พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร, พรหมพร เจริญกิจชัชวาล-เรื่อง
สมจิตร์ ใจชื่น-ภาพ
ไม่ต้องเกริ่นให้มากบรรทัด เพราะนี่คือบทสัมภาษณ์ที่ได้คำตอบขนาดยาว ลื่นไหล เคลียร์ชัด จากปากคำของ ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
619 วันในตำแหน่ง ‘เอ็มดี’ จากวันแรกจนถึงวันนี้ 9 มกราคม 2026 ห้วงเวลาที่หนังสือพิมพ์มติชนรายวันเดินทางยาวไกลสู่ปีที่ 49 วันเดียวกับการแกรนด์โอเพนนิ่งโฉมใหม่เว็บไซต์มติชนออนไลน์ ที่หลอมรวมข่าวสารและเนื้อหาสาระจาก มติชนรายวัน มติชนสุดสัปดาห์ และมติชนทีวี ผนึกเป็น ONE MATICHON
ปราปต์ รับบทแกนนำในการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่สื่อดิจิทัลเต็มรูปแบบ
จาก ‘สื่อกระดาษ’ ที่บรรจงหยอดเมล็ดพันธุ์ งอกงามยืนหยัดอย่างสง่างามโดยคนยุค ‘(เบบี้) บูมเมอร์’ สู่การผลิบานในยุคดิจิทัลด้วยธีม ‘เดอะ บลูมเมอร์ ฟอร์ ออล’ มุ่งสู่จุดหมายใหม่ๆ
ไฮด์ปาร์กโชว์วิสัยทัศน์บนเวที Matichon Open House 2025 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ณ เกษร เออร์เบิร์น รีสอร์ต ใจกลางกรุง เน้นย้ำการปรับตัวของเครือมติชนในโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่ดำเนินการมานานเกินทศวรรษ
ไหนจะโครงการ MATICHON Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต ที่ถือฤกษ์ดี 9 มกราคม ในการเปิดโหวตรอบ 2 ของโพล มติชนxเดลินิวส์ ยิงยาวไปจนถึง 23 มกราคมนี้
ไม่เพียงดูแลโปรเจ็กต์มากมาย ยังดูแลชาวมติชนในฐานะฝ่ายบริหาร โดยวันนี้มีกำหนดการมอบ ‘เข็มกลัดทองคำ’ พนักงานที่ร่วมสู้มาครบ 10 ปี ตามธรรมเนียมที่สืบทอดมาเนิ่นนาน แม้ราคาทองปีนี้พุ่งกระฉูด
ยืนยันเมื่อเป็น ‘สัญญาใจ’ ก็ต้องแจก พร้อมแย้มด้วยรอยยิ้มว่า เมื่อมูลค่าผกผันขนาดนี้ ต่อไปคงต้องมี ‘สต๊อกทอง’ เพื่อประคองพันธกิจนี้ให้คงอยู่
•ขอเริ่มที่ผลตอบรับอย่างเป็นรูปธรรมหลังงาน ‘โอเพนเฮาส์ 2025’ เป็นอย่างไรบ้าง?
พาร์ตเนอร์เอกชนต่างๆ ที่เราเชิญไป มีเสียงตอบรับค่อนข้างดี หลังจากโอเพนเฮาส์ เครือมติชนก็มีกิจกรรมต่อเนื่องอีก 2-3 งาน เข้าใจว่าจำนวนหนึ่งก็เข้ามาเวิร์กกับเราแล้ว หรืออย่างน้อยรู้ว่าเรามีแผนงานเป็นระบบ และพอจะเห็นมิชชั่นของมติชนในปี’69 ผมว่าเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เขาสามารถเดินเข้ามาคุยหรือชวนเราไปคุยในโจทย์ที่เข้าใจตรงกันชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่การคุยในแต่ละโปรเจ็กต์ไป นี่คือแนวโน้มที่ดี
•จากปี’68 โจทย์ของมติชนคือ ‘การเป็นตัวเองที่ใหม่ขึ้น’ ซึ่งก็สอดรับกับธีม ‘ผลิบาน’ ตอนนี้ตีโจทย์ไปได้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์?
