หน้าแรก ประชาชื่น เพราะมหา’ลัย ...

เพราะมหา’ลัย คือพิมพ์เขียว ‘Net Zero Campus’ เดินนำ ทำให้เห็น การศึกษาดีส่งผล พาชุมชนลดมลพิษได้จริง

10.01.26 | 12:20 น.
เพราะมหา’ลัย คือพิมพ์เขียว ‘Net Zero Campus’ เดินนำ ทำให้เห็น การศึกษาดีส่งผล พาชุมชนลดมลพิษได้จริง

เพราะมหา’ลัย คือพิมพ์เขียว
‘Net Zero Campus’ เดินนำ ทำให้เห็น
การศึกษาดีส่งผล พาชุมชนลดมลพิษได้จริง

น้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินทรุด

นี่คือยุคที่เราเห็นได้ชัด ถึงพัฒนาการของภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมวลมนุษยชาติมากกว่าที่คิด

เมื่อข้าว ปลา พืชพันธุ์ที่ปลูกกิน ล้วนต้องอาศัยดิน น้ำและอากาศ เป็นรากฐานของการผลิตอาหารในห่วงโซ่

Advertisement

‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ หรือ SDGs จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการพัฒนาที่สำคัญระดับโลก

ซึ่งปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญกับแนวคิดนี้ โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของมนุษย์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคนรุ่นต่อไปในอนาคต

แน่นอนว่า สถาบันการศึกษา นอกจากจะเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ยังสามารถสร้างรูปธรรมของการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้

อันเป็นที่มาของ “เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Sustainable University Network of Thailand : SUN Thailand) ที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการขับเคลื่อนสถาบันการศึกษา สู่ความยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้กับบริบทพื้นที่ เพื่อมุ่งสู่ปลายทางคือการเป็นต้นแบบ ‘Net Zero Campus’

และในปีนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 เมื่อเร็วๆ นี้

ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainable Future Society by Residential College : สร้างสรรค์สังคมสู่วิถีความยั่งยืน ด้วยอาศรมแห่งการเรียนรู้” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

มหาวิทยาลัย คือต้นแบบ
สร้างองค์ความรู้ให้สังคม ลดการปลดปล่อยคาร์บอน

“มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อคนรุ่นใหม่ ในการขับเคลื่อนประเด็นความยั่งยืน

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เริ่มจากการสร้างความตระหนักและให้ความรู้เป็นลำดับแรก”

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย

คือเสียงของ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

หลังจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ร่วมกันพิจารณาบทบาทของมหาวิทยาลัย ภายใต้นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศไทย ควบคู่กับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งปัจจุบันกำหนดเป้าหมายไว้ในปี 2050

โดยสำหรับ มจธ. ได้ประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2040 และดำเนินการศึกษาวิจัยทางวิชาการโดยใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ที่มี เพื่อผันตัวสู่มหาวิทยาลัยต้นแบบ ให้พร้อมทั้งนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและสังคม

ในการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ทั้งภาพรวมประเทศหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การจัดตั้ง สถานีตรวจวัดการดูดซับคาร์บอนของป่า ซึ่งดำเนินการวิจัยต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ทำให้ทราบข้อมูลว่าป่าดิบแล้งหรือป่าเต็งรัง สามารถดูดซับคาร์บอนได้ต่อพื้นที่เท่าใด

เป็นข้อมูลจากการวัดค่าจริง นำไปอ้างอิงในระบบและการซื้อขายคาร์บอนได้

ในระดับมหาวิทยาลัยเอง การดำเนินงานสามารถเริ่มต้นได้จากการประหยัดพลังงานและไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน ออกแบบการปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงา ลดอุณหภูมิภายในมหาวิทยาลัยลงได้ถึงราว 2-3 องศาเซลเซียส

ซึ่งจะช่วยลดการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศได้ทันที

หากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศสามารถเป็นต้นแบบ และนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปขับเคลื่อนภาคสังคมและภาคอุตสาหกรรมในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อประเทศและต่อโลกในภาพรวมเป็นแน่

