
ชื่อเสียงเรียงนามของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา ต่างเป็นที่จดจำผ่านผลงานอมตะอย่าง ข้างหลังภาพ แลไปข้างหน้า สงครามชีวิต และอีกมากมายเกินจะกล่าวครบ
ด้วยเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ที่มีผลงานโดดเด่น มีผลงานรวมเล่มเป็นจำนวนมากมาย

แต่มีบันทึกอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน นั่นคือ ทินกรณ์ หรือบันทึกที่ท่านเขียนในช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่งได้ลี้ภัยไปพำนักอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลานาน
หลังท่านเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2517 ได้มีการนำบันทึกทั้งหมดกลับมาประเทศในรูปแบบ “เอกสารลับ” โดย ชนิด สายประดิษฐ์ คู่ชีวิตของท่าน ได้แสดงความประสงค์ไว้ชัดเจนว่า ให้เปิดกล่องเอกสารได้ในวาระครบรอบ 120 ปี ชาตกาล กุหลาบ สายประดิษฐ์
คือใน พ.ศ.2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ
เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนศรีบูรพา เปิดตัวโครงการอนุรักษ์และจัดทำหนังสือ ‘ทินกรณ์ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในสาธารณรัฐประชาชนจีน’ นำแถลงโดย รศ.ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ สมปอง ดวงไสว กรรมการกองทุนศรีบูรพา
พร้อมล้อมวงเสวนา ‘17 ปี ของศรีบูรพาในสาธารณรัฐประชาชนจีนกับทินกรณ์ 50 ปีย้อนหลัง’ ณ ชั้น U1 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดย ชมัยภร บางคมบาง ประธานกองทุนศรีบูรพาและศิลปินแห่งชาติ, ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์, จรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักเขียนบท นักวิจารณ์วรรณกรรม นักจัดรายการวิทยุ และกรรมการกองทุนศรีบูรพา ดำเนินรายการโดย เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร บรรณาธิการบางกอกไลฟ์นิวส์ เจ้าของนามปากกา ‘นายทิวา’
มากมายไปด้วยสตอรี่ เรื่องราว ที่ไม่เคยกล่าวที่ใดมาก่อน

แกะลายมือ เป็นตัวอักษร
ถอดสาร จาก ‘บันทึกลับ’
เปิดฉากด้วยเสียงจาก ชมัยภร บางคมบาง ประธานกองทุนศรีบูรพาและศิลปินแห่งชาติ เริ่มจากแกะความหมายของคำว่า ทินกรณ์
ทิน-นะ แปลว่า วัน และกรณ์ แปลว่า เรื่องราว รวมกันมีความหมายว่า เรื่องราวในแต่ละวัน
ซึ่ง ศรีบูรพา เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง เจ้าของเนื้อหาที่ถูกหยิบมาเป็นวาทะ “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ถูกจับในคดี กบฏสันติภาพ ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี 4 เดือน แต่ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกจองจำไปกว่า 4 ปีเศษ จากการนิรโทษกรรม และหลังจากนั้นลี้ภัยทางการเมืองอีก 17 ปี ในสาธารณรัฐประชาชนจีน
เรื่องราวทางการเมืองของศรีบูรพา จึงถูกบันทึกผ่านตัวหนังสือ ซึ่งทางกองทุนศรีบูรพา มีทีมงานในการอ่านและถอดบันทึก ทั้งกรรมการกองทุนศรีบูรพา 3 คน และนักศึกษาปริญญาโท 3 คน
สำหรับ ชมัยภร ได้รับบทถอดบันทึกตอนที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร โดยมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้า ตอนที่ลูกชาย (สุรพันธ์ สายประดิษฐ์) กำลังเรียนอยู่ที่รัสเซีย จึงได้เดินทางมาหาศรีบูรพาพอดี และได้รับข่าวจากประเทศไทยว่ามีเหตุการณ์รัฐประหาร ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในตอนนั้น คือ ตอนที่ต้องเดินทางไปปักกิ่ง ทำให้ต้องแยกทางกับลูกชาย
