จาก 54 สู่ 68 มหาอุทกภัย
ผังเมือง Risk Map สื่อสาร
ปัญหารัฐศาสตร์ ท้องถิ่นทำไง?
ท่ามกลางมหกรรมถอดบทเรียนมากมายแบบถอดแล้วถอดอีก หลังวิกฤตต่างๆ รวมทั้งน้ำท่วมหาดใหญ่ ต้องนับว่าวงเสวนา “ท้องถิ่นกับภัยน้ำท่วม : บทเรียนการจัดการมหาอุทกภัย จาก 54 สู่ 68” (Local Talk Series Special) โดย สถาบันพระปกเกล้า คือหนึ่งในเวทีสุดเข้มข้น ทั้งด้วยเนื้อหา ลีลาและวาทะของเหล่าวิทยากร รวมถึงเจ้าภาพ อย่าง รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่กล่าวเปิดงานในตอนหนึ่งถึงบทบาท คลังสมองของชาติ ว่า

“ถ้าเราบอกว่าตัวเองคือ สมอง ตอนที่ไม่มีปัญหา ก็ต้องคิดเรื่องใหม่ๆ ตอนที่มีปัญหา สมองก็ต้องช่วยแก้ ทั้งระยะสั้นที่เกิดเฉพาะหน้า จะดูดายไม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการต้องมาคุยกัน
เวลาเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่ต้องทำมี 3 อย่างคือ 1.ป้องกัน 2.ถ้าเกิดแล้วต้องบริหารจัดการ 3.เมื่อจบแล้ว คือการเยียวยาฟื้นฟู
สถาบันพระปกเกล้าควรอยู่ตรงไหน เมื่อเราทำหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นแล้ว สิ่งที่เป็นภารกิจหลักของสถาบันในฐานะสมองคือต้องคิดถึงการแก้ปัญหาระยะยาว
สิ่งที่เราเริ่มทำก่อนได้คือเรื่องของกระบวนการถอดบทเรียนและเตรียมคิดว่า ในขั้นตอนการเยียวยาฟื้นฟู จะทำอย่างไร
พอน้ำท่วมหาดใหญ่เราสังเกตเห็นว่า ทุกองคาพยพลงไปหาดใหญ่หมด อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงที่เขาต้องการเรามากที่สุด แต่สื่อให้ความสนใจกับเรื่องอื่นไปแล้ว เขาได้รับความช่วยเหลือน้อย จึงเป็นที่มาของงานวันนี้” รศ.ดร.อิสระอธิบายที่มาที่ไป
จากนั้น เข้าสู่คิวเสวนาที่น่าฟังอย่างยิ่ง
น้ำท่วม คือ ปัญหารัฐศาสตร์ หาดใหญ่ ผังเมืองหมดอายุ

เปิดไมค์โดย รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และหัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขอยืนหยัด เพราะถนัดกว่านั่งพูด โดยเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า ท่านว่าผังเมืองเป็นต้นเหตุของน้ำท่วมหรือไม่? แล้วน้ำท่วมที่หาดใหญ่เกี่ยวข้องกับผังเมืองหรือไม่?
จากนั้น เผยข้อมูลว่า ผังเมืองฉบับสุดท้ายที่หาดใหญ่มีคือปี 2543 และหมดอายุเมื่อราวปี’48-49 แล้วไม่เคยมีอีกเลย!
