใส่ลายป้ายสี’ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์และเรื่องราวของผู้คนในย่านเมืองเก่าประเด็นสำคัญที่ได้รับการเน้นย้ำคือ การขับเคลื่อนพื้นที่สร้างสรรค์ไม่สามารถอาศัยภาครัฐเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน คนรุ่นใหม่ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองที่น่าอยู่ในระยะยาว มีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายนักพัฒนาพื้นที่ (Placemaker Network) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ครอบคลุม และเป็นธรรมสำหรับทุกคน
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง ชวนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า คุณเคยสงสัยไหมว่าพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ ‘ดีพอแล้วหรือยัง’ ?
จากนั้น แนะนำให้รู้จัก Place Pulse ‘เครื่องมือตรวจเช็กวัดชีพจรสถานที่’ ซึ่งช่วยในการประเมินพื้นที่อันนำมาสู่คำตอบว่า พื้นที่ของเรายังสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไร
เครื่องเช็กชีพจรที่ว่านี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นจากกรอบแนวคิดระดับโลกอย่าง What Makes a Place Great? และ Place Standard Tool ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพในการช่วยให้เกิดการสนทนาและประเมินคุณภาพของสถานที่ หัวใจสำคัญของการประเมินพื้นที่สาธารณะที่ดีนั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญสองด้านพร้อมกัน นั่นคือ ลักษณะทางกายภาพ และลักษณะทางสังคม ซึ่งทั้งสององค์ประกอบนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่นั้นๆ
Place Pulse จึงถูกออกแบบมาเพื่อแปลความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างการออกแบบเชิงกายภาพและการออกแบบที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้ใช้งาน ให้กลายเป็นชุดคำถามที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพื่อให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ผู้เชี่ยวชาญ หรือภาครัฐ สามารถใช้เครื่องมือนี้ประเมินพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
6 องค์ประกอบหลักที่ครอบคลุมปัจจัยที่ทุกคนให้ความสำคัญในการพิจารณาว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ที่ทุกคนอยากใช้งาน ได้แก่
1.Sociability (ความเป็นสังคม): การส่งเสริมให้ผู้คนมีกิจกรรมทางสังคม เสริมสร้างความรู้สึกของการเป็นชุมชน และมีองค์ประกอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Triangulation objects) อย่างเหมาะสม
2.User & Activity (ผู้ใช้และกิจกรรม): การมีกิจกรรมและการใช้งานที่หลากหลาย การจัดกิจกรรมที่เหมาะสมในช่วงเวลาต่างๆ ทั้งกลางวัน กลางคืน หรือช่วงเทศกาล รวมถึงการมีพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและปรับการใช้งานได้
3.Local Identity (อัตลักษณ์ของชุมชน): การออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น การมีภาพจำหรือองค์ประกอบที่โดดเด่นเฉพาะตัว และความรู้สึกภาคภูมิใจของผู้คนในสถานที่นั้น.
4.Sustainability (ความยั่งยืน): แนวทางการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โอกาสในการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวหรือธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาพื้นที่
5.Accessibility & Linkage (การเข้าถึงและการเชื่อมต่อ): การเข้าถึงที่สะดวกและปลอดภัยในระยะที่สามารถเดินได้ การออกแบบเพื่อรองรับข้อจำกัดของทุกคน (Inclusive Design) และการเชื่อมต่อกับสถานที่หรือจุดศูนย์กลางอื่นๆ ได้อย่างสะดวก
6.Safety & Comfort (ความปลอดภัยและสบาย): การออกแบบพื้นที่ให้มีขนาดเหมาะสมกับมนุษย์ (Human-scale) ความปลอดภัยในการอยู่และใช้งาน และการจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสมในเชิงกายภาพ
สำหรับรูปแบบการประเมินใช้ระบบการให้คะแนนแบบ 1 ถึง 5 ซึ่งคะแนน 1 หมายถึงยังมีพื้นที่ให้ปรับปรุงอีกมาก และ 5 หมายถึงแทบไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุง เพื่อการเข้าใจง่าย เราใช้การวัดประเมินผล ที่สามารถทำให้ได้ผลสรุปด้วยภาพ (Data Visualization)
ผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินจะถูกนำไปพล็อตลงในแผนภาพรูปวงกลม (Compass Diagram) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นภาพรวมของพื้นที่ได้ทันทีว่า ส่วนใดคือ จุดแข็ง และส่วนใดคือ จุดที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน การทำข้อมูลให้เป็นภาพทันทีที่ประเมินเสร็จสิ้น จะสามารถช่วยให้ผู้คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผู้ประเมินเข้าใจข้อมูลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้การประเมินมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เครื่องมือนี้สามารถนำไปใช้ในรูปแบบที่เน้นการมีส่วนร่วม โดยให้ผู้ประเมินรับบทบาทต่างๆ (POV) เช่น เป็นคนในละแวกบ้าน เป็นเจ้าของพื้นที่ หรือผู้ใช้งานที่มาเป็นครั้งแรก ซึ่งสามารถทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจพฤติกรรมของผู้ที่เป็นผู้ใช้งานในอนาคตได้
เมื่อการประเมินเสร็จสิ้น Place Pulse ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้คะแนน แต่จะสรุปผลลัพธ์ออกมาในลักษณะเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ โดยจะเน้นระบุว่าพื้นที่นั้นมีจุดแข็งในด้านใดโดดเด่นที่สุดใน 6 ด้าน เช่น หากพื้นที่นั้นโดดเด่นด้าน Sociability จะมีข้อเสนอแนะที่ชัดเจน (Next Step) เพื่อส่งเสริมบทบาทของพื้นที่ให้เป็น ‘พื้นที่ที่สาม’ (The Third Place) หรือหากโดดเด่นด้าน User & Activity ก็จะเน้นแนวทางในการกำหนดวัตถุประสงค์และกิจกรรมหลักของพื้นที่เพื่อรองรับการใช้งานที่ยืดหยุ่นในอนาคต
การทำเช่นนี้จะช่วยให้การประเมินพื้นที่สาธารณะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

