หน้าแรก ประชาชื่น ‘พายุ บุญโสภณ...

‘พายุ บุญโสภณ’ บนถนนของการลอยนวล สู้ยิบตา สร้างบรรทัดฐานใหม่ จะไม่เป็นเหยื่อ (จนท.) รัฐอีกต่อไป

28.12.25 | 11:49 น.

‘พายุ บุญโสภณ’ บนถนนของการลอยนวล
สู้ยิบตา สร้างบรรทัดฐานใหม่
จะไม่เป็นเหยื่อ (จนท.) รัฐอีกต่อไป

จะอยู่นิ่งได้จริงหรือ? …

ถ้าวันนั้นไม่ใช่ชายหนุ่มอย่าง ‘พายุ’

แต่เป็นตาสีตาสา เป็นเด็กนักเรียน หรือแม้แต่คุณเองที่กำลังเดินข้ามถนนกลับบ้าน ถูกลูกหลงจนดวงตามืดบอดไปตลอดกาล

จากฝีมือเจ้าหน้าที่ซึ่งคุณจ้างวานให้มาดูแลคนในบ้าน ด้วยกระสุนยางที่ซื้อด้วยภาษี

Advertisement

พายุ บุญโสภณ คือหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุม ‘ราษฎรหยุดเอเปค 2022’ หลังคลุกคลีกับกลุ่มดาวดิน ต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ครั้งยังเป็นเฟรชชี่ ก่อนรับบท NGO ในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

เพราะต้องการปกป้องบ้านเกิด ไม่เพียงแค่ชัยภูมิ แต่คือบ้านของคนทั่วทุกภูมิภาค

ไม่ใช่แกนนำ หากงานหลักคือประสานหลังบ้าน เชื่อมโยงขบวนให้ไปต่อได้

ในวันนั้นเขาเป็นการ์ดนำชาวบ้านหลายร้อยชีวิต เดินเท้าเข้าไปสื่อสารปัญหาที่คาราคาซังมานาน

ทว่า คำตอบจากรัฐไม่ใช่การรับฟัง แต่มอบกระสุนยางพุ่งเข้าเบ้าข้างขวา

‘ดวงตา’ คือราคาที่เขาต้องจ่าย เพื่อใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน ท็อปปิ้งด้วยข้อหา ม.215 และ 216 เป็นของแถม

สลายอย่างไม่ชอบธรรม คือการซ้อมทรมานอีกรูปแบบ

เพราะหลักสากล ‘Sight and Sound’ ชี้ชัดไว้แล้วว่า การม็อบทำได้ในระยะที่ผู้มีอำนาจยัง ‘มองเห็นและได้ยิน’

แต่เมื่อรัฐไทยเลือกไม่แยแส จึงไม่ต่างจาก ‘การปิดปากเป็นระบบ’

การมีส่วนร่วมถูกปิดประตูทุกช่องทาง

เริ่มจากสิทธิชุมชน สิทธิบนท้องถนน จนถึงสภา

สิ่งที่น่าหวั่นใจกว่าบรรทัดฐานที่ถูกทำลาย คือทำให้การออกมาใช้สิทธิ กลายเป็นเรื่องอันตราย

จริงอยู่ว่า กลไกมี แต่ไม่แอ๊กทีฟในทางปฏิบัติ คดีฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ไม่เคยคืบหน้า ผลักภาระให้เหยื่อต้องพิสูจน์ตัวเอง เพื่อแลกกับการเยียวยา แม้จะมีคลิปหลักฐาน ก็ทำได้เพียงรู้หน่วยงานจากอาร์มข้างแขน ของ คฝ.

3 ปีผ่านไป เรื่องยังถูกฟรีซไว้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ไม่ไหวจะทน จึงได้เข้ามาเดินหน้าพุชอย่างต่อเนื่อง ด้วยการชูเป็นอีกหนึ่งเคสตัวอย่างในแคมเปญ Write for Rights

พา ‘พายุ’ เดินทางไปประชุมที่เจนีวา เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (CAT)

จนเกิดข้อเสนอแนะชัดๆ ถึงรัฐไทย ให้แก้กฎหมายทั้ง พ.ร.บ.ต่อต้านการทรมาน และ พ.ร.บ.ชุมนุม, สอบสวนอย่างอิสระโดยทันที และเยียวยาผู้ชุมนุม พร้อมเมนชั่นถึงกรณี ‘พายุ’ โดยตรง

