หัวเลี้ยวสำคัญ
ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด
มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล
กับความเข้าใจ (ผิด) ที่ต้องปลดล็อก
ทุกปลายปีเช่นนี้ ฤดูหนาว มาพร้อมฤดูฝุ่น
ที่ทุกภาคส่วนล้วนพยายามสกัดแก้ไข โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามระดับชาติ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ ชีวิต และเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน วันนี้ปัญหาดังกล่าวยังคงวนเวียนและทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ไม่เพียงภาครัฐ แต่ภาคประชาชนยังได้ร่วมผลักดันให้มีกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาอย่างเป็นระบบ
ในการขับเคลื่อน “ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …” หัวใจสําคัญที่สุดที่ถูกนํามาใช้เป็นรากฐานในการยกร่างคือ “สิทธิในอากาศสะอาด” (Right to Clean Air) ซึ่งการบัญญัติเช่นนี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคําสวยหรู แต่มีเจตนารมณ์ทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดพันธกรณีหรือหน้าที่ของรัฐที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันพระปกเกล้า เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จัดเวทีสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ลมหายใจคือชีวิต ปลดล็อกความเข้าใจผิดร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด สู่มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อร่างกฎหมายที่กำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา และยืนยันหลักการสิทธิในอากาศสะอาดตามมาตรฐานสากล ณ ห้องประชุม สุรเกียรติ์ เสถียรไทย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่โยง ‘สิทธิมนุษยชน’
หัวเลี้ยวสำคัญ ผลผูกพัน ‘กฎหมาย’ อนาคต
เปิดเวทีเสวนา โดย รศ.ดร.กมลพร สอนศรี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ชี้ให้เห็นว่า
“ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดไม่ได้เป็นเพียงแค่กฎหมายฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการจัดการคุณภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นกฎหมายที่โยงกับสิทธิมนุษยชน และเป็นเหมือนกฎหมายสิทธิมนุษยชนฉบับหนึ่ง ที่ยืนยันว่าสิทธิอากาศสะอาดคือสิทธิในชีวิตอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ข้อมูลอากาศที่เราได้สูดลมหายใจเข้าไป และมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการ การป้องกันสุขภาพของตนเอง การเข้าถึงและได้รับความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาครัฐฝ่ายเดียวที่จะทำงาน แต่ว่าหลักสำคัญ คือ ทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ท้องถิ่น ธุรกิจภาคเอกชน ประชาชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมและทำงานร่วมกัน
“ขณะนี้ร่างกฎหมายอากาศสะอาดกำลังเดินมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะจะมีผลผูกพันต่อกฎหมายที่มาบังคับใช้ในอนาคต คณะผู้จัดมีความมุ่งหวังอยู่ 4 ประการต่อร่างกฎหมายนี้ ได้แก่ 1.การยืนยันสถานะสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม 2.การสร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมโดยยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย 3.โครงสร้างกฎหมายที่บูรณาการลดปัญหาไซโล (Silo) ของหน่วยงานรัฐ และ 4.การเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.กมลพรกล่าว
สิทธิในอากาศสะอาด สารตั้งต้น
‘รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพ’ ไม่ใช่คำเพ้อเจ้อ
ด้าน รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ผู้ร่วมก่อตั้ง เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … วุฒิสภา คนที่สอง เผยว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้เป็นกฎหมายฐานสิทธิ (Rights-based legislation) ที่กำหนดให้ “สิทธิในอากาศสะอาด” เป็นสารตั้งต้นเพื่อให้รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพ (Respect) ปกป้อง (Protect) และทำให้เป็นจริง (Fulfill) ถือโอกาสหยิบบางประเด็นที่คิดว่าจำเป็นจะต้องขยี้เพิ่ม เพื่อให้คนทำงานทั้งในและนอกสภา ได้เห็นภาพว่ากำลังพูดถึงเรื่องเดียวกันอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสิทธิ เป็นสารตั้งต้นสำคัญของร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ถ้าโดยปราศจากความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันว่าด้วยสิทธิ โอกาสจะผิดเพี้ยนไปไกลมาก
