การศึกษาไทย คือประเด็นสำคัญอันเกี่ยวเนื่องกับการเมืองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ในบรรยากาศขยับใกล้เลือกตั้ง 2569 เข้ามาทุกที คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือโครงการก่อการครู พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน (Inskru) ครูขอสอน และ PLC Reform จัดวงเสวนา ห้อง พรรค ครู : into the IDEA แก้ปัญหาการศึกษาไทย เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมตอบปัญหาไขทางสว่างให้ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาไทย ดำเนินรายการโดย ครูทิว ธนวรรธน์ สุวรรณปาล
เรียนฟรีถึงปริญญาเอก
‘ไทยก้าวใหม่’ชูนโยบายยกหนี้ กยศ. ลดเอกสารงานครู
ชยพงศ์ สายฟ้า ผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยก้าวใหม่ เขต 4 คลองเตย-วัฒนา เปิดประเด็นเน้นความชัดเจนว่าการศึกษาคือรากฐานของเศรษฐกิจ คือทางออกของประเทศที่จะนำไปสู่การสร้างศักดิ์ศรีให้คนไทยยืนอยู่บนเวทีโลก จึงมี 3 นโยบาย ได้แก่
นโยบายที่ 1 คือ การเรียนฟรีถึงปริญญาเอก
นโยบายที่ 2 คือ การยกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่เป็นการพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้และสามารถสร้างอาชีพในอนาคตได้
นโยบายที่ 3 จัดสรรเงินอุดหนุนโอนตรงให้กับพ่อ แม่ ผ่านแอพพลิเคชั่น
ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น เป๋าตัง พร้อมเพย์
“ปกติตอนนี้การศึกษาของบ้านเรามีโครงการเรียนฟรี 15 ปี แต่ไม่ได้ฟรีจริงเพราะมีค่าใช้จ่ายอื่นแฝงอยู่มากมาย เพราะฉะนั้นจะทำการจัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองสามารถที่จะนำเงินส่วนนี้ไปซื้ออุปกรณ์การเรียน ซื้อเครื่องแบบ ซื้อสิ่งต่างๆ ที่จะสามารถทำให้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้ง 3 นโยบายนี้ พรรคไทยก้าวใหม่พร้อมผลักดันอย่างจริงจัง ขอให้ประชาชนวางใจ” ชยพงศ์กล่าว
เมื่อถามว่า เพื่อให้การศึกษาโปร่งใส เอกสารซับซ้อนแค่ไหนก็จำเป็น เห็นด้วยมากน้อยเพียงใดกับมุมมองนี้?
ชยพงศ์ตอบว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเอกสารเหล่านั้นกลายเป็นภาระ งานครู
“ครูไทยของเรามีภาระเรื่องของเอกสารเยอะมาก จะต้องแบกรับภาระ กระบวนการต่างๆ เรื่องของการประเมิน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับการสอน ในเรื่องของการตรวจสอบการประเมิน ผมเชื่อว่ามีวิธีการอย่างอื่นที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคุณครูมากขึ้น เรื่องของการนำเอาเทคโนโลยี เอา AI เอาบล็อกเชน (Blockchain) เหล่านี้เข้ามา” ชยพงศ์ตอบ
ส่วนประเด็นที่ว่า โครงการส่งเสริมที่ทำให้เด็กไม่เกิดการพัฒนาและโครงการที่มีความใกล้เคียงกันแต่มาจากคนละหน่วยงานทำให้เต็มไปด้วยการประเมิน จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?