ล่าสุด หลังไปยื่นจดหมายทวงถาม กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ตอบรับว่าจะเร่งสอบสวนเยียวยาอย่างโปร่งใส แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการไต่สวนแม้แต่ปากเดียว

แน่นอนว่ารวมถึงผู้เสียหายรายอื่นๆ ทั้งนักข่าว ชาวบ้าน พระ หรือแม้แต่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกเตะให้ล้มแล้วกระทืบซ้ำ ราวกับหลงลืมไปว่าไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

การลอยนวลพ้นผิด กลายเป็นบรรทัดฐานตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชาชินกับสถานการณ์ฉุกเฉินและความรุนแรง จนมันกลายเป็น ‘นอร์ม’ ไปเรียบร้อยแล้วหรือ?

สิ่งที่ ‘พายุ’ อยากเห็นในรัฐบาลชุดหน้า มากไปกว่าสู้เพื่อทวงการเยียวยาในฐานะปัจเจก

แต่คือเพื่อให้เกิด ‘บรรทัดฐานใหม่’ หยุดผลักภาระให้เหยื่อ ยุติการลอยนวลพ้นผิดไม่ให้เกิดซ้ำอีกต่อไป

ให้กำเนิดนโยบายที่นอนตายตาหลับ ว่าทรัพยากรในบ้านเกิดอันประเมินค่าไม่ได้ จะถูกรักษาไว้ยิ่งชีพ!

⦁ จุดไหนที่ทำให้เริ่มสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้าน?

สมัย ม.ปลาย ตามเพื่อนเข้าไปอยู่ในชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปลูกป่า ทำข้อมูลสัตว์ป่าหายาก ทำมาเรื่อยๆ จนจบ ม.ปลาย เราโตที่ชัยภูมิ เข้ามาเรียนคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น (2561-2566) ด้วยความไม่ชอบระบบโซตัส บังเอิญมีพี่ชวนไปบ้านดาวดิน ซึ่งทำงานกับพี่ๆ NGO ในภาคอีสาน

พูดคุยกันลึกจนเราอยากรู้ ไอ้เราก็ว่างซะด้วย นั่งคุยอยู่ดีๆ พากันชวนไปโบกรถลงพื้นที่ อ.วังสะพุง จ.เลย ภูเขาลูกหลักอยู่ตรงกลาง หมู่บ้านล้อมรอบ ได้รับสัมปทานทำเหมืองแร่ทองคำ ฝนตกลงมาชะล้างลงไปชุมชน ที่นา

ตอนเหมืองมาแรกๆ เขาก็เกณฑ์ไปทำงาน ชาวบ้านเจ็บป่วยจนเริ่มสงสัย บางคนกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินไม่ได้ บนเขาเจอแอ่งใหญ่ๆ เป็นแหล่งละลายแร่ อยู่ตรงตาน้ำ โดนทุกอณู ‘ภูทับฟ้า’ สูงที่สุดในอำเภอ ระเบิดจนไม่เหลือ มีแต่เศษแร่ที่กองเป็นภูเขาแทน เราช็อก เฮ้ย! มีอย่างนี้ด้วยเหรอ แล้วชาวบ้านต้องต่อสู้ด้วยตัวเขาเอง

มันเป็นคำถามที่พี่ๆ ดาวดินยิงมาด้วยว่า ในฐานะที่เรียนนิติฯ เห็นอย่างนี้แล้วจะเอากฎหมายไปช่วยชาวบ้านยังไง? ทำไมชาวบ้านไม่สามารถเลือกได้

ผมเพิ่งรู้ว่าพวกพืชมันดูดสารเข้าไปด้วย เอาไปตรวจวัดมีทั้งสารโลหะหนัก สารหนู มีแพทย์กล้าเซ็นยืนยันว่าเป็นผลจากเหมือง มีแพทย์คนนึงเซ็นว่าเกิดจาก ‘น้ำ’ โดนเด้งเลย พอเชือดไก่ให้ลิงดูก็ไม่มีใครกล้า พอกินไม่ได้ เขาก็ต้องขายข้าวตัวเองเพื่อซื้อข้าวกิน

⦁ กลายเป็นว่าถ้าไม่ร่วมกันรักษา วันนึงอาจจะต้องซื้อข้าวเมืองนอกบริโภคหรือเปล่า มองในมุมการแข่งขันตอนนี้แทบจะสู้เวียดนามไม่ได้แล้ว?