“คำตอบคือ มันเกี่ยวข้องกับรัฐศาสตร์ เพราะไม่ผลักดันให้มีผังเมือง หน้าที่ของผังเมือง คือการรับมือภัยพิบัติ ฐานของผังเมือง คือทุกคนและสัตว์โลกทุกชนิดมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ มีชีวิตรอด มีพรุ่งนี้สำหรับตัวเอง เมืองต้องมั่นคงปลอดภัยตลอดทั้งปีทั้งชาติ สิ่งที่ผังเมืองทำ คือ ทำอย่างไรที่จะป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” รศ.ดร.พนิตเฉลย ก่อนยกผังเมืองกรุงศรีอยุธยา และหลากผังเมืองโลกมาเป็นตัวอย่างแล้วโฟกัสลงไปยังหาดใหญ่
“หลักการของน้ำท่วม มาจากน้ำเหนือและน้ำหนุน ถ้าเป็นเมืองใหญ่ปากอ่าว จะเจอน้ำหนุน การจัดการไม่ให้น้ำเข้าเมือง ต้องจัดการในภาพใหญ่กว่านั้น คือ น้ำนอกเมืองไม่ให้เข้าเมือง
ปัญหาของหาดใหญ่คือ น้ำออกไม่ได้ จะด้วยเหตุใดก็ตาม แล้วน้ำที่ตกภายในพื้นที่หาดใหญ่คราวนี้ก็มากเกินกว่าที่ข้างในจะรับได้อีก สิ่งที่ต้องจัดการ คือต้องมีที่ให้น้ำไป เพราะสสารไม่หายไปจากโลก” นักผังเมืองตัวจริงอธิบาย จากนั้นหมุนเข็มนาฬิกากลับไปยังมหาอุทกภัย 2554 ว่า ‘เป็นปีที่ซวย’
“ปี’54 น้ำที่ท่วมเกิดจากน้ำเหนือเป็นหลัก เป็นปีที่ซวย คือทุกอย่างมาพร้อมกัน น้ำเหนือปกติไม่เยอะขนาดนั้น เพราะตัวพายุที่เข้ามาแล้วมีผลต่อต้นน้ำในไทยเกิดที่ทะเลจีนใต้ อยู่ในทะเลแรง พอขึ้นบก ความแรงลดลงเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงภาคเหนือของไทย ผ่านเวียดนาม ลาว อีสาน แล้วจึงมาถึงต้นน้ำเจ้าพระยาทางภาคเหนือ มันอ่อนกำลังลงแล้วหรือเข้าไม่ถึง ที่ฝนตกทางเหนือเยอะคือ หาง หรือส่วนเกี่ยวข้องเล็กๆ น้อยๆ ตัวของพายุไม่เข้า ภาคเหนือได้หางพายุ จึงมีน้ำใช้เพียงพอโดยไม่ท่วม แต่ปี’54 เข้าทะลุมา 5 ลูก โดยไม่มีใครคาดคิด” รศ.ดร.พนิตกล่าว แล้วกลับมายังศักราชปัจจุบันในวันที่หาดใหญ่วิปโยค โดยฉายภาพภูมิศาสตร์ภาคใต้
“ทราบกันว่า ภาคใต้มีภูเขาสูงตรงกลาง มีที่ราบขนาดเล็กริมชายฝั่ง ดังนั้น การเอาเส้นทางรถไฟลงไปหาที่ราบตรงกลาง เป็นชุมทางรวบรวมและกระจายสินค้า มันก็โตขึ้น แต่มันคือแอ่งเพราะมันเติบโตจากรถไฟที่หาที่ราบ ดังนั้น สิ่งที่ต้องเกิดคือ ทำอย่างไรจะมีที่ให้น้ำไป
อย่างที่บอกว่า ผังเมืองฉบับสุดท้ายคือปี’43 และหมดอายุไปแล้ว มันไม่มีการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพราะฉะนั้น ที่บอกว่า อาคารสร้างขวางทางน้ำ นั่นคือปัญหารัฐศาสตร์ คือ เราทำทุกอย่างในทางตั้ง คนทำถนนก็ทำถนน คนทำประปาก็ทำประปา ไฟฟ้าก็ทำไฟฟ้า
แต่เมืองมันซับซ้อนขึ้น มันไม่ใช่อย่างนั้นอีกแล้ว”รศ.ดร.พนิตเผย
ต่างคนต่างทำ ต้นทางปัญหา เมื่อไหร่จะบูรณาการ?