ในบันทึกเขียนว่า ลูกชายพูดว่า “ขอเดินไปส่งที่เครื่องบินได้ไหม” ศรีบูรพาตอบว่า “เขาคงไม่ให้ไปหรอก”
ชมัยภรมองบันทึก 17 ปี ที่ลี้ภัยไปอยู่ที่นั่น เป็นบันทึกเรื่องราวในแต่ละวันที่มีประโยคสั้นๆ แต่ประโยคนั้นกลับสื่อความหมายได้มากมาย ซึ่งการเชื่อมไปถึง 50 ปี คือ ตั้งแต่ศรีบูรพาเสียชีวิตจนถึงปัจจุบัน และการเชื่อมถึง 120 ปี คือ ตั้งแต่ศรีบูรพาเกิดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งภรรยาคือ ชนิด สายประดิษฐ์ แสดงความประสงค์ไว้ชัดเจนว่า ต้องถึง 120 ปีของวันชาตกาลก่อน ถึงจะสามารถเปิดบันทึกได้
ความน่าสนใจคือ ในกล่องพลาสติกที่บรรจุทุกอย่าง มีทั้งบันทึกประจำวัน บันทึกความรู้ ข่าว และสุดท้ายเป็นบันทึกการเดินทาง ที่ความละเอียดและมีความยาก
“ต้องค่อยๆ พิจารณาแปลงจากลายมือมาเป็นข้อความ ซึ่ง สุรพันธ์ สายประดิษฐ์ ลูกชายของศรีบูรพา มีความตั้งใจว่าจะส่งมอบบันทึกทั้งหมดให้กับทางหอสมุดปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งขั้นตอนการทำงาน หลังจากที่ถอดบันทึกได้เยอะๆ จนคุ้นเคยว่าพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง โดยใช้การจับประเด็นว่า เล่าเรื่องอะไรบ้าง จับประเด็นมาทีละชุด กรรมการทุกคนต้องจับประเด็นทุกเล่ม
สมมุติว่า ชมัยภร จับประเด็นเรื่องสุขภาพ ต้องอ่านทุกเล่มที่ถอดแล้วเกี่ยวกับสุขภาพ ว่าเล่าอะไรบ้าง” ประธานกองทุนศรีบูรพาเล่าขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ
เพื่อถอดความจากบันทึกลับส่วนตัว ให้ได้ความตรงกับที่ศรีบูรพาต้องการสื่อสาร
ศรีบูรพา ในมุมใหม่
ทำงานผ่าน ‘สนามรบทางวัฒนธรรม’
ด้าน ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ แห่งรั้วธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ตอนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2511 ประโยควาทกรรม “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” ยังไม่เป็นที่รู้จัก
แต่การเคลื่อนไหวของกระบวนการนักศึกษาและผลงานของศรีบูรพา เป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวคู่ขนานมาด้วยกัน จึงเป็นผลงานที่ทรงพลังสำหรับนักศึกษาสมัยนั้น
เนื่องจากศรีบูรพามีชีวิตอยู่ในเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็น พ.ศ.2492 กบฏวังหลวง หรือกบฏปรีดี พนมยงค์ พยายามยึดอำนาจคืนจาก จอมพล ป. พิบูลสงคราม และปี 2495 กบฏสันติภาพ รัฐบาลภายใต้การดำเนินงานของ จอมพล ป. กระทำการปราบปรามและจับกุมประชาชน
แต่หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการก้าวกระโดดของขบวนการนักศึกษารุ่นหัวก้าวหน้า ทำให้ประโยควาทกรรม เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งประวัติศาสตร์เป็นอุบัติการณ์ของหลายเหตุการณ์ ไม่ใช่เรื่องเดียวหรือคนคนเดียว แต่ไม่สามารถปฏิเสธคนคนเดียวได้ ต้องมีคนหนึ่งเป็นผู้นำ เพื่อริเริ่มที่จะลงมือทำ แบบ 14 ตุลาคม 2516
ต้องมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ธีรยุทธ บุญมี เป็นแกนนำคนสำคัญในการนำนักศึกษาและประชาชนเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย
“ถ้าบอกว่า เสกสรรค์ และธีรยุทธ คือ 14 ตุลาคม 2516 ก็ไม่ใช่ แต่เขาเป็นผลผลิตของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เหมือนกับว่าศรีบูรพาในตอนนั้น ทุกคนอยากนำมาเป็นต้นแบบในการเคลื่อนไหว”