ข้าวไทยเคยเป็น NO.1 ของเอเชีย ไม่แปลกที่แรงกิ้งจะต่ำลงเรื่อยๆ อย่างอีสาน วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป เพราะโรงงานเข้ามา จากปลูกข้าวเปลี่ยนไปปลูกอ้อย มันสำปะหลัง กลายเป็นสุดท้ายแล้วเราทำเกษตรกรรมเพื่อส่งเข้าอุตสาหกรรมการผลิต ไม่ใช่เพื่อปากท้อง เพราะกลุ่มทุนเน้นผลประโยชน์ ไม่มีที่จะชูเรื่องข้าวไทยไปสู้ พื้นที่ปลูกก็ดันมีแต่สารเคมี ไม่ต้องพูดถึงความออร์แกนิค อู่ข้าวอู่น้ำที่หายไปเพราะนโยบายของรัฐที่เอื้อให้กับนายทุนพวกนี้แหละ ที่มันทำลายทั้งวิถีชีวิตและการพัฒนา

⦁ ยังมี ‘วัฒนธรรม’ ที่ถูกเบียดขับไปพร้อมกับคนในพื้นที่นั้น กังวลไหมว่าวันนึงภูมิปัญญาจะค่อยๆ หายไป เพราะกฎหมายกลายเป็นตัวอนุญาต?

ไม่ชัวร์ แต่วิถีชีวิตเปลี่ยนแน่ ที่เห็นชัดๆ อย่างสัตว์ป่า พันธุ์ปลาหายากที่หายไป มันสอดคล้องกันไปหมด

จริงๆ การทำประชาพิจารณ์ EIA มันโอเคด้วยซ้ำ ในตัวบทกฎหมาย มันต้องรับฟังเสียงชาวบ้านในรัศมี 5 กม. แต่ข้อเท็จจริงคือ เขากีดกัน แล้วเอาคนนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้ประโยชน์เข้ามาแทน

⦁ หมายถึงนั่งรถบัสกันมาเลย?

เป็นคนนอกหมู่บ้านเลย อำเภออื่น จ่ายหัวละ 500 แล้วไม่ให้คนในออก เอาตำรวจ คฝ.มากันไว้ เคยเห็นภาพไหมเวที ค.2 โดนกีดกันออก บางคนโดนขู่

หลังปี 2557 ตัวละครเปลี่ยนเป็นทหารหมด จนได้คำตอบว่า มันเกิดจากอำนาจรวมศูนย์ ผู้ได้รับผลประโยชน์คือ นายทุน+รัฐ เกิดรัฐประหารเลยรู้ซึ้งว่า ถ้าเราแก้โครงสร้างไม่ได้ ปัญหาในพื้นที่ก็จะไม่ถูกแก้ไข เลยขยับจากคัดค้านรัฐประหารก่อน นโยบายต้องมาจากฐานล่าง โยงไปถึง ‘สิทธิชุมชน’ ที่ต้องมีในรัฐธรรมนูญ ไม่คิดว่าจะเคลื่อนมาถึงจุดนี้ มันเริ่มจากปัญหาชาวบ้าน

⦁ การสร้างความรับรู้คนที่อยู่ในเมืองใหญ่ เป็นอุปสรรคใหญ่ไหม?

เราตั้งเป้าเล็กๆ แค่คนสงสัยว่า พวกนี้ออกมาทำอะไร นั่นคือสำเร็จแล้ว ตอนนั้นชาวบ้านสู้จนหยุดเหมืองได้ แต่พอเกิดรัฐประหารกลับให้ดำเนินการต่อ เราอยากให้คนเข้าใจผลกระทบของรัฐประหาร มันต้องสร้างการรับรู้ก่อน เหมือนอย่างแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าคนในสังคมยังไม่เปลี่ยนการรับรู้ สุดท้ายแก้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เดี๋ยวก็กลับมาเหมือนเดิม

⦁ โดดเรียนมาทำกิจกรรม บอกพ่อแม่ยังไง?

