‘ฝุ่น…สงครามที่ต้องสู้ทุกวัน’ PM2.5 เครื่องสูบน้ำ ผังเมืองใหม่ คัดไฮไลต์ สภา กทม. ครั้งที่ 3 ของปี

24.01.26 | 12:38 น.
'ฝุ่น...สงครามที่ต้องสู้ทุกวัน' PM2.5 เครื่องสูบน้ำ ผังเมืองใหม่ คัดไฮไลต์ สภา กทม. ครั้งที่ 3 ของปี

‘ฝุ่น…สงครามที่ต้องสู้ทุกวัน’
PM2.5 เครื่องสูบน้ำ ผังเมืองใหม่
คัดไฮไลต์ สภา กทม. ครั้งที่ 3 ของปี

ถกมันส์เล่นใหญ่จบไปหมาดๆ สำหรับการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปี พ.ศ.2569 เมื่อ 21 มกราคมที่ผ่านมา โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร นั่งเก้าอี้ทำหน้าที่ประธานสภา กทม.

ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง)

ท่ามกลางประเด็นหลากหลาย มีไฮไลต์ที่ต้องชวนให้ประชาชนชาวกรุง รวมถึงคนไทยร่วมรับทราบ อย่างปัญหาฝุ่น และผังเมืองที่เกี่ยวเนื่องกัน ดังรายละเอียดที่มาเป็นฉากๆ ในบรรทัดนับจากนี้

วิพุธ ศรีวะอุไร

ผ่านร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่
จี้เข้มโรงงานคอนกรีตต้องเป็น ‘ระบบปิด’ สกัดมลพิษ

Advertisement

เปิดประเด็นที่ อนงค์ เพชรทัต ส.ก.เขตดินแดง ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. … รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญ

อนงค์ เพชรทัต

ในที่ประชุม ส.ก.ดินแดง ลุกขึ้นกล่าวว่า คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้ใช้บังคับ ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.  … อย่างละเอียด ประกอบกับคำชี้แจงของข้าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมการวิสามัญฯ ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งพิจารณากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบการประกอบกิจการทำผลิตภัณฑ์คอนกรีต ผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสม ผลิตภัณฑ์ยิปซัม หรือผลิตภัณฑ์ปูนปลาสเตอร์ จำนวน 12 คณะ เพื่อตรวจสอบ การประกอบกิจการดังกล่าว ทั้งที่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกิจการคอนกรีตผสมซึ่งตั้งอยู่ในหน่วยงานก่อสร้าง โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานคร

คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้นำเสนอข้อเสนอแนะและข้อสังเกตสำคัญต่อฝ่ายบริหาร กทม. เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1.การขอยกเลิกข้อกำหนดห้ามประกอบกิจการทำผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน จะทำให้สามารถประกอบกิจการดังกล่าวในกรุงเทพมหานครได้ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์เดิมแห่งกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556

2.กรุงเทพมหานคร ควรตราข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมให้สถานประกอบกิจการโรงงาน ทำผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเป็นระบบปิด เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง เสียง หรือสิ่งปฏิกูลต่างๆ เป็นต้น ก่อนที่จะอนุญาตให้ประกอบกิจการประเภทนี้ในกรุงเทพมหานครได้

หลังการรับฟังรายงานผลการพิจารณา ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบกับร่างข้อบัญญัติดังกล่าว โดยจะส่งกลับให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนาม พร้อมประกาศใช้ต่อไป

ถกวิกฤต PM2.5 ผู้ว่าฯกทม. เปรียบ ‘สงครามที่ต้องสู้ทุกวัน’
ยัน ‘หอปรับอากาศ’ ไม่คุ้มลงทุน

สุทธิชัย วีรกุลสุนทร

มาต่อกันที่กระทู้ถามสดของ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง หรือ ‘เฮียล้าน’ เจ้าเก่า ที่คาใจในมาตรการรองรับและแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยย้อนข้อมูลว่า เนื่องจากระหว่าง 12-15 มกราคมที่ผ่านมา พื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 55.18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดคือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้ภาพรวมคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ

ถามปุ๊บ ผู้บริหาร กทม.ตอบปั๊บ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยข้อมูลว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ

ส่วนเรื่องการสร้างหอปรับอากาศติดตั้งในพื้นที่ที่มักมีค่าฝุ่นสูง เช่น เขตปทุมวัน อาจยังไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจากต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งคำนวณจากขนาดพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เปิด และมีขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนไส้กรองที่จะมีขนาดใหญ่เช่นกัน อาจเป็นไปได้ยาก แต่หากมีเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่คุ้มค่า จะไม่รีรอที่จะนำมาปรับประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพมหานครแน่นอน ซึ่งขณะนี้การต่อสู้กับปัญหาฝุ่นยังคงเป็นสงครามที่ต้องต่อสู้กันทุกวัน เรื่องการดูแลและป้องกันฝุ่นของแต่ละบุคคลก็ต้องการ์ดอย่าตก และเชื่อว่าทุกหน่วยงานก็มีความเข้มข้นในการเร่งแก้ปัญหาฝุ่นกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

โชว์ผลสัมฤทธิ์มาตรการเชิงรุก ทำค่าฝุ่นลด 12%
ชนหมัดข้ามจังหวัด สกัดตั้งแต่ต้นทาง

ผู้ว่าฯชัชชาติ ยังโชว์ข้อมูลจัดเต็มการแก้ไขปัญหาฝุ่นของกรุงเทพมหานคร โดยสามารถจำแนกเป็นประเด็นต่างๆ ได้ว่า ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

กล่าวคือ จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

นอกจากนี้ ความร่วมมือข้ามจังหวัด เพื่อลดฝุ่นจากต้นทาง คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น โดยกรุงเทพมหานครชนหมัดกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร

ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนที่พบเห็นการเผาแจ้งเข้ามาใน Traffy Fondue

ด้านการคุมเข้มลดฝุ่นจากการจราจร กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถเข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 200,000 คัน ช่วยลดการปล่อยมลพิษจากการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9

9.3 แสนต้น ปลูกเชิงยุทธศาสตร์
กำแพงลดฝุ่นจังหวัดต้นลม WFH ฝุ่นลด 58%

ไม่เพียงเท่านั้น กทม.ใช้ระบบ Cell Broadcast ในการแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5

โดยระบบดังกล่าวจะทำการแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่เขตที่ตรวจพบค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ เกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการทบทวนขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (SOP)

โดยปรับลดรอบการคำนวณค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองจากเดิม 24 ชั่วโมง เป็น 12 ชั่วโมง และกำหนดรอบการส่งข้อความแจ้งเตือน 3 รอบ ได้แก่ เวลา 07.00 น. 12.00 น. และ 17.00 น. เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มการแจ้งเตือนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อรองรับชาวต่างชาติ

รวมถึงมาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

ยังไม่จบ ย้อนไปนโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น แบ่งเป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

กรุงเทพมหานคร ยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแลอีกด้วย

เห็นชอบ เล็งเปลี่ยน ‘เครื่องสูบน้ำ’ ดีเซลเป็นพลังงานไฟฟ้า
ลด PM2.5 มลพิษทางเสียงในชุมชน

อีกประเด็นน่าสนใจ โดยเกี่ยวเนื่องกับฝุ่น PM2.5 เช่นกัน นั่นคือเครื่องสูบน้ำ

ซึ่ง นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ ส.ก.เขตคลองสามวา เสนอญัตติ เรื่อง ‘ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณา ปรับเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำที่ใช้ในชุมชนเป็นเครื่องสูบน้ำพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือก’

นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์

โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันเครื่องสูบน้ำจะถูกจัดสรรไปติดตั้งไว้ในแต่ละชุมชนในทุกสำนักงานเขต ซึ่งตัวเครื่องสูบน้ำพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันเป็นในรูปแบบของการใช้พลังงานดีเซล แต่พบว่าก่อให้เกิดปัญหาทั้งฝุ่น PM2.5 และมลภาวะทางเสียง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนในชุมชน

“ประชาชนสอบถามเข้ามาว่าจะมีโอกาสหรือไม่ที่จะพัฒนาเครื่องสูบน้ำที่ตั้งไว้ในชุมชน ให้เป็นรูปแบบพลังงานอื่นๆ เช่น รูปแบบพลังงานไฟฟ้า ข้อดีข้อแรก คือ กลิ่นน้ำมันจะไม่มี หรือลดลง