“การค้นพบทินกรณ์ ยิ่งทำให้เอกสารทางประวัติศาสตร์ การเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งคนที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม ต้องคิดถึงอนาคตที่วางอยู่บนพื้นฐานการเป็นมนุษย์ ซึ่งจุดยืนที่ชัดเจนของศรีบูรพาที่มีความแตกต่างจากนักเขียนไทย คือ แนวคิดแบบโลกิยนิยม คือ การใช้เหตุผล ตรรกะ และข้อเท็จจริงทางโลกเป็นหลักในการตัดสินใจและการดำเนินชีวิต
หมายถึงจุดหมายในชีวิต อยู่ที่มนุษย์ ทำให้แนวคิดแบบโลกิยนิยมมีความหมายมากยิ่งขึ้น และบทความเรื่อง มนุษยภาพ ของศรีบูรพา สามารถแปลว่า Humanity หรือ Humanism ที่เขียนก่อนปี พ.ศ.2475 แต่กลับถูกปิด
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าศรีบูรพาเป็นคนประกาศ [ธอ3.1] ก่อนประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 เสียอีก แต่ทำแง่สนามรบทางวัฒนธรรม” ศ.ดร.ธเนศชี้ชวนให้มองอีกมุม
สำหรับ ศ.ดร.ธเนศได้ถอดบันทึกเล่มแรกๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตอนที่อ่านวรรณคดีจีน และได้รับหนังสือชื่อ Philosophy in Revolution โดย Howard Salsam นักลัทธิมาร์กซ์อเมริกัน จากนั้นได้ไปดูโรงงานอู่ต่อเรือ มีกรรมกรจีนสามคนมาพบ สนทนาเรื่องการศึกษาวิชาปรัชญาและการนำวิชาออกไปปฏิบัติงานได้ผลดี ศรีบูรพาเขียนว่ามาสนทนาเรื่องการศึกษาของกรรมกร “ได้อธิบายเกี่ยวกับ Marxism ว่าสามารถใช้ในสังคมโลกได้อย่างไร”
ถ้าตัดเรื่องทฤษฎีการเมือง มาอยู่ที่ความเป็นมนุษย์ เราจะเห็นประเด็นสากล
“ผลงานของศรีบูรพาจะสื่อให้เห็นความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม ความเท่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้
สมุดบันทึกเล่มจริง จำเป็นต้องเก็บอยู่ในหอจดหมายเหตุหรือห้องสมุด ซึ่งต้องให้นักประวัติศาสตร์รุ่นต่อๆ ไปได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับหลักฐานชั้นต้น ได้อ่านบันทึกและถอดรหัสระหว่างบรรทัดด้วยตัวเอง” คือคุณูปการของผลงานที่ ศ.ดร.ธเนศมองเห็น

ทินกรณ์ ชอร์ตโน้ต บันทึกประจำวัน
‘ส่วนที่น่าตื่นเต้นคือการพบปูยี’
ส่วน จรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักเขียนบท นักวิจารณ์วรรณกรรม นักจัดรายการวิทยุ และกรรมการกองทุนศรีบูรพา ให้นิยามบันทึกของศรีบูรพา ว่าส่วนใหญ่เป็น บันทึกประจำวัน Short Note บันทึกความรู้ มีหนังสือ 2-3 เล่ม ส่วนน้อยเป็นบทความและงานเขียนแบบพิมพ์
ซึ่งส่วนที่น่าตื่นเต้นคือ การพบจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน คือ ‘ปูยี’ หรือจักรพรรดิเซวียนถ่ง แห่งราชวงศ์ชิง ถูกส่งไปใช้แรงงานจนสำนึกผิด ได้พบกันที่โรงพยาบาลและมีรูปถ่าย โดยเอกสารที่กำลังทำอยู่ใช้คำว่า ทินกรณ์ ให้มีความต่อเนื่องกับเล่มก่อนหน้านี้
ได้แก่ ‘บันทึกอิสรชน ทินกรณ์ของผู้ต้องคุมขัง โดยข้อหาว่าเป็นกบฏ’ และ ‘บันทึก 2501 ทินกรณ์เล่มสุดท้าย’ เป็นต้น บันทึกมีทั้งหมด 25 เล่ม ตั้งแต่ปี 2501-2517 ในแต่ละปีเขียนมากน้อยไม่เท่ากัน ช่วงปีแรกจะมีเนื้อหาจำนวนมาก ช่วงปีหลังจะเริ่มน้อยลง ซึ่งในบันทึกเขียนละเอียดมาก
“ในทุกๆ วันจะมีการบอกว่าตื่นกี่โมง ทำอะไรบ้างกี่ชั่วโมง มีการเล่าถึงทั้งการเขียนและการอ่าน ความสนใจสังคมการเมือง ระดับประเทศและระดับโลก อย่างเล่มปี พ.ศ.2502 วันจันทร์ที่ 23 ตอนเช้าอ่านประวัติศาสตร์จีน เตรียมการเขียน 3 ชั่วโมง สุเพ็ญ (ล่าม) นำจดหมายมาให้ 2 ฉบับ พร้อมทั้งหนังสือ 1 เล่ม ได้รับจดหมายเป็นของเพื่อนฉบับหนึ่ง เขียนมาสั้นๆ จดหมายน้อยเล่าเรื่องการขายหนังสือ พร้อมทั้งส่งหนังสือ รวมเรื่องสั้นของ ‘ลาวคำหอม’ มาให้