(หัวเราะ) จะมีช่วงที่ประยุทธ์ ไปขอนแก่น แล้วไปแอ๊กชั่น ‘ไม่เอารัฐประหาร’ ยืนชู 3 นิ้วกันอยู่ 5 คนกับ พี่ไผ่ ดาวดิน ก็โดนคุมตัวไปค่ายทหาร บังคับเซ็น MOU ว่าจะไม่เคลื่อนไหว แต่พวกผมไม่ยอม ที่บ้านรู้เพราะโดนเรียกผู้ปกครอง (หัวเราะ)

ด้วยความที่ตาเป็นตำรวจ โดนสวดชุดใหญ่เลย สุดท้ายก็ยอมเซ็น กลับบ้านก็อธิบายว่า ถ้าปัญหามันอยู่ตรงหน้าแล้วไม่แก้ไข เราจะเรียนกฎหมายไปทำไม? คุยทั้งวันเลย สุดท้ายเขาไม่ได้ห้าม กลัวเรียนไม่จบกับห้ามทำอะไรที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งเราคิดในใจ ‘ไม่เสี่ยงแน่นอน’ เป็นเบื้องหลัง ที่ไหนได้หนักเลย (หัวเราะ)

⦁ เวลาที่พูดปัญหาชาวบ้าน การคุกคามของทุน เหมือง เขื่อน ตา-ยายที่เป็นข้าราชการเข้าใจได้ง่ายขึ้นกว่าบอกว่า คนตัวเล็กถูกรังแกไหม?

เขาไม่ได้เข้าใจลึกขนาดนั้น แต่เห็นภาพ เพราะที่บ้าน อ.คอนสาร (ชัยภูมิ) ดันมีประเด็นป่าไม้ที่ดินเหมือนกัน ผมเลยเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า ชาวบ้านอยู่กันมา อยู่ดีๆ วันนึงรัฐประกาศให้เป็นป่าของรัฐ แต่เขาไม่เคยสำรวจเลย ยุคนั้นการสื่อสารไม่ได้ดี ด้วยวิถีชีวิตคนหาเช้ากินค่ำ เขาไม่มีเวลาไปหน้าอำเภอเพื่ออ่านประกาศหรอก ก็ถูกขับไล่กลายเป็นคนที่ไม่มีที่อยู่ จนต้องออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องที่ดินของเขาคืนมา

ปรากฏว่าเขาอิน เพราะตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ของปู่ย่าตายายเขามาก่อนเหมือนกัน

⦁ อย่างเคสบ้านเรา จะเอาที่ดินไปทำอะไร?

เขาประกาศเป็นป่าของรัฐ แต่เอาจริงๆ คือจะเอาไปปลูกต้นยูคาลิปตัส จากที่ชาวบ้านอยู่กับป่าได้แล้วนะ เพราะมีการทำ MOU กัน แต่หลังจากที่มีนโยบายทวงคืนผืนป่า เขาเอาป่าไปปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นช่วงที่ขายคาร์บอนเครดิตรุ่นแรก แต่อ้างว่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า 40% พอโตแล้วตัดไปขาย มันจะปลูกป่าถาวรได้ไง? แต่คนที่อยู่กับป่าจริงๆ เขาปลูกไม้ยืนต้นหลากหลายและดูแล ทำไมคุณถึงไล่เขาออก เราพยายามสู้ประเด็นนี้

⦁ เป็นจุดร่วมที่เห็นในหลายๆ พื้นที่ด้วยไหม ในลักษณะการแย่งยึดที่ดิน?

แพตเทิร์นเดียวกันเลย คือไล่คนออกก่อน แล้วอ้างว่าต้องปลูกป่าทดแทน แต่จริงๆ แล้วเขาไม่เคยพูดถึงการเอาไปขายคาร์บอนเครดิตเลย พูดเรื่องอื่นบังหน้า ที่หนักๆ คือภาคเหนือ มันเป็นเรื่องพื้นที่ทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ ซึ่งปัญหายังไม่ถูกแก้ แต่ละพื้นที่หลายสิบปี

⦁ ด้วยการเบี่ยงเบน ทำให้ไม่รู้ข้อมูลเชิงลึก จนทำให้เลือกตัดสินใจยินยอม?

ในอีสานเกือบทุกพื้นที่เลยจะมีอย่างนี้ คือ ‘รัฐให้สัมปทานกลุ่มทุน’ ซึ่งต้องมาขอความเห็น แต่เขามาในรูปแบบไม่สุจริต เอาของมาแจกแล้วให้เซ็นรับในเอกสารที่ไม่มีหัว “อะ เซ็นรับข้าวนะครับยาย” แล้วไปตีหัวใหม่ว่า ‘ยินยอม’ เหลี่ยมมาก แล้วเอาเอกสารนี้ไปขออนุญาตจากรัฐ ที่มามันไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น บางคนเอากระเป๋าผ้ากับที่ตัดเล็บมาให้ เอาน้ำตาลมาแจก

⦁ ช่วงที่ม็อบปี’63 เริ่มเข้มข้น เข้ามามีบทบาทในการเคลื่อนไหวที่กรุงเทพฯ ได้อย่างไร?