“เราเป็นกลุ่มประชาชนกลุ่มแรกที่ได้ยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นร่างกฎหมายฉบับประชาชนเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ และได้ใช้สิทธิในการยกร่างกฎหมายฉบับประชาชนเข้าชื่อ โดยอาศัยงานวิจัยของทีม ซึ่งมาจากหลากหลายวิชาการ เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นความท้าทายค่อนข้างมาก คำว่า อากาศสะอาด อาจจะถูกมองว่าเป็นคำที่ค่อนข้างเพ้อฝันเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ในเวลานั้นเราได้รับผลกระทบอย่างรุ่นแรงจากปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และมลพิษอากาศอื่น หลายคนตำหนิทำนองว่า คำว่า อากาศสะอาดเป็นคำที่เพ้อเจ้อ จนกระทั่งต้องนำเอาผลผลิตที่ศึกษาวิจัยมาตอกย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน นี่เป็นเรื่องจริง ที่ทั่วโลกเขาไม่ได้สนใจเรื่อง Clean Air เหตุเพราะว่า ทั่วโลกมีไปนานแล้วเป็น 70 ปี ประเทศไทยยังไม่เคยนับหนึ่งด้วยซ้ำ ในขณะที่เสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว กลับถูกมองว่ามาก่อนกาล” รศ.ดร.คนึงนิจย้อนเล่า
ปลดล็อก ‘ภาพบิดเบี้ยวเชิงระบบ’
แก้ปัญหา ‘ไม่บูรณาการ’
จากนั้น รศ.ดร.คนึงนิจ เน้นย้ำถึงบทบาทการทำงานภาคประชาขน ไม่ใช่นักวิชาการ ขึ้นหิ้ง
“ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เราไม่ได้เป็นนักวิชาการแบบขึ้นหิ้ง เราเป็นนักวิชาการที่ทำงานกับภาคประชาชน และทำแอ๊กชั่นค่อนข้างเยอะ ฉะนั้น เวลาดูผ่านเลนส์การแก้กฎหมายหรือว่าร่างกฎหมายใหม่ ไม่ได้เพ้อฝันแบบที่หลายคนเข้าใจผิด ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่พึงจะต้องปฏิรูปกฎหมายหรือแม้กระทั่งได้ยกขึ้นเป็นอเจนด้าระดับประเทศ ว่าปฏิรูป พอถึงเวลาไม่ได้มีการปฏิรูปอย่างแท้จริง นั่นก็แปลว่าปัญหาเชิงระบบ ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายไทยที่เป็นเบี้ยหัวแตก ที่ต่างคนต่างทำและไม่ได้บูรณาการเข้าด้วยกัน ดังนั้น บุคลิกอันหนึ่งของกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนที่ริเริ่ม จึงเป็นการไปแตกที่ฐานรากของโครงสร้างที่มีมาแต่เดิม เป็นปัญหาจากโครงสร้าง พอแตะกฎหมายใหม่เป็นประเด็นที่มองไม่เห็น นั่นก็อาจจะรวมแล้วโดนมองว่ามาก่อนกาล ไม่ได้บอกว่ากฎหมายนี้ดีที่สุด แต่กำลังพยายามปลดล็อกภาพที่บิดเบี้ยวเชิงระบบให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้” รศ.ดร.คนึงนิจอธิบาย พร้อมเปิดใจถึงความน่ากังวลในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา ที่มีความพยายามตัดทอนขอบเขตการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงตัดทอนกลไกสำคัญ เช่น กองทุนอากาศสะอาด หรือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเปรียบเสมือนการทำให้กฎหมายกลายเป็น “เสือกระดาษ” หรือ “เป็ดง่อย” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง
2023 สหประชาชาติ รับรอง
‘สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี’ คือ ‘สิทธิมนุษยชนสากล’
อีกประเด็นต้องเคลียร์ความเข้าใจให้ตรงกัน ตามที่ ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ยืนยัน คือ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ซึ่งรวมถึงอากาศสะอาด ได้รับการรับรองเป็นสิทธิมนุษยชนสากลแล้วตามมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ปี ค.ศ.2022
“มีความเข้าใจผิดเยอะมากว่า สิทธิอากาศสะอาดไม่ใช่สิทธิมนุษยชนหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ค่อนข้างรู้สึกแปลกใจที่ยังมีความไม่เข้าใจว่าสิทธิอากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ซึ่งตอนแรกน่าจะช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคลี่คลายลงไปมากแล้ว แต่สถานการณ์ในปัจจุบันคงแสดงให้เห็นว่าเรายังต้องทำงานเรื่องนี้อีกเยอะ ให้คนทั่วไป โดยเฉพาะผู้บัญญัติกฎหมาย มีความเข้าใจและความเชื่อมโยงของระบบกฎหมายทั้งสองระบบ เมื่อมองย้อนกลับมาถึง เรื่อง Clean Air อากาศสะอาดต่อสิทธิมนุษยชนทั่วไป คุณภาพอากาศส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ทั้งสิทธิในชีวิต สุขภาพ น้ำ อาหาร ที่อยู่อาศัย และมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ซึ่งสิทธิเหล่านี้ถูกรับรองอยู่แล้ว โดยกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง และ สิทธิทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของ 2 กติการะหว่างประเทศนี้ เท่ากับว่าประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม ทำให้สิทธินี้เกิดขึ้นด้วยความเป็นจริง