ตอนบ่ายอ่านประวัติศาสตร์ต่อ 2 ชั่วโมง 15 นาที รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย ตอนค่ำ บันทึกประจำวัน 45 นาที อ่านประวัติศาสตร์จีนและข่าวต่างประเทศ 1 ชั่วโมงครึ่ง คิดเรื่องบางเรื่อง ซึ่งเป็นการรบกวนสมองนิดหน่อย แต่ก็ยุติด้วยระลึกธรรมเมตตา แล้วสมองก็โปร่งเบา นั่งโต๊ะ 7 ชั่วโมงครึ่ง อ่านประวัติศาสตร์จีน เตรียมการเขียน 6 ชั่วโมง
ต่อมา วันอังคารที่ 24 ตอนเช้ามีหมอกค่อนข้างหนา ไม่มีแดด ก่อนเที่ยงดอกหิมะปลิวลงมา ตอนเย็นหิมะจัด ตามพื้นถนน หลังคาบ้าน อากาศในห้องอาหารค่อนข้างเย็น อุณหภูมิ 8 องศา ภายในห้องพักอุ่นด้วยไออุ่น ตอนเช้า 08.00 น. ดูหนังสือและคัดข้อเขียน เริ่มเรื่องบทใหม่ 4-5 หน้า เขียน 3 ชั่วโมง ช่วงปี พ.ศ.2501-2507 เป็นช่วงที่คนใกล้ชิดอย่าง สุชาติ ภูมิบริรักษ์ มาเยี่ยม ตอนนั้นสังคมต้อนรับศรีบูรพา ทั้งคนไทยที่อยู่ในเมืองจีน คนจีนของรัฐบาล ผู้นำของจีน กลุ่มนักเขียน และนักกวี ซึ่งเป็นช่วงปฏิวัติทางวัฒนธรรม
วันอาทิตย์ที่ 15 นั่งโต๊ะ 5 ชั่วโมงครึ่ง ตอนเช้าสนทนากับสุชาติได้ให้ความเห็นแก่สุชาติ บางประการ สุเพ็ญ (พุ่มชูศรี) และจิตร (ภูมิศักดิ์) มาสนทนา สุเพ็ญมาบอกว่าที่ได้ออกไปทำงานในชนบท 1 ปี ในประเทศจีน เป็นข่าวดี เราชื่นชม ยินดีกับเธอ ตอนค่ำ สิทธิชัย (ไม่ทราบนามสกุล) มาเยี่ยม เขียนหนังสือ 3 ชั่วโมง 45 นาที ได้เกือบ 2 หน้า และวันศุกร์ที่ 24 ไปชมกำแพงเมืองจีน ออกเดินทาง 09.45 น.ใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมง 45 นาที จึงขับไปถึงสันเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำแพง ได้รับอาหารเช้าและกลับเข้าที่พัก 16.00 น. อ่านหนังสือ 3 ชั่วโมง เขียนหนังสือครึ่งชั่วโมง คัดเรื่องกิจการบ้านเมือง เป็นคนที่มีวินัยในการบันทึกประจำวัน” จรูญพรหยิบยกส่วนหนึ่งของบันทึกมาอ่าน
โดยส่วนตัวแล้ว จรูญพร มองเรื่องราวที่ได้บันทึกไว้ มีรายละเอียดหลายอย่างที่สะท้อนสังคม โดยเฉพาะเรื่องของไทย-จีน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้ว่าเวลานั้นคนไทยมองจีนไม่ค่อยดี ศรีบูรพาพยายามศึกษาเรื่องราวของจีนในหลายๆ มิติไว้มาก ผ่านการอ่าน รวมถึงการเขียนบทความ
ทางกองทุนศรีบูรพามีการคัดเลือกบันทึกส่วนของที่เป็นทินกรณ์ จากนั้นมีการถ่ายบันทึกทีละหน้า ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน เนื่องจากเป็นเอกสารที่มีอายุยาวนาน จึงต้องมีการดูทั้งเล่มบันทึกและไฟล์ดิจิทัลควบคู่กัน ซึ่งมีความคาดหวังว่าจะเห็นศรีบูรพาที่เป็นบุคคลสำคัญ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“ในอนาคตการนำไปต่อยอดจากบันทึก สามารถทำได้อีกหลายอย่าง ถ้ามองในเชิงวรรณกรรม ‘ทินกรณ์’ อันนี้เป็นต้นแบบงานเขียนที่ดีสำหรับคนเขียนหนังสือ แม้แต่บันทึกที่เป็นส่วนตัว ยังใช้ภาษาที่เป็นนักประพันธ์” จรูญพรทิ้งท้าย
นับเป็นหมุดหมายแรกในการเปิดเผย “ทินกรณ์” ของศรีบูรพา ที่เขียนระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในจีนเกือบ 2 ทศวรรษ มากกว่าสะท้อน ทั้งชีวิต ความคิด และการต่อสู้ทางการเมืองผ่านตัวอักษร บันทึกเหล่านี้ยังเป็นหลักฐานชั้นต้นทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมไทย ในวาระครบรอบ 120 ปี ชาตกาลของนักประพันธ์เอกผู้นี้
สายน้ำ กริชไกรวรรณ
