เลือกตั้ง 2569
‘ปฏิรูปการศึกษาไทย’
จะเริ่มที่นโยบาย หรือหยุดอยู่ที่คำสัญญา?
การพัฒนาคนและสถาบันการศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน
เป็นภารกิจสำคัญของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ทั่วถึง และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
การพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงไม่ใช่เพียงนโยบายเชิงบริหาร หากแต่เป็นรากฐานของความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ
นโยบายของรัฐด้านการอุดมศึกษา รวมถึงนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ล้วนมุ่งให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นกลไกหลักในการผลิตกำลังคนที่มีความรู้ ควบคู่คุณธรรม มีสมรรถนะทางวิชาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในทางสังคมยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า มหาวิทยาลัยเอกชน หรือเจ้าของสถาบัน สามารถบริหารงานได้ไปในทิศทางที่ต้องการมากกว่าความถูกต้องชอบธรรม ทั้งที่ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเข้มงวด และต้องปฏิบัติภารกิจสาธารณะไม่ต่างจากหน่วยงานของรัฐในด้านการจัดการศึกษา
ตาม พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา 8 ได้บัญญัติให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน การวิจัย การบริการทางวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 62 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 70 ยังบัญญัติให้รัฐสามารถให้เงินอุดหนุนและส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในหลายด้าน จึงอาจกล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยเอกชนอยู่ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐ ให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาแก่ประชาชน
มิใช่เป็นเพียงบริษัทเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไร
ระบบคุณธรรม-การบังคับใช้กฎหมาย
หัวใจของความน่าเชื่อถือ
พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล
โดยมาตรา 46 ได้กำหนดคุณสมบัติของอาจารย์และผู้บริหารของมหาวิทยาลัยไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือเป็นความผิดลหุโทษ รวมถึงต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อรักษามาตรฐานทางวิชาการ จริยธรรม และความน่าเชื่อถือของสถาบันอุดมศึกษา
หากมีการแต่งตั้งอาจารย์ หรือผู้บริหารที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าว กฎหมายมิได้เปิดช่องให้เพิกเฉย หรือใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ โดยมาตรา 97 ได้บัญญัติให้อธิการบดีมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปรากฏข้อเท็จจริง
หากอธิการบดีไม่ดำเนินการ ให้สภาสถาบันเป็นผู้ดำเนินการแทน และให้ดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสะท้อนอย่างชัดเจนว่า กลไกการตรวจสอบภายในเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย มิใช่เรื่องทางเลือก
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติฉบับเดียวกันยังได้กำหนดบทกำหนดโทษแก่ผู้บริหารและคณาจารย์ประจำที่รู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติ แต่ยังฝ่าฝืนเข้าปฏิบัติงาน โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกินห้าหมื่นบาท และกำหนดให้กระทรวง อว.มีหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว
บทลงโทษนี้สะท้อนชัดว่า การจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมิใช่กิจการเชิงพาณิชย์ทั่วไป หากแต่เป็นกิจการที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและประโยชน์สาธารณะ
ความขัดกันแห่งผลประโยชน์
เส้นแบ่งที่ไม่อาจมองข้าม
ในทำนองเดียวกัน กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงาน พ.ศ.2549 ได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญว่า
บุคคลผู้ทำหน้าที่กรรมการคุ้มครองการทำงานต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์และยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคลากรเป็นไปอย่างเป็นธรรมและปราศจากอิทธิพลจากฝ่ายบริหาร
ดังนั้น หากมีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทับซ้อนกันระหว่าง ประธานคณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน อุปนายกสภาสถาบัน และที่ปรึกษาอธิการบดี ซึ่งได้รับค่าตอบแทน ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงดังกล่าว และเข้าข่ายปัญหาความขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากมีความผูกพันทางผลประโยชน์กับฝ่ายบริหารโดยตรง
โครงสร้างเช่นนี้ย่อมส่งผลให้การวินิจฉัยข้อร้องเรียนจากบุคลากรของสถาบัน มีแนวโน้มเอนเอียงไปในทิศทางที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจ มากกว่าการธำรงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล หลักนิติรัฐ และหลักนิติธรรม ดังที่บันทึกแจ้งเวียนของคณะกรรมการการอุดมศึกษาซึ่งเคยแจ้งให้มหาวิทยาลัยเอกชนรับทราบและถือปฏิบัติมาแล้ว
มหาวิทยาลัย
กับความรับผิดชอบต่อสังคม
เป้าหมายสูงสุดของกฎหมายด้านการอุดมศึกษา
คือการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาคนให้มีความรู้ ควบคู่คุณธรรม และค่านิยมที่ดีงาม ดังนั้น การบริหารงานของมหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นจากบุคลากร นักศึกษา และสังคม
ไม่ใช่การบริหารงานแบบรวมศูนย์อำนาจ หรือรวบอำนาจโดยปราศจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
หากการบริหารงานดำเนินไปในระบบอุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก ไม่ยึดระบบคุณธรรม ย่อมไม่เพียงบ่อนทำลายศักยภาพของมหาวิทยาลัย แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคนและประเทศในระยะยาว ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
การเลือกตั้ง 2569
กับโจทย์การปฏิรูปการศึกษาไทย
ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2569
ประเด็นการปฏิรูปการศึกษาควรถูกยกขึ้นเป็นวาระสำคัญของสังคมและเวทีนโยบายสาธารณะ
พรรคการเมืองไม่อาจจำกัดการนำเสนอนโยบายด้านการศึกษาไว้เพียงเรื่องงบประมาณ หรือการขยายโอกาสทางการศึกษาเท่านั้น หากแต่จำเป็นต้องกำหนดแนวทางการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน
ทั้งในมิติของการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน ด้วยกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายมิติ เช่น สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างกลไกการกำกับดูแล ระบบตรวจสอบถ่วงดุลสถาบันอุดมศึกษาที่มีประสิทธิภาพทั้งจากสภาสถาบัน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้องถูกออกแบบและบังคับใช้อย่างจริงจัง โปร่งใส และปราศจากอิทธิพลทางการเมืองหรือระบบอุปถัมภ์
เพื่อให้การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
“การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังละเลยปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษา เพราะท้ายที่สุดแล้วการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเริ่มจากการสร้างคน และการสร้างคนต้องเริ่มจากระบบการศึกษาที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง”
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