“ประเด็นที่อยากเน้นย้ำ เพราะว่ามีประเด็นเรื่องของกองทุน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม ปกติแล้วสิทธิในสังคมวัฒนธรรม จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานการดำรงชีพที่เพียงพอ แรงงาน การศึกษา สาธารณสุข ผลกระทบต่อสิทธิในอากาศสะอาด หากไม่มีการกำหนดมาตรฐานที่เข้มแข็ง ย่อมไม่อาจทำให้สิทธิในการหายใจในอากาศสะอาดเกิดขึ้นจริง มาตรฐานคุณภาพอากาศ ที่สำคัญที่สุด คือต้องมีการคุ้มครอง กลุ่มที่เปราะบางที่สุด การออกกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานด้านคุณภาพอากาศ (Establishing air quality legislation, regulations and standards) พันธกรณีของรัฐตามหลักสิทธิมนุษยชน รัฐมีหน้าที่ กำหนดและคงไว้ซึ่งมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเชิงเนื้อหา ที่ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ถดถอย และเคารพ คุ้มครอง ทำให้สิทธิเป็นจริง ข้อสรุปเชิงสิทธิมนุษยชน การขาดมาตรฐาน หรือมีมาตรฐานที่อ่อนแอ ความล้มเหลวอย่างกว้างขวางของรัฐในการปฏิบัติผลลัพธ์คือความเสียหายรุนแรงต่อสุขภาพของเด็กและประชาชนทั่วโลก” ร่มฉัตรกล่าว ก่อนเผยด้วยว่า นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ไทยจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม หากไทยละเลยมาตรฐานนี้ อาจกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ถ้าไร้สภาพบังคับ ไม่ต่างฉบับเดิม
ล้มเหลวจัดการปัญหาโครงสร้าง
จากนั้น ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉายภาพให้เห็นชัดขึ้นในบริบทของประเทศไทย ว่าวิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤตความเหลื่อมล้ำทางสังคม ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครอง “กลุ่มเปราะบาง” ที่มักถูกมองข้าม เช่น แรงงานก่อสร้างที่ต้องทำงานกลางแจ้ง คนไร้บ้าน ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันหรือห้องปลอดฝุ่นได้ หากกฎหมายออกมาโดยไร้สภาพบังคับ ก็จะไม่ต่างจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับเดิมที่ล้มเหลวในการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง
“ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายของทุกคน เพราะทุกคนต่างได้รับผลจากที่เราสูด PM2.5 เพียงแต่ว่าไม่มีระบบตรวจจับที่ชัดเจน ซึ่งมีคนเคยเสนอเรื่องนี้ให้ประเทศไทย ตรวจวัด PM2.5 แต่ก็เพิ่งมาตื่นตัวในครั้งนี้ที่มีเทคโนโลยี
เวลาพูดกับคนที่ไม่เคยถูกละเมิดสิทธิมักจะไม่ค่อยตระหนักในเรื่องนี้ แต่ถ้าวันใดที่เจอคนที่ถูกละเมิดสิทธิเขาจะตระหนักทันที ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายที่เอาศาสตร์ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในฉบับ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อมแกนกลางของประเทศไทย ที่มีมาตรฐานขั้นต่ำ ร่างกฎหมายอากาศสะอาดจะมีมาตรฐานที่สูงขึ้น
เหตุที่มีความสำคัญ เพราะว่ามีการเอาหลักสิทธิมนุษยชนมาใส่ในร่างกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะสิทธิการมีส่วนร่วมกับรัฐในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย เป้าหมาย แผนงานและกฎหมาย การเข้าถึงความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม และหน้าที่ของรัฐ กฎหมายอากาศสะอาด ต้องไปทำหน้าที่ในเชิงผลักดันอากาศให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้นได้ ซึ่งตอนนี้ กฎหมายนี้ต้องทำให้เกิดการบังคับใช้แบบนั้นได้ ที่สำคัญต้องทำให้เกิดการประมวลฐานข้อมูลของอากาศและทำหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลนั้นด้วย” ศยามลกล่าว
ห่วง ‘เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์-กองทุนอากาศสะอาด’ ถูกตัดทิ้ง ?