ถ้าเป็นตัวเลข อย่างต่ำก็อาจจะพอผ่าน 50-60 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า คนจำนวนมาก หรืออย่างน้อย ระดับบริหาร ระดับกลาง ระดับสูงเริ่มเก็ตแล้วว่าทิศทาง หรือมิชชั่นของบริษัท ณ ปี’68 และ 69 คืออะไร เพียงแต่ในอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือมันคือการลงมือปฏิบัติ ด้วยวัฒนธรรมการทำงานก็ดี ความเคยชินต่างๆ ก็ดี มันต้องอาศัยเวลาปรับตัว เพื่อนำมาสู่วิธีการปฏิบัติที่ใหม่ขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป

•ย้อนกลับไปยังสถานการณ์เครือมติชน ปี’67 ที่เคยตอบตรงๆ ว่า ‘เหนื่อย’ ถามว่า ปี’68 ที่ผ่านมา อาการดีขึ้นไหม?
ก็ยังเหนื่อยอยู่ ยังต้องทำงานกับข้อจำกัดหลายๆ อย่าง แต่ก็มีความหวัง มีความเชื่ออะไรบางอย่างว่าเราจะเติบโตหรือเดินไปจากข้อจำกัด จากความเหนื่อย จากการที่ต้องต่อสู้
ปี 2568 ตัวเลขผลประกอบการชัดเจนว่ามติชนก็ดี หรือสื่ออีกหลายๆ เจ้าก็ดี ยังต้องสู้ อย่างที่ผมบอกว่ากราฟมันไม่ได้ขึ้น แต่จะหาทางประคองไว้ก่อน เพื่อรอโอกาสขึ้นบ้างในวันข้างหน้า หรือเพื่อรอโอกาสในการปรับตัวสำคัญๆ ระหว่างทางผมเห็นว่าเรายังมีช่องทาง แม้สื่อกระดาษอยู่ในช่วงขาลง แต่ยังมีสื่อกระดาษที่ยังพอไปได้ในเครือมติชน คือ หนังสือเล่ม ซึ่งอยู่บนแนวโน้มที่อุตสาหกรรมนั้นพอไปได้ทั้งอุตสาหกรรมด้วย
ถ้ามติชนดีเจ้าเดียว มันก็ยังไม่ชัวร์ว่าดีหรือไม่ดี มันอาจดีเพราะกระแสอะไรก็ได้ แต่การที่อุตสาหกรรมหนังสือเล่มยังพอไปได้ และมติชนเองก็ยังไม่ได้ทิ้งตรงนั้น ผมว่านี่เป็นโอกาสอย่างหนึ่งที่ในธุรกิจเดิมเรายังพอมี เช่นเดียวกับอีเวนต์ในเครือมติชน แม้หลายงานเป็นสัมมนาที่พึ่งพาสปอนเซอร์เป็นครั้งๆ ไป แต่เรามีอีเวนต์ที่แข็งอย่างเฮลท์แคร์ที่จับจุดได้ถูก หรือ FEED MUSIC งานดนตรีที่มิวเซียมสยาม เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราเชิญวง ETC. กับโมเดิร์นด็อก ถือเป็นงานที่พัฒนาขึ้นจากปีก่อนๆ คือแทบจะเรียกว่าเป็นการจัดคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบในพื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใจกลางเมืองเก่า ติดกับพิพิธภัณฑ์ มันมีหลายอย่างคอนทราสต์กัน แต่พอเอามาจัดวางด้วยกัน มันได้ และผมว่าคนก็เก็ตสิ่งนั้น สปอนเซอร์ก็เก็ตสิ่งนั้น มีคนมาคุยหลังงานว่าจะเอาอย่างไรต่อ แสดงว่าเขาเห็นว่ามันน่าจะทำอะไรได้ มันตอบโจทย์เขา

•ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเมืองไทย ความร้อนระอุของสถานการณ์พรมแดนกัมพูชาส่งผลกระทบหรือเป็นข้อจำกัดในการ ‘ผลิบาน’ ของมติชนหรือไม่?
