ปักหมุดปีที่ 18 เป็นที่เรียบร้อย สำหรับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่รู้จักกันในนาม ‘ไทยพีบีเอส’ สื่อสาธารณะจากภาษีประชาชน ภายใต้การนำของ ผอ. วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งประกาศก้าวต่อไปแม้ไฟท่วมโลก บริหารแบบ ‘เร่าร้อน’ ไม่ยอมให้อุณหภูมิตก
15 มกราคมที่ผ่านมา จัดงาน ‘18 ปีไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน’ ต้อนรับแขกเหรื่อมากมาย โดยมีเวทีน่าสนใจอย่าง Special PANEL TALK ‘สื่อยุคใหม่ ในวันที่ประเทศไม่ปกติ’ ล้อมวงสนทนาเพื่อหาคำตอบว่า ในสังคมที่เปราะบาง สื่อควรทำหน้าที่อย่างไร?
และต่อไปนี้คือคำตอบของตัวแทนจาก 5 สำนักข่าวทั้งเก่า-ใหม่ ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ฉบับกระดาษ-ออนไลน์ ที่มาร่วมเผยวิสัยทัศน์ โชว์วิชั่น กลั่นคำในใจที่น่าฟังอย่างยิ่ง
ผลักสังคมสู่ครรลองปกติ
ประคองเจตจำนง
‘ผลเลือกตั้ง-ประชามติ’ ไม่ให้ล้ม
“สื่อเองคงจะต้องช่วยกันผลักให้สังคมกลับมาสู่ครรลองที่เป็นปกติ มีโจทย์ที่เราต้องปรับเปลี่ยนตัวเราเองด้วย แต่อีกด้านเราก็ต้องนำพาสังคมเหมือนกัน
ถ้ามองอย่างประนีประนอมและอนุรักษนิยมนิดหนึ่ง ถ้าเราเชื่อว่าประเทศ หรือสังคมไทย มีโครงสร้างอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ได้ตายตัวเสียทีเดียว แต่รักษาสมดุลของสังคมเอาไว้ได้ และมีพลวัตที่ปรับตัวได้พอสมควร โดยในโครงสร้างนั้นอาจจะมีบุคคล คณะบุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกันไปในโครงสร้าง เพื่อให้ความสมดุลยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราเห็นตรงกันว่า โครงสร้างที่มีอยู่นั้นมันรับมือไม่ได้กับความท้าทาย ปัญหา สภาพการณ์ใหม่ๆ หลายอย่าง ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีต่างๆ โครงสร้างที่เราเคยมีมันรับไม่ได้ ขณะเดียวกันคนที่มีหน้าที่อยู่ในโครงสร้างต่างๆ นั้น เราก็เห็นไปทีละองค์กรๆ คือมันมัลฟังก์ชั่น (malfunction) มัน error มีความน่าเชื่อถือที่ล้มละลาย หรือเกิดวิกฤตศรัทธา หายไปทีละองค์กร ทีละคณะ คือปัญหาใหญ่ในภาพรวม แม้กระทั่งองค์กรสื่อเองก็เจอ และต้องดีลกับปัญหานี้เหมือนกัน
ในแง่สื่อเอง พันธกิจหลักๆ ที่ควรจะมีคือ ต้องช่วยตรวจสอบคนที่มีหน้าที่ต่างๆ ในโครงสร้างของสังคมนี้ว่ามีอันไหนที่ผิดพลาด บกพร่องบ้าง และต้องเปิดพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์ ว่าจริงๆ แล้วสังคมไทยควรจะต้องเป็นอย่างไร ถ้าจะต้องรีเซตโครงสร้างทางสังคมกันใหม่ จัดระเบียบทางอำนาจ การจัดสรรผลประโยชน์กันใหม่ มันจะรีเซต รีสตาร์ตกันอย่างไร
ประเทศเรามีทั้ง ‘สื่อสาธารณะ’ อย่างไทยพีบีเอส ที่รับโจทย์บางอย่างไป กับ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจสื่อ’ ซึ่งมติชนเองก็อยู่ในโพสิชั่น (position) ประเภทหลัง ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจสื่อเราคงไม่สามารถเคลมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าเราจะสร้างพื้นที่ความจริงได้อย่างสะอาดบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ คนทำธุรกิจสื่ออาจจะพูดแบบนี้ได้ยากด้วยข้อจำกัดที่น่าจะทราบกันดีว่ามีสภาพการณ์ปัญหาที่ยากหลายอย่าง ดังนั้น เราต้องยอมรับความจริงตรงนี้กันก่อน
เฉพาะเครือมติชนที่อาจจะพอทำได้ ในฐานะองค์กรสื่อที่ทำงานมาอย่างยาวนานพอสมควร มีระบบข้างในซึ่งยืดหยุ่นหลากหลาย อย่างน้อยสิ่งที่พอจะประกาศได้คือ เราเปิดพื้นที่สำหรับข่าว หรือเนื้อหาที่หลากหลาย อาจจะมีบางพื้นที่ซึ่งความจริงถูกห่อหุ้ม กลายเป็นคลิปสั้น สีสันเชิงโซเชียลมีเดียไปหน่อย
มาตรฐานวิชาชีพสื่อในยุค 20-30 ปีก่อนถูกเบียดบังบ้าง ก็ต้องยอมรับกัน แต่ยังมีบางพื้นที่สื่อของเราที่มีความสำคัญ ซึ่งเราเปิดให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างซื่อตรง และตรงไปตรงมาได้ อาจจะเป็นข้อดีที่มติชนที่มีหลายหัว แล้วแบ่งบทบาทกันเล่นได้
มันต้องใช้ศิลปะในการบริหารจัดการสื่อพอสมควร
สื่อเองก็เผชิญกับวิกฤตศรัทธาอะไรบางอย่าง ซึ่งมันวนอยู่ที่จริยธรรมของบุคลากรสื่อในฐานะปัจเจก, ผู้บริหารสื่อ หรือเฉพาะแวดวงผู้ประกอบการวิชาชีพ ว่ามันเป็นอย่างไร
ผมยังรู้สึกว่า ต้องคิดถึงบริบท คือสื่อมีความสำคัญ แต่สื่อไม่ได้อยู่ในฐานะ หรือเป็นผู้กำหนดเกมขนาดนั้น ถ้าเรามองบริบทที่แวดล้อมสื่ออยู่ ระยะหลังเวลาเกิดปัญหาลักษณะนี้ จะมีคนที่มองว่าสื่อปัจจุบันมันตกต่ำ โดยเปรียบเทียบว่าในยุคหนึ่งเคยมีมาตรฐานการทำงานที่สูงส่ง รุ่งเรืองกว่านี้ โอเค มันอาจช่วงครึ่งหลัง 2520-2540 ประมาณนี้ แต่สถานการณ์ช่วงนั้นกับปัจจุบัน ถ้าให้ความเป็นธรรม มันต่างกันพอสมควร
ช่วงนั้นการเมืองเปิด เศรษฐกิจไทยโต นายทุนผูกขาดยังไม่เยอะและเข้มแข็งเท่านี้ แต่นายทุนหลากหลายและรุ่มรวยกว่านี้ โดยพร้อมที่จะสนับสนุนที่เสรีและเปิดกว้าง เรามีผู้บริโภคสื่อที่พร้อมจะซื้อหนังสืออ่าน เราเจอสถานการณ์ที่มันเปลี่ยนไปเยอะ ยังไม่รวมถึงเรื่องเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสื่อ กับทีวี หนังสือพิมพ์ หรือในโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มันคือคนละอย่าง ดังนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องของสื่อที่ตกต่ำลงเสียทีเดียว