เรียนจบปี’66 ผมก็เป็น NGO เต็มตัว เป็นเจ้าหน้าที่กฎหมาย ในเครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสาน อยู่ภายใต้ร่มของพีมูฟ แต่จริงๆ ทำงานมูฟเมนต์ (หัวเราะ) จนได้เป็นคณะกรรมการในพีมูฟ ขับเคลื่อนเรื่องป่าไม้ที่ดิน ได้เรียนรู้หลายประเด็นปัญหา

ด้วยความที่ม็อบมา ช่วงปี’63 หลังยุบพรรคอนาคตใหม่ อีกด้านผมทำงานกับคนรุ่นใหม่ในภาคอีสาน ตั้งกลุ่ม ‘ราษฎรชัยภูมิ’ ช่วงนั้นแต่ละจังหวัดก็จะผุดขึ้นมา พอกันที จะไม่ทน ฯลฯ นามสกุลประมาณนี้ เกิดเป็นเครือข่าย ‘ราษฎรโขง ชี มูล’ เราพยายามเอา 2 อย่างนี้มาผสานกัน ‘นักศึกษา กับ ชาวบ้าน’ ทำงานหนุนเสริมกัน

มันเกิดจากความไม่พอใจการยุบพรรค เกิดข้อเสนอเชิงโครงสร้าง โยงมาเรื่องเอเปค ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงด้วย ให้ชาวบ้านเห็นภาพว่า ถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญได้ ก็จะกำหนดอนาคตตัวเองได้ เขาก็เอาด้วย เป้าสุดท้ายต้องไปจบที่ ล้มเอเปคให้ได้! คิดภาพแบบในหนังเลย

ก็คุยเรื่องความเสี่ยงกันทั้งหมด อาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่อย่างน้อยให้นานาชาติรับรู้ ให้สื่อตีข่าว รณรงค์แค่นี้เลย จังหวะนี้ต้องขยับแล้ว ช่วงนั้นม็อบคนรุ่นใหม่กระแสสูง

⦁ ช่วงปี 2563 คฝ.เริ่มฉีดน้ำ มีภาพสลายม็อบรุนแรง มีส่วนตัดสินใจในการขยับไหม?

ในมุมชาวบ้านเราสังเกตได้ว่า วิธีการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ มันคนละฟีล คฝ.ไม่กล้าฉีดน้ำ เลยเอาโจทย์นี้มาคุยว่า “เนี่ย ลูกหลานโดนอย่างนี้อยู่นะ เขาสู้เพื่ออะไร” ซึ่งก็เอาด้วย บางคนก็กลัวๆ เพราะไม่เคยเจอ ส่วนใหญ่ที่สู้ในจังหวัด เจอตำรวจที่รู้จักกันอยู่แล้ว ถ้าเป็นม็อบรุ่นใหม่เขาคาดเดาไม่ได้ มันเลยเกิดความรุนแรงอย่างที่เห็น

เป็นความคิดในหัวว่า ถ้า 2 กลุ่มนี้มาเคลื่อนด้วยกัน คงรับมือไม่ได้ เหมือนม็อบเป็ดยาง ถ้าเราเตรียมการก่อนที่เขาจะรับมือทัน มันอาจจะพาเราไปถึงเป้าหมายไกลกว่านี้

⦁ มีคิดไว้บ้างไหมว่ามันจะเกิดขึ้น (ถึงขั้นสูญเสียดวงตา)?

เตรียมใจไว้อาจจะโดนคดี โดนบล็อก สกัดกั้นแน่ๆ เราคิดถึง Worst Case แหละ แต่ไม่ถึงขั้นที่มันเกิดขึ้นจริง หน้าที่หลักคือเป็นการ์ด ทำให้ขบวนไปต่อได้ เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมเจ้าหน้าที่เล็งมาที่กูวะ (หัวเราะ)

⦁ มองว่าตั้งใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุ?