อีกประเด็นที่ รศ.ดร.พนิตชวนคิดคือปัญหาอมตะ ต่างคนต่างทำ
“ที่เราพูดว่า ถนนขวางทางน้ำ ถนนต้องทำท่อลอด เพื่อให้น้ำไปได้ แต่ภารกิจหลักของคนทำถนนคือทำถนน เขาไม่ได้มีหน้าที่ทำท่อ ต่อให้ทำ ก็ไม่ดูแลเพราะหน้าที่ของเขาคือดูแลถนน จะตั้งงบดูแลท่อ สำนักงบฯก็จะด่าได้ว่า ไม่ใช่งานหลักของคุณ ต้อง
ตัดงบ
ผังเมืองคืองานทางนอนที่จะทำการบูรณาการร่วมกันทั้งหมด ซึ่งเราขาดตรงนี้ไป คือ ต่างคนต่างทำ ถนนไปทาง ไฟฟ้าไปทาง เมืองก็พัฒนาไปทางหนึ่งนี่คือต้นทางของปัญหา
และที่สำคัญ เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ในเชิงผังเมือง เมืองเป็นวงกลมต้องมีถนนผ่ากลางเหนือ-ใต้ ออก-ตก เรียกว่า Emergency route สถานที่ราชการหลัก จะตั้งบนถนนเส้นนี้ทั้งหมด โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ว่าการอำเภอ ศาลากลางจังหวัด
ถนนเส้นนี้จะเป็นเส้นสุดท้ายที่น้ำจะขึ้นระดับสูงที่สุด และหน่วยงานของรัฐต้องไม่ท่วม หรือเป็นที่มั่นสุดท้ายที่ประชาชนจะอพยพได้แต่กลับท่วมเสียเอง เชื่อไหมว่า เมืองในไทยไม่เคยทำแบบนี้เลย ทั้งที่นี่คือหลักการพื้นฐานทางผังเมือง เพราะฉะนั้น เวลารถติด น้ำท่วม และอื่นๆ แล้วโทษผังเมือง ผมจะถามกลับไปว่าเมืองของพี่มีผังเมืองหรือยังครับ” รศ.ดร.พนิตทิ้งท้ายด้วยคำถาม
เคลียร์ปม Single Command
ชวนท้องถิ่นทำ ‘แผนที่ความเสี่ยง‘
ความฉุกเฉิน จะฉุกเฉินน้อยลง

จากนั้น รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับไม้ต่อ โดยมีประเด็นไฮไลต์อยู่ที่ความเข้าใจใน Single Command ที่อาจต้องมาเคลียร์ชัดๆ กันใหม่
“เราทุกคนมีนายได้แค่คนเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องมีนายคนเดียวกัน ใน Single Command ไม่เท่ากับ Single Commander มันคนละเรื่อง ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ถ้าไปเข้าใจว่าการใช้ Incident Command System คือการที่มีคนคนเดียวสั่งไปทั้งหมด ตั้งแต่นโยบาย การผันน้ำ การทำฟลัดเวย์ ไปจนถึงกระทั่งว่าเจ็ตสกีลำนี้ หรือข้าวสารถุงนี้จะไปไหนนี่แย่แล้ว มันไม่มีทางทำได้ (หัวเราะ)” รองผู้ว่าฯทวิดายกตัวอย่าง ก่อนอธิบายต่อไปว่า Single Command คือคำสั่งเดียว ระบบสั่งแบบเดียว แต่ Commander มีได้หลายคนตามระดับชั้นที่แบ่งไว้ ส่งทอดงานกัน เป็นระบบที่ต้องฝึก ซึ่งนายกเทศมนตรีได้รับการฝึกทุกคน
“คุณลองนึกถึงว่าระบบขนาดเดียวกัน ตูมเดียว วันเดียว เข้าไปทั้งหมด จะเกิดอะไรขึ้น เราเคยทำมาแล้ว ความยุ่งเหยิงในเชิงระนาบของการประสานงาน เวลาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่มีทางที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำได้คนเดียว ต่อให้เป็นสาธารณภัย
ระดับที่ 1
คนพยายามแสวงหา พยายามใช้คำว่า Single Command คำว่า Incident Command System ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจเรื่องนี้กันจริงๆ แค่ไหน ระบบนี้ ไม่ใช่ระบบที่เรียนจากห้องเรียนได้ แต่ต้องลองทำจริง” รศ.ดร.ทวิดากล่าว
อีกประเด็นที่รองผู้ว่าฯกทม.ชวนให้ขบคิดคือ แผนและ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี’50 ซึ่งมีน้ำหนักไปที่การจัดการภาวะฉุกเฉิน เพราะวันนั้นมีการไปตีความว่า เราตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินไม่เป็น
“เมื่อโลกเปลี่ยน การที่บอกว่า หัวใจของการจัดการด้านนี้อยู่ที่ภาวะฉุกเฉิน คุณเป็นคนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว การจัดการเรื่องนี้อยู่ที่การทำอย่างไรให้พร้อมกว่า ทำอย่างไรให้รู้ว่าต้องทำอย่างไร ที่สำคัญที่สุดคือ Risk Reduction การลดความเสี่ยง” รศ.ดร.ทวิดากล่าว พร้อมชวนท้องถิ่นทำ Risk Map โดยโชว์เวอร์ชั่น กทม. ที่เจ้าตัวขอ ‘แกง’ ตัวเอง 1 ช็อต ว่า
“ไม่ได้จ้างใครทำ ให้ข้าราชการ กทม.ทำ โดยมีนางมารร้ายนั่งกดดันอยู่ 1 คน คือ ตัวเอง”
จากนั้น อธิบายว่า Risk Map นี้ โชว์ภัยที่ กทม.คาดไว้อยู่แล้ว ว่าจะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยเป็น โอเพ่นดาต้า แค่พิมพ์คำว่า แผนที่ความเสี่ยง กทม.
“ทำไว้เพราะต้องการรู้ว่าทรัพยากร อยู่ตรงไหน และมีความเสี่ยงภัยเกิดที่ไหนบ้าง เวลาเรารู้ว่า คูคลองหนองบึง ประปาหัวแดงอยู่ตรงไหน จะทำให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้ ถังดับเพลิงในชุมชนที่เราประเมินความเสี่ยงไว้แล้ว จุด AED
แม้กระทั่ง กล้องวงจรปิด โรงเรียนในสังกัด สถานที่พักพิงชั่วคราว ขอบเขตชุมชนที่เข้าถึงยาก ถนนที่รถเข้าไม่ได้ เราสามารถพอยต์ไว้ แล้วการวางแผนบริหารจัดการจะง่ายขึ้น และดีขึ้น ความฉุกเฉิน จะฉุกเฉินน้อยลง
งานแบบนี้อย่าไปคาดหวังว่า จะทำอะไรถูกทั้งหมด ไม่มีทาง จากประสบการณ์ที่อยู่ในสายงานนี้มา 25 ปี ไม่เคยมีใครทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่คนที่ไม่รู้ระบบ ไม่ทำอะไรเลย 10 เรื่อง จะทำอะไรเลยไม่ได้สักเรื่อง แล้วต้องไปแก้ปัญหาตอนนั้นทั้งหมด
แต่ถ้าคุณแม่นในเรื่องที่ต้องแม่น ถ้าคุณเก่ง จะเหลือเรื่องที่ต้องไปคิดเอาตอนนั้น 2-3 เรื่อง” รศ.ดร.ทวิดากล่าว โดยไม่ลืมเล่าด้วยว่า น้ำท่วมหาดใหญ่คราวนี้ มีผู้ประสบภัยแจ้งผ่าน ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ ของ กทม.ด้วย
ข่าวต้องจริงข้อมูลต้องแม่นช่วงวิกฤตเสี่ยงภัยไม่ต้องหาแสง
สำหรับการสื่อสาร ก็สำคัญอย่างยิ่ง หากอยู่ในภาวะวิกฤต แล้วสื่อสารวิกฤตซ้ำ ย่อมนำความหายนะมาบังเกิด

