ปักหมุดยอดดอยปุย
‘ป่าหลังบ้าน’ เมืองเชียงใหม่
ชมผลงาน EGCO Group ปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
ชู ‘นิเวศประวัติศาสตร์’ จากบันทึก ‘หมอคาร์’

มูลนิธิไทยรักษ์ป่าปรับปรุงจนแล้วเสร็จ
อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของภาคเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 261.06 ตารางกิโลเมตร (163,162.5 ไร่) อยู่ในเขต อ.เมืองเชียงใหม่ อ.แม่ริม และ อ.หางดง
พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งต้นน้ำ ‘แม่ปิง’ ระบบนิเวศภูเขาอุดมสมบูรณ์ ครอบคลุมป่าหลากหลายประเภท ทั้งป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลาย รวมถึงนกกว่า 300 ชนิด
นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม โดยมีผู้คนเดินทางไปเยี่ยมเยือนมากมายในแต่ละปี การส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับป่าและระบบนิเวศ คือสิ่งสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้ผืนป่าและสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่อยู่คู่โลกและเมืองไทยไปแสนนาน
ล่าสุด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group โดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ดำเนินการปรับปรุง ‘เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย’ พร้อมจัดทำ Trail Head ระเบียงชมวิว และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอดแนวเส้นทาง เพื่อชูให้เป็น ‘เส้นทางฯ ป่าหลังบ้านของเมืองเชียงใหม่’
เนื่องจากเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุดแห่งหนึ่งรวมถึงเป็นป่าต้นน้ำและแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศเฉพาะถิ่นที่สะท้อนคุณค่าของป่าดิบเขาภาคเหนือซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน
เมื่อการปรับปรุงแล้วเสร็จ สมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ส่งมอบถึงมือ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการ โดยมี ศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา
ในวันนั้น ยังมีนิทรรศการให้ความรู้ เวทีเสวนา การแสดงจากนักเรียนในโครงการโรงเรียนไทยรักษ์ป่า และกิจกรรมสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุยอีกด้วย

ชูคอนเซ็ปต์ ‘นิเวศประวัติศาสตร์’ รับนักเดินทางหลากหลาย
อิงบันทึก ‘หมอคาร์’ นักพฤกษศาสตร์ไอริช
ธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เผยว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย เป็นหมุดหมายที่สำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจในการนิเวศวิทยาในภาคเหนือ เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิต มีทั้งป่าที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่อยู่อาศัยของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าหายากหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยไม้และนกนานาชนิด อีกทั้งมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อาทิ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์
ด้าน มานนีย์ พาทยาชีวะ เลขาธิการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เปิดเผยถึงเกณฑ์ในการเลือกพัฒนาเส้นทางธรรมชาติ คือ ป่าต้นน้ำ ที่มีความสวยงาม และสามารถต่อยอด
ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีความหลากหลาย ทั้งนักดูนก มีคนมาสัมผัสลานกางเต็นท์ วิ่งเทรล จึงทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางธรรมชาติภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘นิเวศประวัติศาสตร์’ จากการที่ ดร.อาเธอร์ คาร์ (Dr. Arthur Kerr) หรือ หมอคาร์ นักพฤกษศาสตร์ชาวไอริช ได้ค้นพบพืชเฉพาะถิ่นและระบุชนิดพันธุ์เป็นครั้งแรก โดยบันทึกของหมอคาร์ในช่วงรัชกาลที่ 6-7 ระบุว่าพื้นที่นี้สวยงาม อากาศเย็นสบาย พบกล้วยไม้ แมลงหายาก และพืชพรรณที่หลากหลาย ทั้งนี้ พืชบางส่วนที่มีการค้นพบครั้งแรกในดอย
สุเทพ-ปุยได้รับการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเกียรติแก่หมอคาร์ ด้านพันธุ์พืชและแมลงที่พบบางชนิดมีนามว่า Suthepensis ตามหลังชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต แปลตรงตัวได้ว่า ‘แห่งดอยสุเทพ’ สะท้อนถึงความพิเศษของพื้นที่

ปรับปรุงเส้นทาง ‘ป่าหลังบ้าน’
จัด 4 Trailhead 3 ระเบียงชมวิว
24 ป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ
สมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เผยแนวคิดจากความเชื่อที่ว่า ‘ต้นทางดีจะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี’ EGCO Group ให้ความสำคัญกับการร่วมดูแลและพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง โดยได้ก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศมากว่า 23 ปี
เมื่อครั้งก่อตั้งมูลนิธิ ได้รับเงินทุนพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ในการรักษาผืนป่า ตามแนวทางที่ว่า ‘คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้’
เส้นทางนี้จะเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจให้กับทุกคนในวงกว้าง เพื่อให้เป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศไทย
“หนึ่งในภารกิจของมูลนิธิ คือ การพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำและธรรมชาติอย่างใกล้ชิด โดยระหว่างปี 2558-2567 มูลนิธิได้ร่วมกับกรมอุทยานฯ พัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาแล้ว จำนวน 10 เส้นทาง ในอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และชัยภูมิ
ในปี 2568 มูลนิธิร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้ปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางย่อย 3 เส้นทาง ระยะทางไป-กลับประมาณ 5-8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2.5-5 ชั่วโมง ให้มีความแข็งแรง ความปลอดภัย เป็นมิตรกับระบบนิเวศ และกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดทำ Trail Head 4 จุด ระเบียงชมวิว 3 จุด และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอดแนวเส้นทางรวม 24 ป้าย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวหลายรูปแบบ” สมเกียรติเล่า