ผมว่ามันก็เป็นผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งข้อจำกัดเดิม คือ เศรษฐกิจภาพรวมที่ยังไม่ดีขึ้นอย่างที่ทุกคนรู้กัน ธุรกิจสื่อต้องปรับตัวเยอะ และการเจอโจทย์ใหม่อยู่เรื่อยๆ ในการทำให้ตัวเองอยู่รอด ยังไม่ต้องพูดถึงการเจริญรุ่งเรือง ก้าวกระโดดพุ่งเป็นกราฟ
•กระแส ‘ชาตินิยม’ ที่แผ่ซ่านหนักมาก หากวัดจากคอมเมนต์มหาศาลในโลกออนไลน์ มีผลต่อแนวทางการนำเสนอข่าวหรือไม่ ขณะที่หลายสื่อมาแนว ‘ปลุกใจ’ ได้เอ็นเกจเมนต์เพียบ มติชนจะยังคงหนักแน่น ยืนเด่นโดยท้าทาย?
พอเจอปัญหาเพื่อนบ้านมันทำให้เห็นทั้งสังคมและการเมืองของเรา ว่ายังมีแนวโน้มที่ต้องพูดตรงๆ ว่ามีความชาตินิยม อนุรักษนิยมหรือเอียงขวาได้โดยอัตโนมัติเหมือนกัน คล้ายๆ กับมีเชื้ออะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งมันเป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่ใช่แค่กับสื่อ แต่กับสังคมไทยโดยรวมด้วย หมายความว่าเศรษฐกิจโตไม่ได้แล้ว การเมืองเองก็ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าจะเปลี่ยนแปลงได้เยอะขนาดไหน สังคมไทยจะขยับขยายเติบโตไปได้อย่างไร และสื่อเองก็ต้องได้รับผล กระทบอยู่แล้ว
สำหรับการปรับตัว กับเทคโนโลยี กับระบบนิเวศของสื่อเป็นสิ่งที่เราสู้มาหลายปีอยู่แล้ว ด้วยอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคม สื่อเองก็ต้องมาชั่งน้ำหนัก หมายความว่า การอยู่รอดในเศรษฐกิจและในระบบนิเวศสื่อแบบนั้น ง่ายๆ เลยคือต้องขวาตามคน หรือขวาให้มากกว่าคน คืออย่างต่ำๆ ได้ยอด แต่ถ้าเราคิดว่าสื่อมีวิชาชีพหรือหลักการอะไรบางอย่างที่ต้องเตือนสังคมว่าแม้การรักชาติอาจเป็นความรู้สึกปกติของคนทุกรัฐชาติในโลก แต่ทำอย่างไรที่เราจะไม่ขวาเกินไป นี่คือสิ่งที่สื่อมี
หน้าที่ต้องเตือนสังคม เตือนคนอ่าน คนดูของตนเองหรือเปล่า
ผมว่านี่เป็นสิ่งที่เครือมติชนพยายามทำ ถึงจะแลกมากับความไม่มั่นคงทางธุรกิจ ความไม่ค่อยมีเสถียรภาพ ความไม่มั่นคงในฐานะสื่อที่ต้องอยู่ได้ด้วยคนดูและคนอ่าน มันก็ต้องแลก เพราะเป็นหน้าที่หนึ่งซึ่งเราต้องยืนหลักนี้ไว้ให้ได้
ขณะที่สื่อจำนวนมาก ณ ปัจจุบันขวากว่าคน ถ้าดูข่าวทีวีหลายๆ ช่อง เขาไปแบบนั้นเลย แต่ถ้าเราทำอย่างนั้น แล้วอีก 10 ปีข้างหน้ามานั่งดูตัวเองคงมีดิจิทัลฟุตพรินต์หลายๆ อย่างที่ทำให้ตอบตัวเองได้ยาก และตอบสังคมได้ยากด้วย

•คู่แข่งบนสนามสื่อที่มากขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพ นอกเหนือจากงานข่าว ยังขยันจัดอีเวนต์ พร้อมเสิร์ฟคอนเทนต์จุกๆ เช่น แฟร์สุขภาพที่ผุดขึ้นเปรี้ยงปร้าง สายงานประวัติศาสตร์ที่เป็นหนึ่งในจุดแข็งของเรา นาทีนี้ทั้งสื่อเก่า สื่อใหม่ อินฟลูฯ กระทั่งดีเจชื่อดัง สร้างสรรค์เนื้อหามากมาย เครือมติชน มีแผนทั้งเชิงรับและเชิงรุกอย่างไร?