นอกจากนี้ ดร.ธีระวุฒิ เต็มสิริวัฒนกุล นักกฎหมายภาษีอากร เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย กล่าวถึงข้อกังวลเรื่อง เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และ กองทุนอากาศสะอาด ที่อาจถูกตัดออก โดยยืนยันว่ามาตรการเหล่านี้มุ่งจัดการกับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ ไม่ใช่การผลักภาระให้คนตัวเล็กตัวน้อย ในทางกลับกัน กองทุนนี้จะนำเงินมาใช้อุดหนุน (Subsidy) เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยมลพิษได้ หากไม่มีกองทุนนี้ กฎหมายจะขาดสภาพบังคับและขาดกลไกจูงใจในการแก้ปัญหา
“ในฐานะที่ช่วยร่างในชั้น ส.ส. เนื่องจากสิทธิในการหายใจอากาศสะอาดยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ในแง่ของการรับรองของแต่ละรัฐ เมื่อดูในนิยามมาตรา 4 จะค่อนข้างกว้างมาก ในทำนองที่ว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญ โดยกฎหมาย และโดยกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ หรือเรื่องของสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นค่อนข้างกว้าง ในแง่ของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ถ้าดูความหมายในเชิงสากล ซึ่งหมายความว่าสิทธิมนุษยชนติดตัวมาตั้งแต่มนุษย์เกิด สิ่งหนึ่งที่กฎหมายอากาศสะอาดทำให้ Advance ขึ้น คือ เอาสิทธิในการหายใจอากาศสะอาดเข้าไปบัญญัติเป็นกฎหมาย ประหนึ่งว่าเป็นสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย นี่คือหลักฐานที่จะบอกว่าเทียบเท่าสิทธิมนุษยชน แม้ว่าปัจจุบันยังไม่ได้เป็นสิทธิมนุษยชนในสายตาบางประเทศ เมื่อมีกฎหมายนี้ออกมาต้องยอมรับและต้องบังคับรับรองให้เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้ ฉะนั้น พยายามผลักดันให้สิทธิอากาศสะอาดถือเป็นส่วนหนึ่งในสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น เป็นที่มาของมาตรานี้
“คณะกรรมการเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะทำหน้าที่เลือกเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ขึ้นมาใช้เมื่อคณะกรรมการชุดนี้เห็นว่า เครื่องมือไหนมีความเหมาะสมและช่วยลดฝุ่นได้จริง เครื่องมือที่ร่างไว้ คือ ภาษีอากรเพื่ออากาศสะอาด ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด มาตรการฝากไว้ได้คืน อีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ คือ อุดหนุน ส่งเสริม สนับสนุน จะเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้นเพื่อทำให้กลไกเสรีเกิดขึ้นได้ ทำให้กลไกสะอาดเกิดขึ้น และเป็นไปอย่างเสรีในสังคม
ทั้งหมดคือ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่ปัจจุบัน และ ดูเหมือนจะโดนตัดทิ้ง อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นกลไกที่จะทำให้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ไปได้ คือ กองทุนอากาศสะอาด ที่จะโดนตัดทิ้งเช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีกองทุนจะอุดหนุนส่งเสริมอย่างไร กฎหมายฉบับนี้ พยายามออกแบบให้ไม่กระทบงบรัฐบาล ไม่กระทบภาษี เพราะเก็บเองและนำมาใช้ กองทุนช่วยทำให้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าถูกตัดก็จะใช้ยาก จะไปเก็บประชาชนอย่างเดียวโดยที่ไม่อุดหนุนส่งเสริมก็ไม่ทำให้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ดีขึ้น” ดร.ธีระวุฒิกล่าว
เวทีนี้ถือเป็นช่วงสุดท้ายในการร่างกฎหมาย ซึ่งภาคประชาชนมุ่งหวังมิให้หลักการสำคัญต้องตกหล่น และไม่ได้คาดหวังเพียงให้กฎหมายผ่านรัฐสภาเท่านั้น แต่ปรารถนาจะได้กฎหมายที่มีคุณภาพ ที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง
ไม่ให้เกิดปัญหากฎหมายเฟ้อ ซึ่งมีแต่ปริมาณแต่ขาดประสิทธิผล อันจะเป็นภาระต่อภาครัฐและประชาชนในระยะยาว