ชยพงศ์เห็นว่า ตนเข้าใจเจตนารมณ์และความตั้งใจในการนำโครงการต่างๆ มาสู่โรงเรียนนั้นเพื่อประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่ามีปัญหาในเชิงบริหารจัดการ
“เพราะฉะนั้นควรจะต้องมีการกระจายอำนาจให้โรงเรียนนั้นมีสิทธิตัดสินใจเลือกว่าโครงการนี้เราจะทำ โครงการนี้เราทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ส่วนกลางไม่ควรที่จะต้องมาควบคุมให้โรงเรียนนั้นจะต้องทำทุกนโยบาย ให้ขึ้นอยู่กับความต้องการของโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจว่าโครงการนี้เหมาะสมกับโรงเรียนหรือไม่ ควรกระจายอำนาจ ปลดล็อกให้โรงเรียนมีอิสระในการบริหารจัดการและตัดสินใจจะดีที่สุด” ชยพงศ์กล่าว
สำหรับคำถามถึงแผนช่วยเหลือคุณครูอัตราจ้าง เจ้าหน้าที่จ้างเหมาบริการในโรงเรียน
ชยพงศ์เผยว่า พรรคไทยก้าวใหม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามายกระดับและแก้ปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่จ้างเหมาบริการให้มีคุณภาพในการทำงาน มีสวัสดิการที่ดีขึ้นกว่าเดิม คนเหล่านี้ต้องได้รับการบรรจุเพื่อเป็นหลักประกันให้ชีวิต มีความมั่นคงในการทำงาน
เพื่อไทย โชว์ 5 Step ร่าง พ.ร.บ.ใหม่
ยกเครื่องการศึกษาไทย สู่ประเทศรายได้สูง
ด้าน พีรวิชญ์ ขันติศุข ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายการศึกษาว่า 5 สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำเพื่อยกเครื่องการศึกษาไทยให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง ดังนี้
1.ยกเครื่องใหม่ คือ พ.ร.บ.การศึกษา ซึ่งเป็นเหมือนการเปิดหน้าต่าง เปิดประตู เพื่อให้ได้รับการแก้ไข ไม่ทำเป็นโครงการแล้ว เป็น พ.ร.บ.ที่มีหลักประกันว่าจะได้ทำต่อได้สำเร็จและมีความต่อเนื่อง
2.ตั้ง Productivity Board ยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ เป็นสิ่งที่จะต้องเอาการศึกษากับแรงงานเข้ามาผูกไว้ด้วยกัน เด็กเรียนจบไปจะต้องมีงานทำ นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก แล้วลิงก์กับอัพสกิล-รีสกิล ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อจะได้ทำให้คนที่จบการศึกษาไปแล้วยังอยู่ในตลาดแรงงานได้ 3.เรื่องยกระดับครู คือ เราจะลดภาระครู ลดภาระทางด้านเอกสาร ลดภาระทางด้านการปฏิบัติงาน คืนครูสู่ห้องเรียน และที่สำคัญที่สุดคือ เรามองถึงการปรับระบบการผลิตครูแบบใหม่
4.ลดความเหลื่อมล้ำ สิ่งแรกในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาของพรรคเพื่อไทยที่ร่างไว้สำเร็จแล้ว มีท่อนหนึ่งที่พูดถึงการใช้ค่าสัมประสิทธิ์ในการกระจายงบประมาณให้โรงเรียนขนาดเล็กและห่างไกล อยู่ใน พ.ร.บ.เลย เพราะฉะนั้น การกระจายรายได้คงไม่เป็นแบบเท่าเทียม Equality แต่เป็น Equity ที่เท่ากันมากขึ้น
5.การกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากรลงไปถึงท้องถิ่น โดยเริ่มจากการทำศูนย์เด็กเล็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเป็นหน้าที่ของ อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) เราพยายามจะผลักดันให้ อปท.มีส่วนร่วมในการกำหนดการศึกษาของพลเมืองในเขตพื้นที่ตนเองมากขึ้น พรรคเพื่อไทยตั้งไว้ว่า ภายในแต่ละปีอยากจะทำให้งบของท้องถิ่นสูงขึ้นเรื่อยๆ และเป็น Step ไปรายปีเพื่อรองรับกับการพัฒนาการศึกษา
“5 Step สำคัญ เพื่อไทยทำได้ อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทำได้” พีรวิชญ์ย้ำ
เมื่อพิธีกรถามว่า เห็นด้วยมากน้อยเพียงใดต่อการติว PISA ว่ามาถูกทางแล้ว เหลือแค่ติวให้มีคุณภาพ?
พีรวิชญ์ตอบว่า ไม่เห็นด้วย โดยอธิบายว่า การติวเป็นการแก้ปัญหาปลายน้ำ ปลายเหตุ มีคำหนึ่งในคำวงการศึกษาชอบใช้ คือ Competency based เราคิดว่าถ้าสมมุติว่าสามารถยกระดับการศึกษาทั้งระบบ จะทำให้คะแนน PISA ยกระดับมากขึ้น ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็พิจารณาตรงนี้เช่นกันว่าจะทำอย่างไร
“คือ หลักสูตรไปอย่างเดียว สามารถไปด้วยกันได้ไหม คำตอบคือ ไม่ ผมชอบคำพูดหนึ่งของแมคแคนซี่ ที่เคยพูดว่าระบบการศึกษาดีแค่ไหนก็ไม่ดีไปกว่าคุณภาพครู พอหลักสูตรมันมา คุณภาพครูต้องขยับด้วย
เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสนอว่า ถ้าสมมุติจะทำคะแนน PISA ให้ดีขึ้น จะต้องไปทั้งระบบ ทั้งหลักสูตร ทั้งครู ต้องวางเกมยาวเพื่อที่จะทำให้ Competency based หลักสูตร พร้อมกับคนสอนที่มีคุณภาพ มันทำได้และยกระดับคะแนน PISA ได้จริงๆ แบบไม่ต้องมาติวกัน นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยมองเห็นและอยากได้ เราเลยยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ในระยะยาวครั้งนี้”
พีรวิชญ์เคลียร์ชัด
สำหรับประเด็นจิตวิญญาณความเป็นครู ที่มีผู้มองว่าไม่เพียงพอ ครูเลยลาออก อยู่ต่อไม่ได้นั้น พีรวิชญ์กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว
“จิตวิญญาณเรื่องหนึ่ง แต่ไฟในการทำงานและการดำรงชีพ การใช้ชีวิต เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราคิดว่า คำว่าอาชีพ มันลิงก์กับคำว่า Professional อยู่แล้ว มันมากับค่าตอบแทนที่เหมาะสม มากับภาระงานที่ได้ตามตกลงกันไว้ก่อนทำงาน แม้แต่ในบริษัทเอกชนถ้าภาระงานมากกว่าที่ตกลงกันไว้ตอนแรก เราก็ต้องเดินเข้าไปคุยกับ HR แต่ถ้ามันสะสมมาเรื่อยๆ งานครูเอกสารเยอะขึ้น มันก็ไม่ตอบโจทย์ และทำให้เห็นว่า คนที่สามารถเดินออกจากตรงนั้นได้ เขามีทางเลือกที่จะไปที่อื่นที่ดีกว่าที่เป็นปัจจุบัน นั่นแสดงว่าที่ Ecosystem ทำให้ครูอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณน้อย แต่เป็นเรื่อง Ecosystem ไม่เอื้อให้เขาอยู่ในระบบต่อไปได้” พีรวิชญ์ชี้
ส่วนโครงการที่ไม่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการพัฒนา และโครงการที่มีความใกล้เคียงกันแต่มาจากคนละหน่วยงาน ทำให้เต็มไปด้วยการประเมิน เช่น โรงเรียนสุจริต หลักสูตรต่อต้านทุจริต วิถีพุทธ โรงเรียนคุณธรรม และอื่นๆ และตั้งชื่อว่าเป็นงานโรงเรียน ทำให้ครูไม่มีอิสระที่จะสอนเด็ก เพราะต้องมาทำโครงการ รวมไปถึงทำรายงานเอกสารประเมินให้กับโครงการเหล่านี้ แต่ละพรรคมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?
พีรวิชญ์กล่าวว่า จริงๆ เรื่องนี้ในพรรคเคยคุยกัน และเราลงพื้นที่ในต่างจังหวัดก็เคยคุยกับคุณครูในหลายสังกัด ไม่ว่าจะ อบจ. (องค์การบริหารส่วนจังหวัด) หรือ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ก็ตาม จริงๆ สิ่งที่อยากเสนอ คืออยากจะเซตซีโร่ (Set Zero) โปรเจ็กต์ตรงนี้ทั้งหมดทิ้งเลย และให้ครูแต่ละโรงเรียนเริ่มเสนอกันมาว่า โรงเรียนตนเองอยากคงอัตลักษณ์ด้านไหนไว้ อยากทำเรื่องอะไร และ Priority ลงมา
“เราไม่รู้หรอกว่า โรงเรียน A ในจังหวัด B จะมีความต้องการเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่น เราเลยอยากให้ส่วนนี้เป็นของโรงเรียนเสนอขึ้นมา นี่เป็นสิ่งสำคัญ อย่างตัวผมเองสมัยเรียนก็มีเรื่องของห้องเรียนสีเขียว สิ่งที่โรงเรียนเราทำ คือ ทาตึกนั้นเป็นสีเขียว ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเนื้อหามันก็มีประโยชน์ พอไปเรียนก็ได้เรื่องแยกขยะต่างๆ แต่ในท้ายที่สุดพอเวลาผ่านไป ก็ไม่ได้ปรับปรุงอัพเดต มันก็ต้องเคลื่อนตามกาลเวลา ครูที่อยู่ในโรงเรียนและคนที่เข้าใจสภาพบริบทของพื้นที่และนักเรียนเป็นคนที่ต้องตัดสินเรื่องนี้มากที่สุด” พีรวิชญ์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
“ไม่ใช่แค่นโยบายที่ออกแบบมา แต่เราออกแบบให้นโยบายด้านการศึกษาสอดคล้องกับ Strategy หลักของประเทศที่เราจะเดินไปให้ถึง มากไปกว่านั้น แคนดิเดตเบอร์ 1 ของพรรคเพื่อไทย คนนี้เอาจริงในเรื่องทุนมนุษย์และการพัฒนาทางการศึกษา อาจจะเห็นภาพก็ได้ อาจจะนึกไม่ออกก็ได้ว่านายกรัฐมนตรีอาจจะควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้งหนึ่งก็ได้
เพราะฉะนั้น ให้โอกาสพรรคเพื่อไทยได้เข้าไปผลักดันและสร้างทุนมนุษย์ของประเทศไทย เพื่อรองรับการเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง”
ภูมิใจไทย กางแผน ศึกษาเท่าเทียมพลัส
นำเอไอ-เทคโนโลยี ช่วยครู ผู้เป็นยอดมนุษย์
ในส่วนของ ดร.รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ย้ำว่าการศึกษาคืออนาคตของชาติ ถ้าจะปรับปรุงการศึกษา จะต้องทำตั้งแต่เรื่องโรงเรียน ชุมชน ครู และนักเรียน
“วันนี้ขอย้ำในเรื่องของคุณครูกับนักเรียน สิ่งที่การศึกษาไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากการเมืองไม่ต่อเนื่องและเป็นอุปสรรค สำหรับภูมิใจไทยพลัส ถ้าสิ่งไหนที่ทำมาแล้ว ทำแล้วดี ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลชุดก่อนหรือข้อเสนอจากคุณครู จะนำมาสานต่อให้ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของการยกเลิกครูเวร ซึ่งเป็นผลงานของภูมิใจไทย เรื่องเจ้าหน้าที่ดูแลพัสดุ จะจัดสรรงบประมาณต่อไป ส่วนของนักเรียน นโยบายการศึกษาคือ การศึกษาเท่าเทียมพลัส หมายถึง การศึกษาของนักเรียนต้องฟรีทั้งหลักสูตร คุณภาพ ถ้าเรียนด้วยอินเตอร์เน็ต ค่าอินเตอร์เน็ตต้องฟรี เรียนได้จากทุกพื้นที่ทุกเวลา นักเรียนที่เรียนหลักสูตรที่พัฒนาจากแพลตฟอร์มแห่งชาติ เรียนแล้วต้องมีงานทำ” ดร.รัชดากล่าว