วันนี้ ผมว่าสื่อทุกสื่อพยายามทำกิจกรรมต่างๆ อย่างแข็งขัน ซึ่งผมว่ามันคือการกระตุ้นให้คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ด้วยความเชื่อว่า วิถีของคูหา วิถีทางประชาธิปไตย ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดของคนในสังคม ว่าเราอยากแก้ปัญหาอะไร การเลือกตั้งยังเป็นเครื่องมือที่เขาพึ่งพาได้
อีกฟังก์ชั่นที่สื่อคงต้องทำ เมื่อผลการเลือกตั้งและผลการลงประชามตินั้น แนวโน้มส่วนใหญ่ออกมาอย่างไร สื่อต้องช่วยประคับประคองเจตจำนงนั้นไม่ให้มันล้ม หรือถูกล่มอีก เราจะต้องช่วยยืนยันว่า เสียงจากคูหาเลือกตั้ง คือใบอนุญาตสำคัญของระบอบประชาธิปไตย”
ปราปต์ บุนปาน
กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
‘สื่อหลัก’ มีบทบาทในวัน ‘วิกฤต’
มีตัวตน ตรวจสอบได้ ความท้าทายมากขึ้นทุกวัน
“ในอดีตงานของสื่อไม่ได้ซับซ้อนและยุ่งยากขนาดนี้ แต่วันนี้ต้องคิดเยอะขึ้นว่าจะเสนออะไร เลือกประเด็นอะไร อีกหนึ่งความท้าทายของสื่อสาธารณะคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีข้อมูล แต่มีข้อมูลจำนวนมากเกินไป หลายครั้งไม่รู้ว่าข้อมูลไหนมันเวิร์กที่จะบอกต่อให้กับประชาชน
ตัวอย่าง แบบแรก อินฟลูเอนเซอร์ บางคนมีจุดที่น่าสนใจ นำไปต่อยอดได้ แต่หลายกรณีไม่มี ซึ่งการแข่งขันที่ดุเดือดทำให้เราต้องกระโดดหาตรงนั้น ขณะที่ Thai PBS ยืนอยู่ในสถานะที่นิ่งกว่าได้ ส่วนแบบที่ 2 ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมาก ยังเป็นเรื่องท้าทายของสื่อ จึงมี Thai PBS Verify ซึ่งในแง่ของเอกชนทำได้เหมือนกัน แต่จะเป็นภาระที่เพิ่มเข้ามา และแบบที่ 3 สังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่สังคมไทย แต่ยังรวมสังคมโลก อีก 2 ปีข้างหน้า ถ้ามี AGI (Artificial General Intelligence-ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป) เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้
การให้บริบท การให้ภาพใหญ่กับคน หน้าที่คือ ต้องทำให้ความซับซ้อนเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชน ต้องทำหน้าที่หนักขึ้นในการค้นหาข้อมูลและหาเครื่องมือใหม่ที่ถ่ายทอดให้คนได้เห็น
สำหรับการแข่งขันในทุกวันนี้ที่สื่อสารออกมาในรูปของคลิปสั้น ถ้าขาดบริบทจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนไปถึงเกิดความขัดแย้งในหลายประเทศ
ความท้าทายของสื่อแต่ละสำนักในยุคปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทำให้สื่อต้องปรับตัวให้ทันตามกระแสโลก