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล นักวิชาการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อภิปรายในประเด็นนี้โดยหยิบยกสโลแกนที่ชาวเน็ตยั่วล้อว่า งบน้อยร้อยแอพพ์
“มีคนบอกว่า บ้านเรา งบน้อยร้อยแอพพ์ จำได้ไหมตอนน้ำท่วมหาดใหญ่ การบริหารจัดการน้ำมีกี่แอพพ์ ตอนนี้ที่เข้าไปดูได้ มีประมาณ 5 แอพพ์”
จากนั้น เทียบความแตกต่างระหว่างวิกฤตท่วม 54 กับ 68
“สิ่งที่ต่างกันคือ ปี’54 รัฐบาลกลางลงเต็มที่ ตอนนั้น นายกฯปู (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ตอนหลังก็เอาไม่อยู่ ถ้าใครจำได้ ภาพติดตาเรื่องการสื่อสาร ไม่ใช่ภาพที่นายกฯลงพื้นที่ แต่เป็นภาพโทรศัพท์ของหน่วยงานต่างๆ ที่รับร้องเรียน พากันยกหูโทรศัพท์ออก ไม่มีใครรับสายแล้ว ปล่อย
ทิ้งเลย เจ้าหน้าที่ก็หนีตาย
แล้วภาพปี’68 เป็นอย่างไร เราคิดว่าท้องถิ่นต้องเตรียม เพราะไม่เหมือนปี’54 ที่รัฐบาลหน้าด่านจะมารับงานก่อน สำนักข่าวเพิ่งเล่นตอนมีอุทกภัยแล้ว ตอนมีกู้ภัยไป และต้องเป็นกู้ภัยอินฟลูฯ เป็นคนเสียงดังๆ นักข่าวถึงจะตามไป
ความต่างคือ ปี’54 การเล่าเรื่องน้ำท่วมเกิดโดยสำนักข่าวและมีการอธิบายทางน้ำ แต่ต้องบอกว่าปี’54 น้ำลงจากเหนือมากรุงเทพฯ แน่นอน ประเทศกรุงเทพฯ คนสนใจ นักข่าวทุ่มสรรพกำลัง มีนักวิชาการอธิบายว่าน้ำจะมาอย่างไร เตือนให้ยกของขึ้นสูง มันไม่เดือดเท่าหาดใหญ่ ซึ่งได้รับการฟังเสียงเมื่อเกิดวิกฤตไปแล้ว” รศ.พิจิตราเทียบชัดๆ ก่อนอธิบายว่า การสื่อสารในช่วงภาวะวิกฤต จะมีก่อนวิกฤต ช่วงวิกฤต และหลังวิกฤต กล่าวคือ ก่อนวิกฤต คือการเตือนภัย ซึ่งภารกิจสำคัญ สิ่งที่ต้องทำคือ ข้อมูลต้องใช่ แต่ขนาดสำนักต่อต้านเฟคนิวส์ของประเทศเองยังบอกว่า ไม่ใช่มหาอุทกภัย
“การเตือนภัยต้องมาจากหน่วยงานที่เหนือท้องถิ่น การให้ข่าวต้องเป็นข้อเท็จจริง ความแม่นยำต้องใช่ ถ้าไม่แม่น คนจะไม่เชื่ออีกเลย มันมีหลายส่วนงานที่จะช่วยท้องถิ่นได้ อย่างการเตือนภัยส่งมาให้ท้องถิ่น
นอกจากนั้น สิ่งที่อยากจะฝากท้องถิ่นอีกอย่างหนึ่ง คือ ตอนที่ยังไม่เกิดภัยพิบัติ ต้องพยายามทำข้อมูล ว่าในพื้นที่เรามีใครบ้าง หาเด็กวัยรุ่น จ้างทำดาต้า ติดแท็กนิดหนึ่งว่าบ้านนี้มีผู้ป่วยติดเตียง” รศ.พิจิตราแนะ
นอกจากนี้ ยังหยิบยกคอนเทนต์เกี่ยวกับฝนตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการเปรียบเทียบหาดใหญ่กับ ‘มาเลเซีย’ ซึ่งเป็นพื้นที่ฝนตกเหมือนกัน ทำไมมาเลย์รอด จึงย้อนกลับมาที่การสื่อสารก่อนภัยพิบัติ นั่นคือ มาเลเซียอพยพคนออกจากพื้นที่
“ตรงนี้คิดว่าภารกิจของท้องถิ่นสามารถทำได้ เพราะฉะนั้นนอกจากมีข้อมูลแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ต้องเตรียมคือ พื้นที่เวลามีเหตุจะเอาเขาไปอยู่ไหน”