3 เส้นทางย่อย ยอดดอยปุย ดอยหัวหมู บ้านขุนช่างเคี่ยน
เลือกเดินเท้าตามใจ สอดคล้องไลฟ์สไตล์
จากนั้น มาลงรายละเอียด 3 เส้นทางย่อย ซึ่งได้แก่
เส้นทางย่อยที่ 1 : เส้นทางยอดดอยปุย (Trailhead ยอดดอยปุย-ดอยหัวหมู) นิเวศประวัติศาสตร์บนยอดดอยปุย ระยะทางไป-กลับ 4.9 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าไป-กลับประมาณ 3.5 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาพื้นที่ป่าต้นน้ำบนดอยสูง การจัดการพื้นที่ทางนิเวศวิทยา และการชมวิวทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่เส้นทางที่ชวนสำรวจประวัติศาสตร์ของพื้นที่ยอดดอยปุย ร่องรอยของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์จากศรัทธาและความเชื่อ จนถึงการบันทึกความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้หายากและพืชเฉพาะถิ่น โดยนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก เมื่อกว่า 100 ปีก่อน ผู้เดินในเส้นทางจะได้เรียนรู้การฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ พร้อมสัมผัสจุดสูงสุดของยอดดอยปุย และเพลิดเพลินกับการชมทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ จากมุมสูงที่สวยที่สุด
แห่งหนึ่ง
เส้นทางย่อยที่ 2 : เส้นทางมรกต (Trailhead มรกต-ดอยหัวหมู) พื้นที่ที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้เชื่อมโยงกัน ระยะทางไป-กลับ 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 2.5 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดูนก หรือการเดินสัมผัสธรรมชาติเพื่อเติมพลังให้กับตัวเอง เส้นทางเดินที่พาดผ่านป่าดิบเขาชุ่มชื้น ซึ่งเต็มไปด้วยมอสสีเขียวราวอัญมณีมรกต ป่าแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นกำแพงเสียง ที่ช่วยดูดซับเสียงจากเมืองและมอบความสงบให้ผู้มาเยือน นอกจากนี้ ยังมีโอกาสพบเห็นและได้ยินเสียงนกนานาชนิดในเส้นทาง โดยหนึ่งในนกที่โดดเด่นและพบได้ในบริเวณนี้คือ ‘ไก่ฟ้าหลังขาว’ นกพื้นถิ่นของป่าดิบเขาบนดอยสุเทพ-ปุยที่ใช้ชีวิตบนพื้นป่าร่มชื้นและคุ้ยเขี่ยหาอาหารใต้ใบไม้ร่วงหรือริมลำธาร นอกจากไก่ฟ้าหลังขาวจะมีความสวยงามแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลป่าเช่นเดียวกับนกอีกหลากหลายชนิดอีกด้วย
เส้นทางย่อยที่ 3 : เส้นทางระยะไกล (Trailhead ยอดดอยปุย-ดอยหัวหมู-บ้านขุนช่างเคี่ยน) ระยะทางไป-กลับ 7.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 5 ชั่วโมง มีความลาดชัน เหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง ชอบความท้าทาย และต้องการเรียนรู้ทั้งธรรมชาติและวิถีชุมชน เส้นทางตามรอยเสด็จพระราชดำเนินของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเดินต่อจากดอยหัวหมูที่มีทัศนียภาพสวยงาม ไปตามแนวกันไฟ สู่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน ชุมชนชาวม้งในพื้นที่ป่าดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งปัจจุบันเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการชมดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระ
เมืองไทย

มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ตัวอย่าง ‘ภาคเอกชน’ หนุนรัฐ
ตอบโจทย์พัฒนาธรรมชาติยั่งยืน
นอกจากเส้นทางยอดดอยปุย ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงเส้นทางลำดับที่ 11 ของมูลนิธิ และเป็นเส้นทางแห่งที่ 2 ของมูลนิธิในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยแล้ว มูลนิธิยังได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำเร็จเรียบร้อยแล้ว 10 เส้นทางดังนี้ ใน จ.เชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางยอดดอย (ปี 2561) เส้นทางกิ่วแม่ปาน (ปี 2562) เส้นทางอ่างกา (ปี 2564) เส้นทางผาดอกเสี้ยว (ปี 2566) อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย 1 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางน้ำตกมณฑาธาร (ปี 2558) ใน จ.นครศรีธรรมราช อุทยานแห่งชาติเขาหลวง 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางน้ำตกพรหมโลก น้ำตกกะโรม น้ำตกอ้ายเขียว (ปี 2560) และเส้นทางน้ำตกกรุงชิง (ปี 2565) และใน จ.ชัยภูมิ อุทยานแห่งชาติภูแลนคา 1 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางผาหัวนาค (ปี 2567)
อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ย้อนเล่าว่า ความร่วมมือระหว่าง กรมอุทยานฯ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติต่างๆ ให้มีความปลอดภัย แข็งแรง และสะดวกสำหรับการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน โดยภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับที่ 4 ระหว่างปี 2564-2569 นั้น ถือได้ว่า EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่าเป็นตัวอย่างของภาคเอกชน ที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนภารกิจของกรมอุทยานฯ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชให้ดำเนินไปได้อย่าง
ราบรื่น
สอดคล้องกับแนวทางของกรมอุทยานฯ ที่ต้องการสนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
สายน้ำ กริชไกรวรรณ
เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย เปิดให้เรียนรู้ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โทร 0-5321-0246, 0-5321-0244, 08-6420-5242
ทั้งนี้ การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงเส้นทางฯ ด้วยรถยนต์ ใช้ระยะเวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง