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกจากสื่อหลัก สามารถตรวจสอบได้ เรามีตัวตน ยอมรับคำติ คำด่า คำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่างจากอินฟลูเอนเซอร์ เหตุผลแรกคือ อินฟลูเอนเซอร์ไม่มีกองบรรณาธิการที่ทำการตรวจสอบ เหตุผลที่สองคือ ไม่มีกระบวนการคิดที่ถูกหล่อหลอมมาเหมือนนักข่าว ผู้สื่อข่าว และสถาบันสื่อ ทุกวันนี้ในประเทศไทยเจอเหตุการณ์วิกฤตทั้งหมด ทำให้สื่อหลักมีบทบาทที่สำคัญมาก
ในยุคไอทีวี ตอนนั้นทำข่าวไม่อยากกลับบ้าน รู้สึกมีพลังมากๆ จนมาถึงปัจจุบัน ไฟที่มีตั้งแต่เมื่อก่อนยังมี แต่ไม่ได้ลุกโชนเหมือนแต่ก่อน ตอนนี้เย็นลง เป็นการมองโลกในแง่ของความเป็นจริง ที่สำคัญคือ ไม่หยุดทำ”
กรุณา บัวคำศรี
ผู้ดำเนินการรายการ ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส

วิชาชีพ-วิชายังชีพ ข่าวสืบสวนหาย
เพราะ ‘ไม่เร่าร้อน’
จับตาภูมิทัศน์สื่อทีวีหลังเมษาฯ 2572
“ผมนั่งตอบคำถามตัวเองตั้งแต่ทำสื่อมา โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี ทำมาประมาณ 13 ปีแล้ว นับวันความไม่ปกติของประเทศมันเดินคู่ไปกับความไม่ปกติของสื่อ
ทุกวันนี้สื่อเต็มไปด้วยความไม่ปกติ ความไม่ปกตินี้ผมต้องแยกเป็น 2 เรื่อง ในเรื่องของวิชาชีพ ผมเชื่อว่าคนทำสื่อทุกคนมีความเป็นวิชาชีพเดินตามกรอบของวิชาชีพ แต่สภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่แบบนี้ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ตัวผอมลงไป หัวโตเหมือนถั่วงอกขึ้นไปทุกวัน รายได้ก็ไม่มี ผมเลยคิดว่ามีหลายอย่างที่เกิดขึ้น ที่เราเรียกว่า วิชายังชีพ
วิชาชีพ คือวิชาชีพ คุณต้องเสนอความจริง เสนอสิ่งที่บิดเบือนไม่ได้ เสนอบนพื้นที่เป็นกลาง ให้พื้นที่ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ว่าวิชายังชีพในความหมายของผม คือสิ่งที่ในระยะหลังเราเห็นว่าเอนเกจเมนต์เป็นตัวกำหนดสิ่งที่เรียกว่า Gatekeeper
เมื่อก่อนเราคือคนที่กำหนดวาระข่าว เราเป็นคนที่เปิดประตู เราเป็น Gatekeeper เราเป็นหมาที่เห่า แต่ทุกวันนี้คนเชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าองค์กรสื่อ หลายครั้งอินฟลูฯ กับองค์กรสื่อ ต้องมานั่งดูว่าทั้ง 2 ฝ่าย ต่างได้ประโยชน์พึ่งพาต่อกัน
อย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ อินฟลูเอนเซอร์ทุกคนเป็นนักข่าวได้ และนักข่าวเดี๋ยวนี้ทำงานง่าย คือ เจอเพจอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ก็ไปเอาข่าวเขามาลง ซึ่งเยอะมาก เพราะมันเร็วและถูก เพราะแหล่งข่าวให้ข้อมูลตรง แต่ทันทีที่เราเอาข่าวของเขามาเล่นบนพาดหัว หรือว่าบนแบรนด์ของคำว่าองค์กรสื่อจริงๆ กลายเป็นว่าพวกเราไปให้ Validation (การรับรองยืนยัน) กับเพจเหล่านั้น อินฟลูฯมีความไว แต่อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่อินฟลูฯไม่มีคือความน่าเชื่อถือในความเป็นองค์กรสื่อ
พวกเราต่างหากไปเอาของเขามาลงแล้วก็โควตว่า จากเพจนั้นจากเพจนี้ ผมหมายถึง อินฟลูฯหลายๆ คนที่เป็นตัวบุคคล พวกเราได้ไปสร้าง Validation ให้พวกเขามีความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย แต่ไม่เป็นไร มันก็เป็นการต่างตอบแทนกัน เพราะว่าทุกวันนี้ก็ลำบาก
สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็น KPI ของผู้บริหาร นอกจากคุยเรื่องงานข่าวแล้ว คือการลดต้นทุน คนที่เป็นผู้บริหารฝ่ายข่าวต้องลงไปดูเรื่องต้นทุน เพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด ในอดีตสื่อจะต้องช่วยกู้ชาติ แต่กำลังจะบอกว่า กู้ชาติ กู้ชีวิตตัวเองก่อนดีกว่า ทุกวันนี้ขาดทุนป่นปี้ทุกช่อง
บางพื้นที่อาจจะควบคุมต้นทุนดี ต้นทุนไม่เยอะ ก็อาจจะมีกำไร ผมจึงเชื่อว่าอีก 3 ปี คือเดือนเมษายนปี 2572 ทีวีดิจิทัลจะหมดใบอนุญาต และจะต้องต่อใบอนุญาตใหม่อีกรอบ มันทำให้คนที่ทำโทรทัศน์ยังขาดหลักในการตัดสินใจว่าคุณจะเอายังไง ใบอนุญาตใหม่ประมูลไหม แต่เชื่อว่าภูมิทัศน์ของสื่อเฉพาะโทรทัศน์ หลังจากปี 2572 จำนวนช่องมีอยู่ประมาณ 14 ช่องคอมเมอร์เชียลล้วนๆ และช่องที่มีเงินรัฐอุดหนุนน่าจะเหลือแค่ครึ่งเดียว ฉะนั้นความเป็นสื่อใหม่ในประเทศที่ไม่ปกติ คนทำสื่อก็ไม่ปกติด้วย
ช่วงเรียนจบใหม่ๆ แล้วสมัครงานนักข่าว มันมีความเร่าร้อนจากสิ่งแวดล้อมวงการสื่อในยุคนั้น ผมโตมากับโรลโมเดล ช่วงปฐมวัย โตทันยุคหนังสือพิมพ์ มติชน ข่าวสด จับพระยันตระ ส่วนไทยรัฐ ถ้าจำไม่ผิดคือ ส.ป.ก.4-01 และอีกหลายๆ ฉบับ ทำให้เห็นว่าสื่อมีพลังโค่นล้มความอยุติธรรมในสังคม แล้วทำได้ การเมืองเปลี่ยน แต่พอชีวิตเข้าสู่ช่วงวัยมัชฌิมวัย ช่วงมัชฌิมวัยการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญเริ่มคลายตัวจากรัฐประหาร เริ่มมีการเลือกตั้ง สังคมต้องหาสิ่งที่เป็นไฟฉาย หรือเป็นตะเกียงส่องจากสื่อองค์กร สื่อมืออาชีพ
แต่พอล่วงเข้ามาในวัยปัจฉิมวัย ผมคิดว่าเราไม่ได้ทำหน้าที่ได้เต็มที่ในการเอาความอยุติธรรมมาประจาน แล้วขับไล่ออกไปจากสังคม นักการเมืองโกงกินพวกเราไม่เคยจับได้เลยสักคน เพราะความแข็งแรงของพวกเราในรายละเอียดมันลด
ข้อที่ 1 เรามีความสัมพันธ์กับนักการเมืองทั้งหลาย มีความเกรงใจ
ข้อ 2 เป็นปัญหาองค์กรสื่อ คือ งานสืบสวนสอบสวนในองค์กรสื่อปัจจุบัน ไม่มีแล้ว เพราะเป็นงานที่ไม่เร่าร้อน ใช้เวลาแต่ละเคสนานเป็นแรมเดือน ค่าใช้จ่ายหยอดไปให้ทุกเดือนๆ ผลลัพธ์ออกมาไม่ได้ตามเป้า คนไม่ดู เปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้ องค์กรสื่อบางแห่งเลือกตัด Cost กับหน่วยงานที่เป็น Investigative ออกไปก่อน แต่ไทยรัฐยังมี”
ประณต วิเลปสุวรรณ
ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ‘ไทยรัฐทีวี’
กองบรรณาธิการไม่มีวันตาย
ยืนหยัดเรื่องถนัด กวาดอัลกอริทึม
“หลายครั้ง PPTV ลงทุนไปกับคอนเทนต์ที่บางครั้งรู้เลยว่าสูญเปล่า รู้ตั้งแต่ Day One วันที่วางแผนก็รู้ แต่เป็นภารกิจที่ในใจบอกว่าต้องทำ เพื่อสาธารณะ เพื่อสังคม เพื่อคุณค่าของวิชาชีพ
หลายครั้งที่เราทำในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ แต่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำมันจะสะสมเป็นความน่าเชื่อถือ และผมคิดว่าความน่าเชื่อถือเป็นแบรนด์ดิ้ง เป็นจุดขายจุดเดียวของคนทำสื่อ เมื่อไหร่ที่เราสะสมตัวตน สะสมความน่าเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้ที่จะนำไปต่อยอดในแง่ทางธุรกิจได้
ส่วนสำคัญที่สุด คือกองบรรณาธิการ กรรมวิธีในการได้มาซึ่งข่าวสาร การวิเคราะห์ แหล่งข่าวที่มีคุณภาพ ไม่ว่ามันจะไปด้วยแพลตฟอร์มไหน อันนี้คือหน้าที่เรา
กองบรรณาธิการไม่มีวันตาย ยิ่งต้องสร้างความเข้มข้น โดยเฉพาะในโหมดการเลือกตั้งที่มีสงครามข่าวสารต่างๆ ซึ่งสื่อหลักจะเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุด เพราะจะมีกระบวนการกระหน่ำทั้งสองฝ่าย เพื่อกระชากคนจากฝ่ายตัวเองให้อยู่ที่ตนเอง และไปดึงจากฝ่ายตรงข้ามเข้ามา และทั้งหมดนี้มันคือ สงครามคอนเทนต์
ฉะนั้น การสร้างกองบรรณาธิการที่เข้มแข็ง ที่มีระบบ มีกรรมวิธีที่รอบคอบ จะเป็นปราการที่ยืนหยัดให้สังคมไม่เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา ตามสงครามข่าวสารที่อัดมา
ถ้าถอดบทเรียนจาก PPTV ที่เคยทำอะไรเยอะไปหมดในยุคหนึ่ง ทำไปทำมาก็รู้สึกว่าคนไม่ได้ดูเยอะขึ้น ที่บอกว่าทำข่าวแบบนี้แล้วคนชอบ ไม่จริงเลย มันเฉพาะกับบางคน ฉะนั้น เราไปทำในทางที่ถนัด แล้วอัลกอริทึมก็จะมาตอบโจทย์แนวของเรา แต่ต้องชัดเจนและมั่นใจ ต้องยืนหยัดในสิ่งที่ถนัด
ถ้าจะตามตลาดเลย ตามกระแสเลย ใครสนใจอะไร ทำให้หมดทุกอย่าง แบบนั้นเราเหนื่อย แล้วจะเจ็บตัว อ่อนล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่เคยเห็นแสงสว่างอะไรเลย ตั้งลำโมเดลธุรกิจไม่ได้สักที แต่เมื่อไหร่ที่ยืนยันแล้วว่า PPTV ต้องมาทางนี้แหละ ทำข่าวต้องแข็งหน่อย ต้องนโยบาย ต้องต่างประเทศ
วันแรกเราก็รู้สึกว่าคนน้อย คนจะดูข่าวต่างประเทศเหรอ คนจะดูข่าวที่มันวิเคราะห์ขนาดนี้เหรอ คนจะดูข่าวความมั่นคงมากๆ ขนาดนี้เหรอ
พอคนดูแล้ว อัลกอริทึมนี่แหละ มันจะทำร้ายเราหรือจะเป็นเครื่องมือเรา ไปกวาดคนที่ชอบ แต่เขาไม่เคยมีทางเลือกเลย ไม่เคยรู้เลยว่า PPTV วิเคราะห์ข่าวลึกขนาดนี้ รอบด้านขนาดนี้ พอทำได้ระยะหนึ่ง อัลกอริทึมนี่แหละที่จะไปเรียกคนเหล่านั้นมา จนเรารู้สึกว่ามีฐานที่ชัดเจน และต่อยอดไปได้ ผมเชื่อแบบนั้น
ด้วยบทบาท ด้วยหน้าที่ เราต้องรักษาอุณหภูมิความเร่าร้อนของกองบรรณาธิการซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะต้องเผชิญกับการตัดสินใจทางธุรกิจ เราจะรู้จักกับบุคคลต่างๆ ไม่เหมือนตอนที่เป็นเด็ก
ถ้าถามว่า จะทำอะไรได้ ความเร่าร้อนเราจะน้อยลง เพราะเห็นโลกมากขึ้น จะรู้สึกว่าโลกมีองค์ประกอบเยอะ แต่อุณหภูมิของเด็กต้องให้เหมือนเดิม เหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก อยากให้เขารู้จักอะไรที่มันซับซ้อนมากขึ้น ฉะนั้นทำอย่างไรให้คนเชื่อถือ ผมว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์หลักในการทำงานของเราในวันนี้”
เสถียร วิริยะพรรณพงศา
ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว PPTV HD 36
รักษาคนเก่ง สร้างพลังของทีม
โฆษณาอย่าล้ำเขตแดนสื่อ
“ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เจอในองค์กรของผมคือ ค่าเฉลี่ยอายุของคนทำงาน คือ 26 ปี เพราะฉะนั้นคนที่ต้องปรับตัวเวลาทำงานในองค์กรของตนคือคนเจนอื่น เราพูดกันเรื่อง โลกเดือด โลกร้อน แต่คนเจนซีบอก โลกเบียว ปรากฏการณ์ที่เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ คนอยากย้ายประเทศ เพราะรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่ได้โอบรับอะไรบางอย่าง
สิ่งหนึ่งที่ผมทำตลอดคือ ความโปร่งใส เด็กเรียกร้องว่า ทำงานมีกำไรขนาดนี้ ค่าแรงไม่เคยขึ้นเลย หรือโบนัสจะต้องได้เท่าไหร่ นี่คือคำถามที่เขาตั้งได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้สึก Trust (ความเชื่อมั่น) กับองค์กร และ Trust กับการทำงานต่อไป คือความโปร่งใส หมายถึงว่า ผมบอกเลยว่าปีนี้เราขาดทุนกำไรเท่าไหร่ เรากำลังเดินไปสู่จุดตรงไหน คุณต้องการโบนัสใช่ไหม คุณต้องทำเพิ่มเติมไปอย่างไร
สิ่งที่ตามมาคือ สิ่งที่เรารับงานพีอาร์ ผมให้เห็นเลยว่าเรารับงานบริษัทอะไรบ้าง ทุกคนได้เห็น ยูโอเคไหม องค์กรไหนยูมีคำถาม และเราตอบทุกคำถาม
อันที่ 2 ไม่ว่าคุณจะไปรับ AD (โฆษณา) ใดมาก็แล้วแต่ ถ้าเส้นเขตแดนมันล้ำเข้ามาในแง่ของการทำงานสื่อด้วย คุณต้องผ่านการ Approve (เห็นชอบ) จากกองบรรณาธิการข่าว หลายชิ้นทำมาแล้วไม่มีโอกาสได้ลง ยกเลิกไปเลย ไม่อย่างนั้นแล้วเราไม่สามารถรักษาคนเก่ง ไม่สามารถรักษาพลังของทีมไว้ได้ ที่เขาจะเดินหน้าต่อไปในแง่ของการสร้าง Value”
ธนกร วงษ์ปัญญา
บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