ผมว่าเล็ง มีพี่ๆ มีน้องมาบอกว่า เขาเล็งตัวแล้วนะ คนที่เจรจาได้ยินว่าเขาคุยอะไรกัน เราก็ฟังนะแต่ไม่รู้ต้องระวังยังไง คือมันมี 3 แนวกีดกันตรงถนนดินสอ (1.แนว ตร.-เจรจาผ่านไปได้ 2.แนวแผงเล็ก+สะลิง+ตร. ผู้ชุมนุมฝ่าไปได้ 3.แนวปะทะมีรถตำรวจและ คฝ.) ผมโดนรอบที่ 3 มันเกิดขึ้นช่วงยื้อ

⦁ ยังคาดหวังว่าจะได้รับการเยียวยาอยู่ไหม?

(หัวเราะ) คาดหวังแบบไม่คาดหวัง ตามหลักการคือเจ้าหน้าที่ผิด มันต้องสู้เพื่อยืนยันหลักการ แต่กระบวนการยุติธรรมไทย ไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น เรารู้ว่าคนที่ต่อสู้เพื่อบ้านเกิดตัวเอง กว่าจะได้รับความยุติธรรมนานฉิบเลย ด้วยวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด มันเกิดขึ้นแต่ไหนแต่ไร

⦁ ถ้าบอกประชาชนคนไทยให้คนตื่นรู้ได้?

ถ้าเลือกได้ เราอยากพูดกับคนที่เขากลางๆ ให้ได้ยินสิ่งที่เราเคลื่อน สิ่งที่เกิดกับชาวบ้าน บางจังหวะมันอาจจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเองก็ได้

⦁ มองภาพประเทศไทยวันนี้ หลังการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนมาไกล แต่อาจจะยัง?

มันมีจังหวะที่ใกล้จะเปลี่ยน แต่เราไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาด เสียดาย เห็นที่ประเทศอื่นมันสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เราต้องคิดให้มากกว่าเดิม ทำแบบเดิมไม่ได้ ต้องจับจุด กลับมาตั้งต้นกันใหม่ แต่ไม่รู้อีกกี่ 10 ปีถึงจะไปได้ คนที่เคยสู้ร่วมกันกับยังจะไหวไหม มันเป็นการโอบอุ้มที่ไม่เห็นปลายทาง แต่ผมยังสู้ไปในเส้นทางนี้ ให้ถึงจุดที่เราเคยไปถึง เป็นทั้งข้อกังวลและเป็นสิ่งที่ต้องทำ

⦁ ถ้ารวมกันได้ ปักธงให้ชัด พุ่งไปในทางเดียวกัน อาจจะเริ่มเปลี่ยนจากอะไรเล็กๆ ได้ไหม?

อันนี้ไม่ชัวร์ สังคมไทยเราอ่านเกมอะไรไม่ออก อยู่ดีๆ นั่งเครื่องมาถึงปุ๊บ ยุบสภาแล้ว งงเลย (หัวเราะ) สิ่งที่เราพอจะกำหนดได้ ผมว่าอย่างน้อยถ้าเรามีมวลชน เป้าหมายชัด สักวันจะเคลื่อนไปได้

⦁ อยากเห็นนโยบายอะไรจากพรรค ที่จะมาแก้ไขปัญหาซึ่งไทยเผชิญอยู่?

อยากเห็นการกระจายอำนาจเกิดขึ้นจริง เมื่อไหร่ที่มันถูกกระจาย เราจะได้ไม่ต้องมาส่วนกลางแล้ว ปัญหาเกิดขึ้นจบในพื้นที่ตรงนั้นได้เลย มันจะง่าย ชาวบ้านไม่ต้องมาเสี่ยงเจอสลายการชุมนุมอีก สิ่งผมอยากเห็น คือ จังหวัดจัดการตนเอง ชาวบ้านกำหนดอนาคตตัวเองได้

⦁ มีเสียงเรียกร้อง ‘เลือกตั้งผู้ว่าฯทุกจังหวัด’ ถ้าเกิดขึ้นได้จริง?

หลายที่ก็อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ผมว่าการแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่มันง่าย บางพื้นที่เขาอยากแก้ แต่ไม่มีอำนาจ ระบบราชการไทยไม่ฟังก์ชั่น ทุกอย่างมันมั่ว เอาง่ายๆ แบ่งอำนาจออกไปสิ ตรงกลางไม่ไหว คุณก็แบ่งงานออกไปให้ภูมิภาคเขาจัดการสิ มันถึงจะถูกแก้ไข ประเทศไทยจะดีขึ้น

⦁ ถ้าออกแบบการเมืองท้องถิ่นได้ จะเริ่มจากตรงไหน หรือต้องทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการไม่ซื้อสิทธิขายเสียงก่อน?