ข้อที่สอง จะสามารถควบคุมเรื่องการเสียบปลั๊ก ถอดปลั๊ก ไม่ต้องไปลุ้นว่าน้ำมันจะหมดเมื่อไหร่

ส่วนเรื่องค่าไฟ ชุมชนจะใช้เงินอุดหนุนจากสำนักงานเขต ซึ่งชุมชนและสำนักงานสามารถทำแผนร่วมกันได้ อีกรูปแบบหนึ่งที่ประชาชนเสนอมาก็คือ พลังงานแบบโซลาร์เซลล์ หากสามารถพัฒนาเครื่องสูบน้ำประเภทนี้ออกมา จะสามารถตอบโจทย์ให้พี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี” ส.ก.คลองสามวากล่าว

ด้าน กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ ลุกเสริมว่า พื้นที่ในเขตทุ่งครุและกรุงเทพมหานครหลายแห่งเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง บางจุดมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ ทำให้กีดขวางการสัญจรของประชาชน อีกทั้งเมื่อเปิดเครื่องสูบทำให้มีควันมลพิษออกมา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง

ส่วนเรื่องหมู่บ้านของเอกชนที่เป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมไม่มีเครื่องสูบน้ำของ กทม.เข้าช่วยเหลือ ประชาชนทำได้เพียงตั้งเครื่องสูบน้ำหน้าหมู่บ้านเองเท่านั้น ทั้งที่เสียภาษีเช่นเดียวกัน จึงขอฝากฝ่ายบริหารพิจารณาถึงหลักเกณฑ์นี้ด้วย

วิศณุ ทรัพย์สมพล

ญัตตินี้ วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลุกตอบว่า ฝ่ายบริหารเห็นด้วยกับข้อเสนอของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และได้เริ่มดำเนินการไปบางส่วนแล้ว อาทิ เครื่องสูบน้ำในชุมชน ปกติจะมีสองแบบ คือ แบบที่เป็นเครื่องหาบหามใช้กรณีฉุกเฉิน ซึ่งพวกนี้ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์อยู่ เพราะเคลื่อนย้ายสะดวกและไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟ แต่สำหรับเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งประจำจุดหรือที่ติดตั้งอยู่ในชุมชนเพื่อช่วยระบายน้ำเวลาฝนตก

กรุงเทพมหานคร มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วหลายจุด

ข้อดีคือ 1.เรื่องของเสียง 2.เรื่องของควันหรือมลพิษ PM2.5 และ 3.คือเรื่องของการซ่อมบำรุงที่ทำได้ง่ายกว่าระบบเครื่องยนต์

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของระบบไฟฟ้าก็คือเรื่องของแหล่งจ่ายไฟ เนื่องจากเครื่องสูบน้ำใช้กำลังไฟค่อนข้างสูง ในบางจุดที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือระบบสายส่งไม่รองรับ ยังจำเป็นต้องใช้ระบบดีเซลสำรองไว้อยู่ และอีกเรื่องคือเรื่องความปลอดภัย หากฝนตกหนัก น้ำท่วม ต้องมั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้าที่นำมาใช้จะมีความปลอดภัยสูงสุด ไม่เกิดไฟฟ้ารั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำ

รองผู้ว่าฯวิศณุเผยต่อไปว่า ส่วนเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์นั้น ได้มีการศึกษาอยู่แต่อาจจะยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ในการติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อให้ได้กำลังไฟที่เพียงพอต่อการสูบน้ำ และที่สำคัญคือเหตุการณ์น้ำท่วมมักเกิดในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือช่วงกลางคืน หากจะใช้โซลาร์เซลล์ก็อาจจะต้องมีระบบแบตเตอรี่สำรองไฟขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีเรื่องของงบประมาณและค่าดูแลรักษาตามมา

อย่างไรก็ตาม กทม.ขอรับข้อเสนอนี้ไปดำเนินการต่อ โดยจะสำรวจจุดที่เหมาะสมในการเปลี่ยนเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนที่มีความแออัด เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน

จากนั้นที่ประชุมสภา กทม. จะมีมติเห็นชอบและส่งต่อให้ฝ่ายบริหารดำเนินการพิจารณาต่อไป เป็นอันจบ

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเนื้อหาเข้มข้น บนสมรภูมิฝุ่นที่ยังต้องรบกันต่อ รอไม่ได้แม้เพียงนาที