นอกจากนี้ มจธ.ยังได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนที่ด้อยโอกาส เพื่อฝึกอบรมครูและส่งเสริมการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาใช้ในการสอนวิทยาศาสตร์ สร้างความตระหนักให้คนรุ่นใหม่ เข้าใจเรื่อง (SDGs) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นภารกิจร่วมกันของทุกสถาบันการศึกษา

สำหรับเครือข่าย SUN Thailand ทำหน้าที่ดูแลเครือข่ายภาคตะวันตก หรือภาคกลางตอนล่าง ซึ่งร่วมกันวางทิศทางการดำเนินงานในอนาคต แม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและงบประมาณ แต่ทุกมหาวิทยาลัยต่างมีความตั้งใจร่วมกัน

โดยจะขยายสมาชิกเครือข่าย SUN Thailand ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจัดการประชุมสัญจรในมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ

เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดขึ้นในภาพกว้างต่อไป

เดินนำ ทำให้เห็น
การศึกษาดีส่งผล ลดคาร์บอนได้จริง

รศ.ดร.สุวิทย์เชื่ออย่างยิ่งว่า ถ้าเรามีการศึกษาที่มีคุณภาพ ทำไมเราจะนำประเทศรอบข้างเราเข้ามาศึกษาไม่ได้

การเข้ามาเรียน มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ประเทศในอาเซียนเข้ามาเรียนรู้ จะนำไปสู่การเป็น Soft Power ทางหนึ่ง ที่ช่วยในเชิงเศรษฐกิจได้ในปลายทาง

ขณะเดียวกันก็จะช่วยพัฒนาแรงงานหรือทักษะให้กับชาวต่างประเทศ ซึ่งในอนาคตอาจจะกลับมาทำงานในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเชิงเทคนิคระดับสูง วิศวกรหลากหลายประเทศ

“ในอนาคตโลกมีการเคลื่อนย้ายของทรัพยากรมนุษย์เยอะขึ้น มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตบุคลากร สะสมความรู้ ช่วยเดินนำ ทำให้เห็นว่าการปลดปล่อยคาร์บอนลดลงได้ การแก้ปัญหาของสังคมโลกไม่ว่าจะเป็นความยากจน สิ่งแวดล้อม เรื่องการให้การศึกษาที่ดี การเข้าถึงเรื่องต่างๆ มหาวิทยาลัยสามารถทำได้ ถ้าเราทำให้สังคมเห็นและเข้าใจ

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ทั้งสิ้น ถ้าแก้ตรงนี้ได้จะลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้อย่างมาก” เป็นความเห็นของอธิการบดี มจธ.

SUN Thailand คือศูนย์กลาง
เชื่อมข้อมูล สร้างกลไก สู่แอ๊กชั่น

รศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช

หันมาฟังทางด้าน  รศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) ประจำปี 2568

มอง มจธ.เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน พัฒนาจังหวัดราชบุรี ทั้งในมิติของการเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริงในพื้นที่

“SUN Thailand ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ เป็นภาคีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐภาคเอกชน และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมมุ่งสร้างกลไกที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไม่หยุดอยู่เพียงระดับนโยบายหรือแนวคิด ในปี 2568 เราได้ตั้งเป้าเป็น ศูนย์กลางในการรวบรวม จัดการ และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายสมาชิกกว่า 60 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ” รศ.ดร.ณัฐพงศ์เผย

และแน่นอนว่า ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนา การขับเคลื่อนเป้าหมาย SDGs รวมถึงการเชื่อมโยงการทำงานในระดับประเทศและระดับสากล อย่างเป็นระบบ