ทุกระดับมีปัญหาหมด ผมเห็นด้วยเรื่อง ‘เลือกตั้งทุกระดับ’ ถ้าเราเห็นว่าโกง ซื้อเสียง หรือไม่มีผลงานจริง รอบหน้าก็จะไม่เลือก มันซื้อเสียงกันเป็นรากเหง้าวัฒนธรรมไปแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่าถ้าคุณโกงกิน รอบสองอาจจะรับเงิน แต่เขาไม่เลือก จริงๆ พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล เคยทำให้เห็นแล้ว ว่าบางพื้นที่ไม่ซื้อเสียงเลย คนก็ยังเลือก

⦁ แต่โครงการน้ำประปาดื่มได้ อบต.ลำพูน ชาวบ้านกำลังจะได้ดื่มฟรี ก็โดนสกัดจากท้องถิ่น?

(หัวเราะ) ตามนั้น แต่ผมว่าถ้ามีการเลือกตั้งทุกระดับ แล้วประชาชนได้มีสิทธิเลือกคนเข้ามา มันจะแก้ปัญหาได้แน่นอน

⦁ ในฐานะคนที่เรียนกฎหมาย พอความอยุติธรรมเกิดขึ้นกับตัวเอง มันส่งผลยังไงกับความรู้สึกต่อกฎหมาย?

(หัวเราะ) จริงๆ เรายังเชื่อในตัวกฎหมายนะ แค่กฎหมายไทยมันทำให้เรารู้สึกไม่ศรัทธา หรือเชิดชูเป็นไบเบิล ถ้าเปลี่ยนได้แล้วมันดีกับทุกคนถึงจะยังเคารพได้อยู่ ตอนนี้เราพูดถึงได้แค่รัฐธรรมนูญ ที่ถ้าเปลี่ยนได้ เราจะมีสิทธิชุมชน แรงงานชีวิตจะดีขึ้น เชื่อว่าเคสที่มันเกิดขึ้นกับเรา การลอยนวลพ้นผิด ก็เป็นเพราะกฎหมายต่างๆ ไม่ดี

⦁ 5 นาที ก่อนและหลังเกิดเหตุ?

ผมน่าจะยืนสูบบุรี่ คุยสัพเพเหระ อยู่ๆ มีพลุแฟลร์ออกจากรถ คฝ.ลงมาจากรถ เราพยายามบอกให้แนวหน้าคล้องแขนไว้ ตอนนั้นแนวแตกไปแล้ว จังหวะถอยร่นลงมา รถเครื่องเสียงกำลังจะถอย แต่ชาวบ้านยังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ เราวิ่งจะไปบอก จังหวะหันไปมองเจ้าหน้าที่ ก็โดนยิง ปั้ก! เข้ามา ไม่เจ็บนะแต่หูวิ้งๆ เย็นๆ ยังไม่รู้ตัวว่าโดนยิง เลยไปเช็กตัวเองตรงฟุตปาธ จับดู เชี่ย! เลือด เริ่มเย็นคอ

เห็น คฝ. 2 คน ฟีลเหมือนจะวิ่งมาตีซ้ำ ผมเลยชูเลือด “ดูๆๆ” เขาเลยยั้งไว้ ชุดแรกสองคนจะวิ่งมีเห็นได้ชัด อีกรอบนึงมี คฝ.คนเดียววิ่งมา “น้องๆ มานี่ เดี๋ยวพาไปโรงพยาบาล”

หนึ่งคือ ผิดหวังกับตัวเองด้วยที่อยู่ไม่จบ สองคือ โดนยิงโดยเจ้าหน้าที่ คนที่พาไป รพ.ดันเป็นเจ้าหน้าที่ ไปโรงพยาบาลตำรวจอีก โอ้! ชีวิต

⦁ รักษานานแค่ไหนถึงรู้ว่ามองไม่เห็น?