ชัดเจนว่านี่คือเครื่องเร่งให้เราปรับตัว อย่างเฮลท์แคร์ ซึ่งเป็นงานที่ประสบความสำเร็จ เราคงต้องมารีวิวว่ามันจะใหม่ขึ้นอย่างไร ซึ่งก็น่าดีใจที่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทีมงานเริ่มมาเสนอแผนปี’69 โดยโยนไอเดีย Wellness และ Longevity ซึ่งเป็นสิ่งที่มติชนควรแมตช์กับคอนเซ็ปต์พวกนี้มา 2-3 ปีแล้ว เหมือนเรายังติดอยู่กับการให้บริการสาธารณสุขฟรีกับคนเมือง โดยเฉพาะระยะหลังคือคนสูงอายุ แต่ตอนนี้คนทำงานรู้แล้วว่าหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องตีโจทย์ใหม่
ส่วนโจทย์ประวัติศาสตร์ เรามีศิลปวัฒนธรรมที่ทำสื่อออนไลน์ ทำพอดแคสต์คุณภาพ คนดูไม่น้อย มีรายการขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ที่มีแฟนคลับประจำ ขณะที่คู่แข่งหรือเพื่อนร่วมสนามก็มีจุดเด่น มีวิธีการนำเสนอที่ดึงคนไปได้เยอะเหมือนกัน มันก็ต้องปรับตัว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจุดยืนของเราคืออะไร นอกจากการสื่อสารกับคนอ่านจำนวนมากแล้ว ถ้าสิ่งที่เราแคร์ไม่แพ้กันคือ คนที่สนใจความรู้เฉพาะทางอย่างถูกต้อง หรือติดตามข้อถกเถียงในเชิงวิชาการจริงๆ เราก็ต้องยึดโพซิชั่นนี้
ถ้าเทียบกัน สมมุติในเฟซบุ๊ก มีกลุ่มประวัติศาสตร์นู่นนี่ เรื่องเล่าถูกบ้าง ผิดบ้าง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจำนวนเขาจะเยอะกว่าเรา มันขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะแข่งในสนามไหน และไม่จำเป็นต้องแข่งในสนามไหน แต่ถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ ในท้องตลาด ก็ต้องมาดูเหมือนกันว่ามีอะไรที่คิดว่าเราแข็งหรือเคยแข็ง แต่ยังทำได้ไม่ดีพอหรือนำเสนอออกมาไม่ดีพอในวัฒนธรรมของการบริโภคสื่อในยุคปัจจุบัน

•แล้ว ‘การเมือง’ ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของมติชน ทั้งรายวัน สุดสัปดาห์และทีวี จะชูจุดแข็งอย่างไรในวันที่แม้แต่ช่องแนวบันเทิงและรายการวาไรตี้หันมาเล่นข่าวการเมืองควบคู่ และให้ความสำคัญมากขึ้นทุกที?
