สวัสดีปีม้า 2569
มะเมียธาตุไฟ รวายสง้า
รัตนโกสินทรศก 245
วันนี้ปฏิทินบอกวันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2569 ตรงกับวันพฤหัสบดี วันแรกของของคริสต์ศักราช 2026 ในโลกสากล มหาศักราช 1948 จุลศักราช 1388 ตามแบบโบราณ รัตนโกสินทรศก 245 นักษัตรมะเมีย ปีหนไท ‘รวายสง้า’
พระเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา คือพระธาตุประจำปี โดยมีพระบรมธาตุ วัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก แทนในไทย


เปิดตำราพรหมชาติ มิ่งขวัญตกที่
‘ตะเคียนก็ว่า กล้วยก็ว่า’
ครั้นเปิดตำราพรหมชาติ ฉบับภาคกลาง ระบุว่า คนเกิดปีมะเมีย-ม้า เป็นเทวดาผู้หญิง-ธาตุไฟ มิ่งขวัญตกอยู่ที่ต้นตะเคียน มิ่งขวัญตกอยู่ที่ต้นตะเคียนก็ว่า ต้นกล้วยก็ว่า
สิทธิการิยะ พระอาจารย์เจ้าท่านกล่าวไว้ว่า หญิงชายผู้ใดก็ดี เกิดในปีมะเมีย
ชันษาตกอยู่ที่มือพรหม พระเสาร์เป็นปาก ปากนั้น เจรจาโอหัง มักจะถือดีฯ พระอาทิตย์กับพระอังคารเป็นมือ ท้าการงานมิสู้จะดีฯ พระจันทร์เป็นใจใจนั้นใฝ่สูงมักจะคิดท้าการงานใหญ่โต ซึ่งบางครั้งก็ท้าไม่ได้ฯ พระพุธกับ พระศุกร์เป็นเท้า เป็นคนมิสู้จะเดินทางไกลฯ
พระพฤหัสบดีเป็นที่นั่งเป็นคนที่ไม่สู้จะสนใจใน เรื่องกามารมณ์และเรื่องชู้สาวเมื่อน้อย
บิดามารดารักใคร่เอาใจใส่ เป็นคนใจอ่อน ธาตุไฟ เป็นเทวดาผู้หญิงได้เมื่อพระจันทกุมาร พระบิดาสั่งแก่พราหมณ์ทั้งสี่ ให้เอาบูชากองกูณฑ์เทวดาลงมาช่วยให้เกิดพายุพัดเป็นจุณไปพราหมณ์ทั้งสี่เจ็บปวดเป็นหนักเป็นหนา จะได้เงินทองข้าคนมิ่งขวัญตกอยู่ที่ต้นตะเคียนก็ว่าต้นกล้วยก็ว่า

เปิดตำนาน ‘ชเวดากอง’
น้ำหนักทองเท่าองค์กษัตริย์ พระธาตุประจำปีมะเมีย
สำหรับพระธาตุประจำปีเกิด คือ เจดีย์ชเวดากอง เมียนมา ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุถึงตำนานเจดีย์ชเวดากองว่า พ่อค้าปฐมอุบาสกสองคน คือตปุสสะและภัลลิกะ ภายหลังที่ได้ถวายข้าวสัตตูแก่พระพุทธเจ้า พระองค์ได้ประทานพระเกศธาตุแก่พ่อค้า จากนั้นพ่อค้าได้นำพระบรมธาตุลงเรือลงมาประดิษฐานไว้ที่เมืองย่างกุ้ง โดยพระเจ้าโอกกาละปะ กษัตริย์เมืองย่างกุ้งในขณะนั้นได้อุปถัมภ์การสร้างเจดีย์ ตำนานระบุว่า เจดีย์องค์นี้สร้างบนเนินเขาที่มีชื่อว่า “สิงคุตตระ” ซึ่งประดิษฐานสิ่งสำคัญของพระอดีตพุทธเจ้าสามพระองค์มาก่อน คือ ไม้เท้าของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ ที่กรองน้ำของพระพุทธเจ้าโกณาคมนะและผ้าอาบน้ำฝนของพระพุทธเจ้ากัสสปะ
ลักษณะทางศิลปกรรม เป็นเจดีย์มอญ มีองค์ประกอบที่สำคัญก็คือ แผนผังเป็นสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมขนาดใหญ่ ฐานลาดเอียง ไม่มีบันไดขึ้นและลานประทักษิณด้านบน รวมถึงสถูปิกะมักประดับอยู่ด้านล่างเสมอ และมีปลีที่ยืดยาวเหมือนปลีกล้วย ทั้งหมดนี้แตกต่างไปจากเจดีย์แบบพม่าแท้ทุกประการ ส่วนองค์ระฆังซึ่งประดับไปด้วยรัดอกและบัวคอเสื้อ การไม่มีบัลลังก์และ ‘ปล้องไฉนห่างๆ’ ซึ่งมีปัทมบาทรองรับปลีนั้น กลับเป็นลักษณะร่วมกับเจดีย์แบบพม่าแท้
ทั้งนี้ เจดีย์ชเวดากองในรูปแบบปัจจุบันได้รับการบูรณะโดยพระนางเชงสอบูและพระเจ้าธรรมเจดีย์ในพุทธศตวรรษที่ 21 โดยมีการชั่งน้ำหนักทองคำเท่าน้ำหนักของกษัตริย์และปิดลงบนเจดีย์ อย่างไรก็ตามเจดีย์ชเวดากองมีความศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 21 แล้ว โดยเชื่อว่าเป็นที่บรรจุพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้า