‘ตลาดชาติพันธุ์’ ประจำจังหวัด
ผสานเกษตรกรรม ธำรงอัตลักษณ์ จัดการฟู้ดเวสต์

ฐิติลักษณ์ คำพา

ด้าน ฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เล็งเห็นถึงศักยภาพด้านเกษตรกรรมและความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีอยู่ถึง 8 กลุ่ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 มาตรา 3 ได้ให้นิยามว่า กลุ่มชาติพันธุ์หมายถึงชาวไทยที่มีอัตลักษณ์ทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ความเชื่อ และจารีตประเพณีที่สืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ร่วมกับสังคมไทย

“เมื่อกล่าวถึงจังหวัดราชบุรี กลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือกลุ่ม ‘กะเหรี่ยง’ เรามีศูนย์พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบในพื้นที่อำเภอสวนผึ้ง มากกว่า 20 ปี มีผู้อาศัย 4,000-5,000 คน ซึ่งเดิมได้รับความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ความช่วยเหลือดังกล่าวถูกยุติลงปัจจุบันสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้อนุญาตให้ผู้พักพิงสามารถออกไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ได้ พอประสบปัญหาชายแดนทั้งสองฝั่งของประเทศไทย ทำให้แรงงานเข้า-ออกลำบาก”

โดยส่วนมากเป็นภาคการเกษตร สินค้าเกษตรกรรมที่สำคัญของจังหวัดราชบุรีที่เด่น คือ มะพร้าวน้ำหอม ซึ่งปลายปี 2567 มีราคาหน้าสวนลูกละ 20-30 บาท แต่ในปีนี้ลดฮวบ เหลือเพียง 2-3 บาทเท่านั้น

ต้นเหตุสำคัญมาจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกมาก ประกอบกับขาดแคลนแรงงาน ขณะที่การส่งออกมะพร้าว 90% ส่งไปยังจีน และจำหน่ายในประเทศเพียง 10%

“การพัฒนาเกษตรกรรมไม่ควรมองเพียงด้านรายได้ แต่ต้องคำนึงถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดย มจธ.ได้เข้ามาสนับสนุนการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมมะพร้าว เช่น เปลือกและกะลามะพร้าว ซึ่งเดิมนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง แต่กระบวนการผลิตส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขาดระบบสาธารณูปโภคและการบำบัดที่เหมาะสม

จังหวัดจึงมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติให้สอดคล้องกัน ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรด้านผลผลิตและราคา การจัดการสิ่งแวดล้อม และ SDGs ควบคู่กับการสร้างอัตลักษณ์พื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเกษตรปลอดภัย การยกระดับมาตรฐานสินค้า การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจำหน่าย”

พ่อเมืองราชบุรีเล่าเป้าหมายที่เริ่มสำเร็จไปทีละขั้น โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย ตลอดจนเครือข่ายชุมชน

ซึ่งยังไม่นับการส่งเสริมการศึกษาและการสร้างอาชีพแก่กลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนในชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและความรู้ที่ครอบคลุม

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตลาดชุมชนอย่าง ตลาดโอ๊ะป๋อย ตลาดน่าเอ๊ ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่เติบโตได้ต่อไป และเริ่มเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้

‘ฐานข้อมูลภาคสนาม’
สร้างนวัตกรรม วัดความเติบโตของ ‘ป่า’

รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง

ด้าน รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เล่าว่า ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรมคาร์บอน มจธ.วิทยาเขตราชบุรี เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ป่าเต็งรัง ซึ่งพบเฉพาะในภาคกลางตอนบน ภาคเหนือ และภาคอีสาน

“ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็น ‘ฐานข้อมูลภาคสนาม’ ที่สำคัญของประเทศ โดยเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อป่า ทั้งในด้านการดูดซับและการปล่อยคาร์บอน การหมุนเวียนน้ำและพลังงาน รวมถึงผลกระทบจากภาวะแห้งแล้ง” รศ.ดร.อำนาจเล่าถึงบทบาท

ก่อนจะลงลึกถึงหนึ่งในงานวิจัยสำคัญ คือ การทดลองจำลองภาวะภัยแล้ง ด้วยการติดตั้งโครงสร้างใต้เรือนยอดไม้ เพื่อลดปริมาณน้ำฝนที่ลงสู่พื้นป่า ประมาณ 30-50% แล้วศึกษาผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ การสังเคราะห์แสง การคายน้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากดิน

ซึ่งช่วยให้เห็นถึงความสามารถในการ ‘ปรับตัว หรือความเปราะบาง’ ของระบบนิเวศป่าเต็งรัง

“การศึกษานี้ใช้เทคโนโลยีตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ทราบอย่างละเอียดว่าป่าดูดซับหรือปล่อยคาร์บอนในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร

ผลการศึกษาพบว่าป่าเต็งรังในจังหวัดราชบุรีสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงการเป็นป่าที่กำลังเติบโต” รศ.ดร.อำนาจทิ้งท้ายด้วยความหวัง ต่อทรัพยากรในบ้านเกิด

‘ตลาดน่าเอ๊’ โมเดลเศรษฐกิจวัฒนธรรม
เวทีขับเคลื่อนศิลปะ รักษาวิถีกะเหรี่ยง

“ตลาดน่าเอ๊ เป็นตลาดน่ารักกลางหุบเขา ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี เกิดขึ้นภายใต้โครงการ ‘การเชื่อมต่อพื้นที่วัฒนธรรมกะเหรี่ยงโผล่ว เขตเทือกเขาตะนาวศรี เพื่อการขับเคลื่อนสำนึกรักท้องถิ่น สร้างแรงบันดาลใจและผลกำไรตามสมควร’”

ผศ.นันทนา บุญลออ หัวหน้าโครงการวิจัยด้านทุนวัฒนธรรม และอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ แห่ง มจธ. รีแคป
ถึงผลลัพธ์ที่เด่นชัด จากการร่วมกับศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ภายใต้ทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ประจำปี 2567

หลังซุ่มศึกษาในกรอบ “การจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและสำนึกรักท้องถิ่น”

ก็เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ว่าตลาดแห่งนี้จะเติบโตได้ในระยะยาว

เพราะเกิดจากการออกแบบร่วมกัน ระหว่างนักวิจัย ผู้นำชุมชน และคนในพื้นที่ โดยมีโครงสร้างไม้ไผ่ที่สะท้อนความน่ารักและความอบอุ่นของชุมชน

หากจะเล่าให้เห็นภาพ ชั้นล่างเป็นพื้นที่ค้าขายสินค้าพื้นบ้าน อาหารพื้นบ้านวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น

ส่วนชั้นบนใช้รับประทานอาหาร ชมวิวป่า และจัดการแสดงกิจกรรมทางวัฒนธรรม “น่าเอ๊” ในภาษากะเหรี่ยงมีความหมายว่า “น่ารัก” การออกแบบสถาปัตยกรรมของตลาดจึงสะท้อนถึงความน่ารักของชุมชน “แลนด์มาร์กทรงจั่ว” อันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นภาพจำอันโดดเด่นของตลาด

“จั่วหลายๆ หลังหมายถึงภูเขาที่โอบล้อม และความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การออกแบบ กลับเป็นการสร้างด้วยมือคนในชุมชนเอง เพราะไม่มีผู้รับเหมาคนใดรับงาน เนื่องจากโครงสร้างซับซ้อน

นั่นจึงทำให้ชาวบ้านที่ไม่เคยมีประสบการณ์เลยต้องเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง ทุกขั้นตอน ทุกคนช่วยกันตั้งแต่ตัดไม้ไผ่ ขัดแต่ง จนประกอบเป็นอาคารจนเสร็จสมบูรณ์ จึงสร้างความภูมิใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก” ผศ.นันทนาเล่าให้เห็นภาพ

ด้วยแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นกรอบการพัฒนาสำคัญระดับโลกที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต

สถาบันการศึกษา จึงไม่ต่างจากพิมพ์เขียว ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ แต่ยังเป็นกลไกหลักในการส่งต่อองค์ความรู้ที่ใช้ได้จริง

อคิรา ทองโม้