ปรากฏการณ์นี้ ข้อดีคือแสดงว่าการเมืองได้รับความสนใจจากคนวงกว้างมากขึ้น ทั้งความบันเทิงมาครอบการเมือง หรือการเมืองพยายามทำตัวเองให้บันเทิงมากขึ้น ผมดูอาจารย์ยิ่งศักดิ์ ก็รู้สึกว่าก็ไม่เลวนะ (หัวเราะ) วิธีการถามของอาจารย์ยิ่งศักดิ์ มันก็ทำให้ได้คำตอบบางอย่าง และมีนักการเมืองจำนวนมากที่พร้อมเล่นด้วย บางคนตอบจริงจัง แต่อาจารย์ยิ่งศักดิ์ก็ถามสไตล์แก (หัวเราะ) ซึ่งผมมองว่าน่าสนใจดี
โดยนัยยะคือ การเมืองแมสขึ้น เป็นเรื่องที่เข้าถึงคนวงกว้างมากขึ้น ชาวบ้านตามประเด็นทางการเมืองได้ง่ายขึ้นในบริบทต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับว่ามติชนจะตีโจทย์ตนเองอย่างไร เราอาจต้องยึดหลักบางอย่างของความเป็นมติชน
โอเค ถ้าเราจะเล่นอยู่กับกระแสอย่างเดียว การเมืองมันคือดราม่า คือการตีปิงปอง การทะเลาะกันรายวัน สุดท้ายเรื่องจบก็หายไป มีเรื่องใหม่ขึ้นมาแทน แต่การเมืองของมติชนต้องยืนอยู่บนหลักที่ถูกต้อง ต้องเชื่อในหลักประชาธิปไตย เชื่อในหลักเสียงส่วนใหญ่ เชื่อว่าการเมืองจะต้องนำพาประเทศให้ดีกว่านี้ได้ หรือเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่ดีกว่านี้ได้

•หลายครั้งที่บทวิเคราะห์-วิพากษ์เชิงสังคม-การเมือง บายไลน์ ปราปต์ บุนปาน เจอคณะทัวร์แวะจอด แถมถูกแซะ ‘ปราปต์กินส้ม’ หวั่นไหวไหม มีคอมเมนต์ที่อ่านแล้วรมณ์เสียหรือไม่?
ไม่ค่อยอ่านคอมเมนต์ (หัวเราะ) หนึ่งคือไม่ค่อยมีเวลา สองคือ จะได้ไม่หลงทาง ในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารด้วย และเป็นคนเขียนหนังสือด้วย ถ้าเป็นโจทย์ง่าย คือ เราควรเขียนหนังสือให้เบาลง ประนีประนอมขึ้น หรือเป็นมิตรที่ดีกับทุกฝ่าย ไม่มีพิษไม่มีภัย มันก็จะเซิร์ฟงานบริหาร งานหารายได้ แต่อีกด้านหนึ่ง มันเป็นทั้งโจทย์ส่วนตัวและโจทย์ของมติชนด้วย ว่าเครือมติชนอยากจะเป็นอะไร ด้านหนึ่งเราก็ยังต้องเป็นสื่อที่อาจไม่ถึงกับชี้นำ แต่นำเสนอความคิดบางอย่างให้สังคมไปพิจารณาว่ามันมีแนวคิดแบบนี้ที่ใช้มองได้ มันควรวิเคราะห์การเมืองหรือสังคมด้วยแนวทางแบบนี้ได้ เราต้องเสนอความเห็นบางอย่างกลับไป ผมว่ามันก็เป็นหลักที่ต้องยึด ในเมื่อเลือกแล้วก็ต้องมุ่งมั่นต่อไป
ส่วนเรื่องส้ม โดยไอเดีย ผมคิดว่าการเมืองไทยและสังคมไทยมันต้องหาจุดเปลี่ยน ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะไปสอดคล้องกับนโยบายหรือแนวคิดบางอย่างของพรรคประชาชน

•โพลมติชนxเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66 แม่นมากจนผู้บริหารเดลินิวส์ยังบอก ‘เซอร์ไพรส์’ โพลเลือกตั้งใหม่ปี’69 กดดันไหมในการรักษาความแม่น?