สองวันแรกเอง จังหวะที่นอนบนรถไปโรงพยาบาลรู้สึกนานมาก แผลน่ากลัวมาก ผ่าตัดในวันแรกเลย เรานอนรอ 3-4 ชม.กว่าจะได้เข้า หมอบอกว่าโอกาสมองเห็นอาจเป็นศูนย์นะ วันที่สอง เอาไฟฉายมาส่องๆ มองไม่เห็นสักนิดเลย คิดมาตั้งแต่ในรถแล้วว่า หนึ่ง ถ้าหมอเก่งอาจจะมองเห็น กับสอง ถ้ามองไม่เห็นเอาไงต่อ

ไม่เป็นไรยังมีอีกข้าง มันได้เคลียร์ความรู้สึกตัวเองตอนนั้นบนรถโรงพยาบาล จะบอกที่บ้านยังไงดี

⦁ คุณตาคุณยาย หลังรู้เรื่องนี้?

เขาเป็นห่วง กลัวต้องให้คนช่วยตลอด ฟังครั้งแรกแล้วผมซึ้งมาก ต้องฮึบไว้ เขาคิดว่าเราเปลี่ยนดวงตาให้กันได้ (ยิ้ม) “งั้นเอาตาของตาไปเปลี่ยนก็ได้ จะได้กลับมาทำงาน กลับมามองเห็น”

⦁ ถ้าย้อนกลับไปได้?

มันเป็นเรื่องที่ต้องทำและตั้งใจแต่แรก ถ้าย้อนกลับไปได้ก็จะยังยืนอยู่ข้างหน้า แต่อาจจะมีอุปกรณ์เซฟตี้มากกว่านี้

⦁ เวลาเราพูดถึง ‘การพัฒนา’ มักสวยหรู เมื่อมองแบบมีระยะห่าง ถ้าจะบอกหลักการให้คนทั่วไปใช้เป็น ‘แว่น’ ไปมองปัญหาต่างๆ ในสังคม เพื่อเป็นภูมิต้านทาน?

หนึ่งเลย ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ สุดท้ายก็จะเจอวังวนเดิมๆ อยู่อย่างนั้น อย่าไปเชื่อว่าสิ่งที่เขามอบให้คือฟรี คือคุ้มค่า สุดท้ายที่ต้องมาเสียทีหลังคือ ทรัพยากร วิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป ผลกระทบในอนาคตอีก

อะไรก็ตามที่มาจากนโยบายส่วนกลาง มันไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านตัดสินใจ การพัฒนาที่ยั่งยืนจริงๆ คือสิ่งที่ชุมชนต้องการมากกว่า และนั่นคือสิ่งที่รัฐต้องทำให้

⦁ อย่างไอลอว์ อยากปิดตัวมากถ้าประเทศมีเสรีภาพ เรามีเป้าหมายแบบนี้ไหม ที่จบแล้วกลับบ้านนอนได้?

คงเป็นตอนที่ชาวบ้านกำหนดอนาคตตัวเองได้ เพราะเอาจริงแล้วผมไม่ได้อยากทำ แต่เป็นเรื่องที่ไม่ทำไม่ได้ ถ้าพูดแบบกาวๆ คลิเช่หน่อย (หัวเราะ) คือ ถ้าเห็นความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้า แล้วรู้สึกเคียดแค้น ไม่พอใจ คุณคือเพื่อนเรา ผมอาจจะเป็นเพื่อนเช (เช เกวารา) เราเลือกที่จะไม่ปล่อยผ่าน

⦁ แล้วถ้า ไม่ต้องทำเรื่องที่ต้องทำ อยากทำอะไร?

โห! เยอะมาก ความฝันผมคืออยากเป็นนักแข่งรถเว้ย (ยิ้ม) แต่มันเป็นกีฬาของคนมีตังค์ ยากมากที่คนชนบทจะมีทรัพยากรมากพอทำรถเอามาซิ่งในสนาม แต่ไอ้เรามันโตมากับหนังความเร็ว Fast and Furious (หัวเราะ) โตมาอยากมีอู่ซ่อมรถของตัวเอง มี Garage มีคาเฟ่ ข้างๆ ก็เป็นบ้าน แล้วมีรถซิ่งคันนึงจอดไว้

ฝันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ ก็ยังเป็นความฝันเดิมอยู่ แต่ไม่ใกล้เลย

ถ้าการแก้ไขปัญหาที่เรียกร้องเป็นไปตามเป้า ผมก็จะคงกลับบ้านไปทำเรื่องพวกนี้

อธิษฐาน จันทร์กลม – เรื่องและภาพ