ส่วนแอ๊กชั่นผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศหรือหน่วยงาน รศ.พิจิตรามองว่า คนไม่ได้อยากเห็นผู้บริหารลงไปผัดข้าว หรือ ‘เอ็นเตอร์เทน’ แต่สิ่งที่คนคาดหวังจะเห็นจากผู้บริหารในสายการบังคับบัญชาคือ การช่วยเหลือในลักษณะที่ไม่ต้องไปลุยพร้อมกับพวกเขาก็ได้ แต่มีความห่วงใยและสามารถสั่งการได้
“การสร้างภาพลักษณ์อะไรต่างๆ ในช่วงน้ำท่วม เอาจริงๆ ก็ทำได้ แต่ทำให้ถูกจุดนิดหนึ่ง ทำเหมือนเป็นคนทำงาน คนสั่งการ เดี๋ยวภาพมันจะวิ่งมาเอง อาจจะไม่ต้องหาแสง หรือหิวแสงก็ได้
เรามาทำพีอาร์ในช่วงสถานการณ์ปกติดีกว่า แต่ถ้าเป็นช่วงวิกฤต ความเป็นความตาย ควรอยู่ในห้องวอร์รูม ในห้องที่สามารถสั่งงานคนได้ โทรมไม่เป็นไร อันนั้นแหละซื้อใจคน” รศ.พิจิตราแนะ
จากนั้น ปิดท้ายด้วย 2 ผู้ทรงคุณวุฒิกับหัวข้อ การจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายในสถานการณ์ฉุกเฉิน กับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดย ศ.พิเศษ กฤษฎา บุณยสมิต ที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันพระปกเกล้า อดีตผู้ตรวจการอัยการ และ สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.
ศ.พิเศษ กฤษฎาอภิปรายว่า อุทกภัยที่ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล ประชาชนรวมทั้งหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเอกชนต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ภายใต้ระเบียบกฎหมาย การจัดซื้อจัดจ้างในภาวะวิกฤตจะทำอย่างไร
ด้าน สุทธิพงศ์ มองว่า ปัญหาทุกวันนี้คือ ความกลัว กลัวว่า สตง.จะมาตรวจ พอไม่มีหลักฐาน แล้วจะถูกเรียกเงินคืน แต่วันนี้อยากนำความมั่นใจมาให้ทราบว่า ตั้งแต่มีกฎหมายฉบับใหม่ สตง.เปลี่ยนวิธีการแล้ว หลักความชอบด้วยกฎหมายมันถูกวางลงบ้างแล้ว กฎหมายฉบับเก่ามีการวางหลักว่า ถ้าผิดกฎระเบียบ ต้องถูกดำเนินการทางวินัย ต่อมา มีการแก้กฎหมาย
หากบกพร่องไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับมติ ครม. แต่ไม่เสียหาย ไม่ทุจริต ให้ สตง. แค่แนะนำ ถ้าเสียหาย ให้ชดใช้ หรือดำเนินการทางวินัย ถ้าทุจริตจึงส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เป็นอันปิดจบครบแทบทุกมิติของการชี้เป้ากรุยทางท้องถิ่นในการวางแผนบริหารจัดการตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างประสบภัย ไปจนถึงช่วงฟื้นฟูเยียวยาภายใต้ความคาดหวังว่าประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมจะไม่เกิดซ้ำ ไม่ว่ามุมใดในประเทศนี้
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร



