เปิดเบื้องลึก ย้อนเบื้องหลัง
ก่อน ‘นกฮูก’ จะกลับบ้าน
ชิ้นเอก ‘ถวัลย์ ดัชนี’ 50 ปีแห่งประวัติศาสตร์
นับเป็นอีกนิทรรศการครั้งสำคัญที่สร้างปรากฏการณ์ความสนใจจากสังคมไทย โดยเฉพาะแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สำหรับ ‘นกฮูก’ กลับบ้าน Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee ซึ่งมีขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อศุกร์ที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง หอศิลป์ กทม., พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ ดิ อาร์ตอ๊อคชั่น เซ็นเตอร์
เผยโฉมความงดงามในผลงาน the Owl ของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ ที่โผบินจากประเทศไทยไปสู่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อราว 50 ปีก่อน โดยในครั้งนี้ได้เดินทางกลับมาแบบเฉพาะกิจ
เยาวณี นิรันดร แห่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และกรรมการบริหาร หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า อาจารย์ถวัลย์สร้างสรรค์ the Owl ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2517 โดยเป็นภาพที่มีชื่อว่า ‘มหาอุมมังคชาดก’ (The Maha-Ummagga Jataka) คือ พระพุทธเจ้าเสวย
พระชาติเป็น ‘นกเค้าแมว’
ภาพดังกล่าว ปรากฏบนปกหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Datchani ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2524 โดยสำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งภายในประกอบด้วยภาพทศชาติชาดก ปัจจุบัน กลายเป็นหนังสือที่ล้ำค่ายิ่ง
“the Owl ของอาจารย์ถวัลย์วาดขึ้นประมาณ ค.ศ.1974 และไปอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตลอดมา ถือเป็นผลงานที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ ทุกคนใฝ่ฝันที่จะมาดูของจริง เพราะเป็นงานดรออิ้งที่ดีที่สุดของท่าน โดยได้รับเลือกให้อยู่บนปกหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Datchani ซึ่งพิมพ์ดีมาก แพงที่สุด ในยุคนั้นไม่มีหนังสือเล่มไหนพิมพ์ดีเท่านี้ ทุกวันนี้เป็นที่นิยมของนักสะสมชาวไทย เฉพาะมูลค่าหนังสือประมาณ 2 แสนบาท อาจารย์ถวัลย์ เป็นศิลปินไทยคนเดียวที่ทางสำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff เลือกพิมพ์ให้” เยาวณีเล่า
นิทรรศการดังกล่าว ยังมีเสวนาพิเศษบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของผลงานศิลปะชิ้นสำคัญ ผ่านมุมมองของผู้ที่ได้พบปะและทำงานร่วมกับอาจารย์ถวัลย์ อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินและสำนักพิมพ์ กระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน ไปจนถึงการจัดทำหนังสือที่บันทึกคุณค่าและจิตวิญญาณของงานชิ้นนี้อีกด้วย

เบื้องลึก the Owl เบื้องหลังหนังสือล้ำค่า
เมื่อ ‘นกฮูก’ สบตา ความท้าทายใต้ความหมายทับซ้อน
เริ่มต้นที่เคานต์ Emmanuel von Oppersdorff อดีตประธานสำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff Publishing House ซึ่งบิดาของท่านมองเห็นความสามารถของอาจารย์ถวัลย์ตั้งแต่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงมากอย่างในปัจจุบัน
“ทุกอย่างเริ่มจากคุณพ่อของผมได้เชิญอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี มาที่ซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นอาจารย์ถวัลย์พำนักอยู่ที่ปราสาทแห่งหนึ่งในเยอรมนีแล้วมาเจอกัน ผมมีโอกาสได้เฝ้าดูท่านทำงานโดยใช้เวลาว่างแทบทุกนาทีไปกับการวาดเส้นสร้างสรรค์อย่างละเอียดลออ ท่านใส่ใจในทุกรายละเอียดและหลงใหลในสิ่งที่ทำอย่างมาก ซึ่งมันน่าทึ่งจริงๆ” ท่านเคานต์ Emmanuel เกริ่น ก่อนเล่าต่อไปว่า จากนั้นคุณบิดาของตนและอาจารย์ถวัลย์ก็สนิทสนมกันเหมือนเพื่อน โดยมักได้รับเชิญมาพักที่สำนักพิมพ์ในซูริก เช่นเดียวกับ ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ (Franz Horisberger) บรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ และ เคลาส์ เวงค์ (Klaus Wenk)
ภาพวาดลายเส้นชุดทศชาติชาดก (Ten Lives of Buddha) ทั้ง 12 ภาพ เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 1974 ก่อนที่พ่อของเขาและถวัลย์จะเริ่มร่วมงานกัน
“จริงๆ แล้ว ภาพวาดชุดทศชาติชาดกทั้ง 12 ภาพ วาดเสร็จตั้งแต่ปี 1974 ก่อนที่พวกเขาจะพบกันเสียอีก หลังจากนั้นได้เกิดไอเดียที่จะทำเป็นหนังสือขึ้นมา มันเป็นการผลิตที่มีคุณภาพสูงมาก คุณ ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นช่างภาพและช่างพิมพ์ ถึงกับเดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อถ่ายภาพจากผลงานต้นฉบับ แล้วจึงนำกลับไปทำเพลทแม่พิมพ์ที่สวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นเราต้องตรวจสอบคุณภาพงานพิมพ์ เทียบกับต้นฉบับ เพื่อให้ได้ภาพที่เหมือนต้นฉบับจริง ความพิเศษคือ ภาพทั้ง 12 ภาพในหนังสือนี้ ใช้กระบวนการพิมพ์แบบ ดูเพล็กซ์ หรือการพิมพ์สองสี คือไม่ได้ใช้แค่สีดำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานเลเยอร์ของสีดำและสีเทาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาพดูนุ่มนวล มีมิติ และสมจริงเหมือนต้นฉบับที่สุด ซึ่งฟรานซ์เป็นผู้ดูแลส่วนนี้ทั้งหมด
นอกจากความงดงามของสิ่งพิมพ์แล้ว คำบรรยายของ เคลาส์ เวงค์ ยังมีความเป็นวิชาการสูงมาก เขาไม่ได้แค่บรรยายภาพ ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องย่อของพระพุทธเจ้าหรือเรื่องบารมี แต่เวงค์มีความรู้แตกฉานในศิลปวัฒนธรรมไทยและพุทธศิลป์ดั้งเดิม จึงตระหนักรู้ถึงการตีความใหม่ของอาจารย์ถวัลย์ ที่สามารถผสานเรื่องราวเก่าและใหม่เข้าด้วยกันผ่านรายละเอียดอันน่าอัศจรรย์ได้อย่างลงตัว” ท่านเคานต์เล่า
ส่วนผลงานชุดนี้ของอาจารย์ถวัลย์ ท่านเคานต์มองว่า แม้เป็นเรื่องทศชาติที่เรารู้จักกันดี แต่ศิลปินท่านนี้ไม่ได้สื่อสารตรงไปตรงมาเหมือนจิตรกรรมฝาผนังทั่วไป ทว่า ต้องการให้ผู้ชมได้ขบคิด ตีความสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ ทั้งเรื่องความดี ความชั่ว และกิเลส อันเปรียบเสมือนการเดินทางทางสายตาที่ดึงดูดให้เราเข้าไปอยู่ในภาพนั้น ซึ่งบิดาของตนหลงใหลในลายเส้น การลงน้ำหนัก และรายละเอียดที่อาจารย์ถวัลย์ตีความพุทธประวัติออกมาในรูปแบบร่วมสมัยอย่างมาก
“มันคือการเชื้อเชิญให้เข้าไปในภาพและตีความผ่านมุมมองของตัวคุณเอง แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมรับรู้และตีความสิ่งที่ถวัลย์ทำแตกต่างกันไป นี่คือความท้าทายที่เขามอบให้กับผู้ชม โดยมักซ่อนความหมายทับซ้อนกันหลายชั้น เหมือนเราต้องคอยถอดรหัส
สิ่งที่อาจารย์ถวัลย์ทำคือการตีความทศชาติชาดกในรูปแบบที่ทันสมัยมาก มันไม่ใช่ภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบง่ายๆ ที่คุณเห็นตามวัด คุณต้องถอดรหัสเนื้อหาเหล่านั้น คุณต้องจ้องมองและค้นหารายละเอียด มันคือการเดินทางระหว่างความดีและความชั่ว ระหว่างกิเลสและการตรัสรู้ เขาต้องการให้ผู้คนมองเห็นและขบคิดด้วยตัวเอง” ท่านเคานต์กล่าว

ตีความพุทธศิลป์ใหม่สั่งสมกระแสศิลปะ แปรรูปไทยประเพณีสู่เอกลักษณ์ที่ยังหาใครเทียบไม่ได้
ด้าน Mr. Thomas Imboden อดีตกรรมการผู้จัดการ Iñigo von Oppersdorff Publishing House เผยว่าในมุมมองของตนที่ติดตามชีวิตและผลงานของอาจารย์ถวัลย์มาโดยตลอด ส่วนตัวเชื่อว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของศิลปะของท่าน
“อาจารย์ถวัลย์กลับมาจากยุโรปจากการเดินทางหลายครั้ง ซึมซาบอิทธิพลจากโรงเรียนศิลปะและกระแสศิลปะที่หลากหลาย แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาแปรรูปจนกลายเป็นสไตล์ของตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของท่านได้ปรากฏออกมา
จากมุมมองของ ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯครั้งแรกเพื่อดูงานและถ่ายภาพ ก็สะดุดตาที่รูปนกฮูกทันที ในฐานะช่างภาพ เขาตระหนักได้ว่าภาพนกฮูกนี้โดดเด่นออกมาจากภาพวาดทั้ง 12 ภาพ
ส่วนการตีความของผมคือดวงตาของนกฮูกตัวนี้มีพลังสะกดจิต หากคุณสังเกตภาพอื่นๆ ดวงตาของภาพเหล่านั้นแทบจะไม่ได้มองมาที่ผู้ชมเลย แต่ดวงตาของนกฮูกตัวนี้มองตรงมาที่ผู้ชมโดยตรง มันน่าทึ่งมาก มันเหมือนเป็นสัญญะ เหมือนที่อาจารย์ถวัลย์ทำขึ้นมาเป็นความรู้สึกทางด้านจิตวิญญาณที่เก็บสะสมไว้แล้วถ่ายทอดสร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมาได้
ผมมีความสุขมากที่ได้ช่วยนำภาพนี้กลับมายังประเทศไทย หลังจากที่มันอยู่ในบ้านส่วนตัวของ ฟรานซ์ มาเป็นเวลานาน และถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมในสภาพที่สมบูรณ์” Mr. Thomas เผยความในใจ
จากนั้น ย้อนเล่าด้วยว่า แม้ไม่มีโอกาสได้พบอาจารย์ถวัลย์เป็นการส่วนตัว แต่จุดเริ่มต้นความผูกพันเกิดขึ้นเมื่อบิดาของท่านเคานต์เสียชีวิต ตนได้เข้าไปช่วยงานที่สำนักพิมพ์ในสวิตเซอร์แลนด์ และสิ่งแรกที่สะดุดตาที่สุดก็คือหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Duchanee
“ในตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาด้านศาสนาเปรียบเทียบและปรัชญา ซึ่งมีวิชาพุทธศาสนาเถรวาทรวมอยู่ด้วย ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์และการอุปมาอุปไมยในภาพวาดของอาจารย์ถวัลย์ได้ทันที แต่มันเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ เพราะสิ่งที่อาจารย์ถวัลย์ทำคือการ ตีความพุทธศิลป์แบบดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ ซึ่งต่างจากศิลปะไทยประเพณีทั่วไปที่เราคุ้นเคย ผมยังไม่เห็นใครสร้างสรรค์งานชุดทศชาติชาดกในลักษณะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเทียบเท่านี้ได้อีกเลยจนถึงทุกวันนี้” Mr. Thomas เผยมุมมอง ก่อนเล่าว่า หลังจากสำนักพิมพ์หยุดดำเนินการ ตนและท่านเคานต์กลายเป็นเพื่อนสนิทกันและยังคงติดตามเรื่องราวของอาจารย์ถวัลย์เสมอ กระทั่งเมื่อราว 7 ปีก่อน ตนหิ้วหนังสือเล่มนี้ใส่กระเป๋าเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ด้วยความคิดริเริ่มว่า เราควรทำหนังสือเล่มที่ 2 เพราะเล่มแรกบันทึกผลงานตอนอาจารย์ถวัลย์อายุเพียง 35-36 ปี ยังขาดผลงานช่วงหลังอีกมาก
“เมื่อมาถึง จึงได้พบกับคุณดีธาร์ด อันเด (ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Lotus) เขาได้แนะนำให้ผมรู้จักบุคคลสำคัญในวงการศิลปะไทย ทั้ง คุณฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที(หอศิลป์ BACC) และคุณบุญชัย เบญจรงคกุล (MOCA) จากการประชุมหารือ แนวคิดการทำหนังสือเพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนไปเป็นโครงการที่ใหญ่ขึ้น คือการจัดนิทรรศการย้อนระลึกผลงาน เพื่อประเมินคุณค่าทางศิลปะของอาจารย์ถวัลย์ใหม่อย่างสมบูรณ์หลังการเสียชีวิต โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของภัณฑารักษ์และนักประวัติศาสตร์ศิลป์
เมื่อ 6 ปีก่อน เรามีการรวมตัวของผู้ขับเคลื่อนวงการศิลปะที่สถานทูตสวิตเซอร์แลนด์และเห็นพ้องต้องกันว่าจะเริ่มโครงการนี้ แต่เพียงสองสัปดาห์หลังจากนั้น วิกฤตโควิด-19 ก็เกิดขึ้น ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักไป แต่เรายังคงติดต่อประสานงานกัน จนนำมาสู่การนำภาพวาด นกฮูก กลับคืนสู่ประเทศไทยในที่สุด”
“ผมมีความสุขมากที่ได้นำภาพต้นฉบับนี้กลับมายังประเทศไทย ภาพนี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์แบบในบ้านส่วนตัวของฟรานซ์มาตลอด ก่อนขนส่งเราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดด้วยแว่นขยายสำหรับงานพิมพ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นต้นฉบับ ไม่ใช่ภาพพิมพ์ โดยเราสามารถเห็นรอยแปรงได้อย่างชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากภาพพิมพ์ที่จะเห็นเป็นเม็ดสี นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังการเดินทางของภาพนี้” Mr. Thomas Imboden ทิ้งท้าย

วัฒนวรางกูร

สบตาทศชาติ ผลงาน ‘อาจารย์ถวัลย์’
ครั้งเดียวพลิกอนาคต จากคนเขียนโปสเตอร์ สู่ศิลปิน (แห่งชาติ)
อีกบุคคลสำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย อย่าง ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557 ร่วมบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจจาก ถวัลย์ ดัชนีที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตน
“ผมได้เห็นงานของอาจารย์ถวัลย์ครั้งแรกสมัยเรียนที่เพาะช่าง เพื่อนๆ ชวนไปดูงานแสดงของอาจารย์ถวัลย์ ชุดทศชาติชาดก แม้ตอนนั้นผมยังไม่มีความรู้เรื่องศิลปะมากนัก แต่สิ่งที่ปะทะสายตาก็คือ ทักษะความสามารถในการเขียนรูปที่มีพลังและน่าตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยติดตามมาโดยตลอด เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตผม
เดิมผมตั้งใจเรียนศิลปะเพื่อไปเขียนภาพโฆษณาหนัง แบบเปี๊ยก โปสเตอร์ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในตอนนั้น แต่พอมาเจอผลงานของอาจารย์ถวัลย์ มันเปลี่ยนความรู้สึกผมไปโดยสิ้นเชิง จนกระทั่ง ปี 2523 มีโอกาสเห็นงานชุดทศชาติชาดกอีกครั้งในหอสมุดมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งถูกล็อกไว้อย่างดี นักศึกษาที่ต้องการดูต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะคอยระแวดระวังเพราะเป็นผลงานที่มีมูลค่ามาก
งานของอาจารย์ถวัลย์มีทักษะที่สูงส่งและมีหลายสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เริ่มเบนเข็มความสนใจ อยากจะพัฒนาตนเองไปเป็นศิลปินแบบถวัลย์ ดัชนี แทน” อาจารย์ปัญญาย้อนชีวิตวัยเรียน และแรงบันดาลใจ
จากคนเขียนโปสเตอร์สู่ศิลปินแห่งชาติ


รวบรวมผลงาน ‘ถวัลย์’ จากคอลเล็กชั่นทั่วยุโรป
ความพยายามยิ่งใหญ่ ต้องมีแรงจูงใจจากรัฐ
ปิดท้ายที่ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ซึ่งเล่าว่า การจะพูดถึงตำนานและผลงานระดับมาสเตอร์พีซขนาดนี้ เราจำเป็นต้องมีสถาบันเข้ามารองรับเพื่อรวบรวมผลงานทั้งหมด ซึ่งต้องให้เครดิตกับ MOCA และ บุญชัย เบญจรงคกุล ที่มีผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนีมากที่สุด โดยเป็นส่วนสำคัญของการจัดแสดงในนิทรรศการนี้ด้วย แต่ความท้าทายคือส่วนที่เหลือซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในคอลเล็กชั่นส่วนตัวทั่วยุโรป แค่การนำชุดทศชาติชาดกที่เหลือ
กลับมาให้ครบได้ ก็ถือเป็นความพยายามที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว
“เราหวังว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐด้วย ปัจจุบันเรายังไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมในการจัดแสดงประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสมัยใหม่ เพื่อให้เห็นลำดับเวลาและเรื่องราวของศิลปินอย่าง ถวัลย์ ดัชนี ได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่สำหรับเรา แต่เพื่อนักศึกษาและอนาคตด้วย ผมหวังว่าการพูดคุยในวันนี้จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ขับเคลื่อนสังคมและนักการเมืองหันมาตระหนักถึงความสมดุลระหว่างความคิดทางการเมืองและศิลปะ และขอบคุณที่คุณช่วยสะท้อนให้เห็นว่าผลงานของถวัลย์คืออัญมณีล้ำค่าที่เราต้องรักษาไว้” ศ.ดร.อภินันท์ทิ้งท้าย
แม้เป็นนิทรรศการที่มีห้วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ฉายภาพความล้ำค่าในประวัติศาสตร์ของการสร้างสรรค์งานศิลป์โดยถวัลย์ ดัชนี้ผู้ล่วงลับ แต่ไม่เลือนหาย ด้วยผลงานอมตะที่ฝากไว้แก่สังคมไทยและมนุษยชาติ
นภัสสร มงคลรัฐ