หนึ่ง กดดัน สองคือ ต้องยอมรับว่ามันวางอยู่บนเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป คือ โพลครั้งที่แล้วเมื่อปี’66 ผมรู้สึกว่าในสายตาคนจำนวนมากรวมถึงคนการเมืองไม่ได้ให้ความสำคัญ เขานึกว่าเป็นโพลออนไลน์ทีเล่นทีจริง มันไม่เท่ากับโพลของสำนักโพลมาตรฐาน
ด้วยความที่ฝ่ายมีอำนาจหรือฝ่ายต้องการมีอำนาจไม่ได้ใส่ใจ มันจึงดำเนินไปอย่างออร์แกนิค แล้วผลที่ได้ก็ออร์แกนิคจริง แต่โพลเลือกตั้ง’69 สภาพการณ์มันเปลี่ยน ที่ชัดเจนคือ ข้อหนึ่ง เรารู้แล้วว่าครั้งนี้พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับโพลมติชนxเดลินิวส์ และรู้สึกว่าต้องทำอย่างไรให้เขามีแอดแวนเทจกับโพลนี้ที่มันกลายเป็นโพลที่น่าเชื่อถือ เป็นโพลที่เสียงดังในสังคมไปแล้ว
ข้อสอง ถ้าพูดตรงๆ ต้องยอมรับว่า โพลครั้งแรกของมติชนxเดลินิวส์เลือกตั้ง’69 เราเห็นจุดโหว่แล้ว ด้วยความที่มันเป็นโพลออนไลน์ มันคือการเปิดให้คนเข้ามาโหวต โดยกรองคนผ่านคุกกี้ ซึ่งไม่ได้เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เริ่มเห็นคือ มีการปั่นโพล มี IP เป็นหลักพันที่เข้ามาโหวตซ้ำ ซึ่งเราก็ต้องทำการบ้านกันเยอะ และแอบได้ยินมาว่าพรรคการเมืองก็ถือว่านี่เป็นงานหรือเป็นโจทย์ที่จะต้องทำอย่างไรให้เขามีคะแนนในโพลนี้ เพื่อจะขยายไปสู่อะไรก็แล้วแต่
พรรคใหญ่อาจหวังผลแบบหนึ่ง พรรคเล็กหวังผลอีกแบบหนึ่ง แต่ผมว่ามันเป็นจุดท้าทายในโพลครั้งที่ 2 ว่าเราจะแก้โจทย์ตรงนี้อย่างไร เพราะฉะนั้น ผมยอมรับว่าปี’69 เราไม่กล้ารับประกันความแม่น ไม่ยืนยันว่ามันจะเพียวเท่าปี’66
วันเปิดแคมเปญโพล มีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดบนเวทีว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราจะเห็น คือ การเมืองของการสู้กันในผลโพล คือ แทนที่พรรคการเมืองจะไปสู้ในการหาเสียงแล้วฟังผลโพลว่าประชาชนคิดอย่างไร แล้วไปสู้กันบนสนามเลือกตั้ง ผมเข้าใจว่าตอนนี้เขามาสู้กันในผลโพล เพราะอย่างต่ำๆ คือต้องมีแอดแวนเทจ บางอย่างกับผลโพลก่อนนำไปสู่ชัยชนะทางการเลือกตั้ง หรือความสำเร็จ ในระดับต่างๆ ของการเลือกตั้ง อันนี้จะเห็นผ่านผลโพลของมติชนxเดลินิวส์ปี’69 แน่ๆ ส่วนความแม่นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิสูจน์

•ถ้าเปรียบมติชนเป็นไม้ใหญ่ที่อายุเข้าสู่ปีที่ 49 คิดว่าเป็นต้นอะไร?
การเข้าสู่ปีที่ 49 อาจเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านมือคนมาเยอะแล้ว ผ่านความคิด ความฝัน หรือการบ่มเพาะของคนจำนวนมาก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคนจะจินตนาการเป็นต้นอะไร อาจเป็นต้นสัก หรือพืชเศรษฐกิจมีค่าที่เติบโตไปเรื่อยๆ โดยพยายามจะขึ้นไปให้พ้นข้อจำกัดในแต่ละช่วงเวลา หรือจริงๆ แล้วอาจจะเป็นต้นถั่วในนิทานเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ที่สามารถทะลุเพดานไปได้ (หัวเราะ)
•แล้วมติชนทั้งเครือที่ประกอบด้วยสื่อหลากหลายเป็นป่าประเภทไหน?
อาจเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลาย ทั้งพืชพันธุ์และสัตว์ต่างๆ มีสัตว์มีพิษ (หัวเราะ) ความรุ่มรวยอาจนำเราไปเผชิญภยันตราย หรืออุปสรรคบางอย่าง เจองูเห่า เจองูจงอาง
เราต้องดำเนินวิชาชีพไปอย่างมั่นคงและระมัดระวังตัว พร้อมกับการหยิบฉวยเอาความรุ่มรวยหลากหลายนั้นมาเป็นทรัพยากรที่ดีของเรา.