ดร.รัชดาเผยต่อไปว่า สำหรับคนที่จะก้าวเข้าสู่วัยทำงาน มีการพัฒนาแพลตฟอร์มอัพสกิลให้คนทำงานมีทักษะตรงกับสายแรงงาน เป็นการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน เพราะฉะนั้นการันตีได้ว่าเด็กที่เรียนหนังสือในหลักสูตรนี้จะตรงกับตลาดแรงงาน และสำหรับครู เมื่อมีแพลตฟอร์ม AI ถาม-ตอบแล้ว ต้องมีแพลตฟอร์มแชตบอตสำหรับครู เพื่อนำเทคนิคการสอนใหม่ๆ ให้เด็กคิด วิเคราะห์ แยกแยะได้
ต่อคำถามที่ว่า เห็นด้วยหรือไม่ ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่ดี ต้องมีประสบการณ์ด้านการศึกษามาก่อน
ดร.รัชดาตอบว่า เห็นด้วยค่อนข้างมาก เพราะการบริหารองค์กรทั่วไป ต้องการนักบริหาร สำหรับกระทรวงการศึกษาต้องการนักบริหารการศึกษา พื้นฐานเป็นนักบริหาร และมีใจที่เข้าใจการศึกษา ดังนั้น ตัวผู้บริหารเป็น CEO มีศักยภาพในการบริหาร ต้องมีทีมที่เป็นนักการศึกษา จะได้เข้าใจปัญหาและบริบทในองค์รวม อันนี้สำคัญที่สุด
“แม้ว่าพวกเราอยากได้คนที่เข้าใจปัญหาการศึกษา แต่อย่าลืมว่าในทางการเมืองไม่ได้ง่ายแบบที่อยากจะให้เป็น พอเข้าไปถึงการจัดการของรัฐบาล มีเรื่องแบ่งโควต้า คนที่พรรคเล็งเห็นว่าจะมอบให้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเบื้องหลังของเขา ซึ่งการทำงานองค์กรขนาดใหญ่ระดับกระทรวง เก่งคนเดียวไม่ได้ ต้องมีทีมที่ปรึกษา และสิ่งที่สำคัญอีกอย่าง ต้องยื่นมือไปทำงานร่วมกับคณะครูและนักเรียน ซึ่งการศึกษาต้องทลายพรรคราชการ ถ้าไม่สามารถทำลายพรรคราชการได้ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้ถึงแก่น” ดร.รัชดากล่าว
จากนั้น เสริมในประเด็นการแก้ปัญหาการทำงานในภาพรวม และรัฐบาลนี้เริ่มทำอยู่ คือ การใช้ AI ซึ่ง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคภูมิใจไทย กำลังผลักดันให้นำ AI มาตรวจโครงการต่างๆ ที่เสนอเข้าสู่สำนักงบประมาณ จะเห็นว่ามีกิจกรรมและตัวชี้วัดที่ซ้ำกัน ซึ่งกระทรวงการศึกษาเป็นหน่วยงานหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้านำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบโครงการ นำโครงการที่ซ้ำออกไป และควบคู่ไปกับการให้อำนาจโรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจ
“คุณครูทุกท่านคือ ยอดมนุษย์ ทุกวันนี้การศึกษาไทยบอกว่าต้องเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือนโยบายเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำมาใช้ จะไม่เกิดขึ้นได้จริงแบบที่เราตั้งใจไว้ ถ้าขาดคุณครู เพราะฉะนั้นภูมิใจไทยขอโอกาสให้ได้ทำงานร่วมกัน จะได้เสริมสร้างศักยภาพของคุณครู และขับเคลื่อนหลักสูตรดีๆ เพื่อเด็กไทยของเรา เพื่อบ้านเมืองของเรา” ดร.รัชดากล่าวทิ้งท้าย
ไม่รื้อโครงสร้าง ศธ. การศึกษาไทยไปต่อไม่ได้
พรรคประชาชน เปิด 4 นโยบาย สร้างระบบนิเวศใหม่
ปิดท้ายที่ ธีรศักดิ์ จิระตราชู ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31 พรรคประชาชน ซึ่งย้ำชัดถึงนโยบายการเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบ
“เรามองการศึกษาเป็นโครงสร้างเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ขอสรุปนโยบาย 4 นโยบาย คือ นโยบายที่ 1 คือ นโยบายเกี่ยวกับการแก้กฎหมายการศึกษา อยากเปลี่ยนแปลงกฎหมายการศึกษาแห่งชาติและกฎหมายประกอบอื่นๆ ให้เป็นระบบการศึกษาที่ไร้รอยต่อมากขึ้น ปลดล็อกให้โรงเรียนสามารถที่จะจัดซื้อ จัดจ้าง หรือว่าซื้อสิ่งที่โรงเรียนต้องการเองได้ เช่น EdTech ต่างๆ เอามาใช้ในโรงเรียนได้ ให้โรงเรียนตัดสินใจใช้งบเองได้ คัดเลือกคนเองได้
นโยบายที่ 2 เพิ่มเงิน เพิ่มงบเรียนฟรี เพิ่มงบสนับสนุนการสอบเข้า TCAS เพิ่มคูปองเปิดโลก เพิ่มงบอุดหนุนโรงเรียนขนาดเล็ก 1.6 หมื่นล้าน เพิ่มอุดหนุนการพัฒนาครูหัวละ 5,000 บาท
นโยบายที่ 3 เพิ่มคน เราจะเพิ่มพนักงานธุรการพัสดุ เพิ่มนักจิตวิทยา เพิ่มโค้ชพี่เลี้ยงที่เอามาสอนเรื่อง STEAM
นโยบายที่ 4 เพิ่มระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและระบบพัฒนาวิชาชีพครู
แต่ละอย่างที่พรรคประชาชนคิดอาจจะเป็นแค่คำโปรย แต่เรามี What? Why? และที่สำคัญคือ How? ทั้งหมดว่าถ้าเราได้เข้าไปบริหารภายใต้รัฐบาลประชาชนเราจะบริหารกระทรวงศึกษาธิการอย่างไร ภายใต้สิ่งที่เราเขียนเป็นนโยบายมา” ธีรศักดิ์อธิบาย
ส่วนงานเอกสาร ธีรศักดิ์มองว่า เราต้องตั้งคำถามว่าวิธีการให้รัฐโปร่งใสทำได้ด้วยวิธีการนำเอาเอกสารมาตั้งๆ ทำรายงานจำนวนมากแล้วบอกว่าพอมีเอกสารจำนวนมากเท่ากับโปร่งใสหรือเปล่า
“ผมไม่เห็นด้วยกับมิตินี้ เชื่อไหมว่างานเอกสารของครูไทยในปัจจุบัน ถ้าเราเทียบเอางาน 1 ปี งบประมาณมาตั้งเรียงกันทั้งประเทศ คิดว่าเอากระดาษ A4 มาเรียงกันสูงกว่าตึกใบหยกอีก เราทำสิ่งนี้เพื่อความโปร่งใส คำถามคือใครอ่าน รอแค่องค์กรเดียวเท่านั้นหรือไม่ในการมาอ่านคือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ดังนั้นวิธีการโปร่งใสทำได้หลายแบบ พรรคประชาชนมีนโยบายการยกระดับการปฏิรูปรับราชการทั้งหมดโดยการทำเรื่องของแพลตฟอร์มการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ ที่ไม่ให้ครูต้องมาลำบากในการจัดซื้อจัดจ้าง พูดง่ายๆ เป็นแพลตฟอร์มกลาง ถ้าอยากไปใช้ ให้ไปใช้ในราคากลางตรงนั้น ไม่ต้องเสียเวลาสืบราคาการจัดซื้อจัดจ้างแปลงเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์
แต่พรรคคิดรอบคอบกว่านั้นว่าการมีระบบอย่างเดียวไม่พอ จะต้องเติมคนเข้าไปด้วย เติมพนักงานธุรการเข้าไปด้วย แต่มีพนักงานธุรการอย่างเดียวก็ไม่พอ ปรากฏว่าการเซ็นเอกสารต่างๆ อาจจะต้องเป็นข้าราชการเซ็นอยู่ สิ่งที่ต้องตามมาคือการแก้ระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุ” ธีรศักดิ์กล่าว
ธีรศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้รัฐบาลประชาชน เรามีแนวคิดในเรื่องการปฏิรูประบบราชการ เราจะไม่ทำให้โรงเรียนไทยไปเป็น KPI ของหน่วยงานใดเด็ดขาด ปัญหาภาระงานครูที่มีจำนวนมากอยู่นี้เพราะมีหน่วยงานที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงเรียนมากเกินไป
“ผมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมจะได้เห็นชัดเจน ที่เจอบ่อยที่สุดคือ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) โรงเรียนสุจริต เข้าไปถึงการตั้งเป็นรายวิชาเพิ่มเติมเยอะมากและอีกหลายส่วน สาธารณสุขต่างๆ มันกลายเป็นว่าโรงเรียนต้องพยายามที่จะไปสร้าง KPI ให้หน่วยงานราชการอื่น
ภายใต้รัฐบาลประชาชน เราจะสั่งไม่ให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปยุ่งกับโรงเรียน แต่ในขณะเดียวกันถ้าอยากทำงานร่วมกับศึกษาธิการ ให้ไปทำงานร่วมกับราชการส่วนบน และถ้าอยากได้คำตอบหรืออยากได้ข้อมูล ให้ใช้วิธีการสุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องทำกราดทั่วทั้งประเทศ โครงการของเราจะแบ่งเป็น 2 อย่าง โครงการที่ไม่จำเป็นเราจะยกเลิกเลย โครงการที่จำเป็นให้โรงเรียนเป็นคนเลือกว่าเขาจะทำหรือไม่ทำ ถ้าเขาไม่ทำ เขตพื้นที่หรือศึกษาธิการจะไปยุ่งไม่ได้ ทำให้ข้างบนเคารพข้างล่างมากขึ้น” ธีรศักดิ์อธิบาย
เมื่อถามว่า มีข้อเสนอย่างไรเพื่อช่วยให้โรงเรียนสามารถปฏิเสธงานจากโครงการภายนอกได้ เพราะในแง่หนึ่ง ผลงานเหล่านี้มันถูกนำไปใช้เป็นผลงานของผู้บริหารสถานศึกษา ไปใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินของผู้บริหารสถานศึกษา
ธีรศักดิ์ตอบว่า พรรคประชาชน มีอยู่ในเว็บไซต์ เป็นนโยบายเช่นเดียวกัน เรื่องของการมี KPI ไปจำกัดให้ผู้บริหารอาจจะต้องทำ เพราะว่าต้องย้ายโรงเรียน ทางพรรคประชาชนเขียนไว้ในนโยบายชัดเจนว่าการประเมินความสำเร็จของครู การประเมินความสำเร็จของผู้บริหารนั้น ต้องผูกโยงกับผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นที่ตั้ง
“หมายความว่า ต้องเห็นวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าเราเห็นร่องรอยตรงนั้นเราก็สามารถโปรโมตแทนได้ ไม่ต้องไปวุ่นวายกับการส่งประกวด หรือการที่จะต้องทำให้โรงเรียนตนเองดูดีกว่าใคร พิสูจน์ตนเอง แข่งกับตนเอง ก็เป็นนโยบายส่วนหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งเรามีไอเดียว่า ถ้าต่อไปนี้เรื่องกฎหมายทางการศึกษาเราอาจจะออกเป็นกฎกระทรวงก็ได้ ในการที่ถ้าหน่วยงานไหนต้องการที่จะประสานไปยังโรงเรียน ไม่สามารถเอาไปใส่โรงเรียนได้โดยตรง จะต้องมาผ่านส่วนบน ราชการของกระทรวงศึกษาธิการก่อน ในระดับเจ้ากระทรวงคุยกันเท่านั้น ไม่สามารถเอาไปยัดใส่ในโรงเรียนได้ เพราะโรงเรียนเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นพื้นที่ที่นักเรียนต้องการเวลาที่จะเรียนรู้ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทั้งหมดเราอนุญาต แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องเราไม่อนุญาตให้เข้าโรงเรียน” ธีรศักดิ์กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
“สารนี้จากครูหนึ่ง ถึงครู นักเรียน นักจัดการศึกษาทุกคน พี่น้องประชาชนทุกคน พรรคประชาชนเรามองว่าการศึกษาที่ดีนั้น ต้องร่วมสร้างระบบนิเวศการศึกษาร่วมกัน เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการศึกษาใหม่ เริ่มจากการที่ใช้การศึกษาเป็นฐานหลักในการพัฒนาประเทศ ถ้าการศึกษาไม่ดีอย่าหวังว่าจะสามารถที่จะพัฒนาด้านอื่นๆ ได้ มาชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมตั้งรัฐบาลประชาชน เพื่อให้ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก”
ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของนโยบายการศึกษาของ 4 พรรคที่ชวนให้สังคมนำไปขบคิดก่อนเข้าคูหา 8 กุมภาฯนี้ เลือกตั้ง เลือกอนาคตทุกด้าน รวมถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองและรุ่นลูกหลานอันเป็นกำลังสำคัญของชาติในวันพรุ่งนี้
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