เจดีย์วัดพระบรมธาตุบ้านตาก
ตัวแทนฝั่งไทย ไหว้สาเทียบคู่
สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไกลไปกราบสักการะพระเจดีย์ชเวดากองในเมียนมา สามารถไหว้สา ณ เจดีย์วัดพระบรมธาตุบ้านตาก ตำบลเกาะตะเภา อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โบราณสถานเก่าแก่ ระหว่าง พ.ศ.2475-2512 พระครูพิทักษ์บรมธาตุ (หลวงพ่อทองอยู่) เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดพระบรมธาตุ ได้สร้างครอบเจดีย์องค์เดิมด้วยเจดีย์ที่เลียนแบบเจดีย์ชเวดากองของพม่า จึงมีรูปลักษณ์ดังที่เห็น
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สันนิษฐานว่า รูปแบบเดิมก่อนครอบ น่าจะมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบที่มีบัวถลารองรับ ซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ที่พบได้ทั่วไปในเขตภาคกลางตอนบน
ทั้งนี้ กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดพระบรมธาตุ จังหวัดตาก โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 87ง วันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2540
วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองวัดหนึ่งของจังหวัดตาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะองค์พระบรมธาตุและพระเจ้าทันใจ
ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์วัดบรมธาตุ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2544-2545 ภายในจัดแสดงและเก็บรักษาพระพุทธรูปไม้ หีบธรรม ตู้ธรรม ถ้วยชามสังคโลก อาวุธและเงินโบราณ เป็นต้น
เหล่านี้คือเกร็ดข้อมูลอันเกี่ยวเนื่องกับศักราชใหม่ที่เดินทางมาถึง ในห้วงวัยที่เพิ่มขึ้นอีก 1 ปีของผู้คนบนขวบปีแห่งชีวิต
มติเอกฉันท์ (เปลี่ยน) วันขึ้นปีใหม่
จาก 1 เมษา เป็น 1 มกรา ยุคจอมพล ป.

เดิมผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยและพื้นที่แถบนี้ ยังไม่มีสำนึกเรื่องปีใหม่แบบสากล
ทว่า รู้จักการเปลี่ยนปีนักษัตร ตอนขึ้นเดือนอ้าย หลังลอยกระทงเดือน 12 ซึ่งตรงกับปฏิทินสากลราวเดือนพฤศจิกายน รับรู้เรื่องการเปลี่ยนผันจากฤดูกาลต่างๆ ไปสู่อีกฤดู
ปีใหม่เดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘อุษาคเนย์’ คือเดือนเมษายน
ครั้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา แต่ไม่ได้เป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลาย
ต่อมาในช่วงหลัง ‘อภิวัฒน์สยาม’ เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย มีการประกาศให้มีงานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2477 ที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก ก่อนกระจายไปยังในต่างจังหวัด
หลังจากนั้นได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธาน มติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2484 เป็นต้นมา
พระราชบัญญัติ ‘ประดิทิน’ พุทธศักราช 2483 ซึ่งปรากฏในราชกิจจานุเบกษา คือ พยานหลักฐาน
กล่าวโดยสรุปคือ สมัยรัชกาลที่ 5-รัชกาลที่ 8 ปีใหม่คือ 1 เมษายน นับแต่ พ.ศ.2432-1 เมษายน 2483 นั่นเอง

