ศาสตราจารย์ ดร.อาณัติ ลีมัคเดช
ซูมนโยบายสาธารณะ
(ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไร ในโลกที่งานไม่รอคน?
เคาต์ดาวน์ใกล้วันเข้าคูหาเข้ามาทุกขณะ ประเทศไทยเตรียมตั้งรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมาบริหารประเทศ ดูแลประชาชนทุกเพศทุกวัยให้มีคุณภาพชีวิตดี มีความมั่นคง ไม่ต้องมึนงงกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ล่าสุด เสวนา ‘ปีม้าไฟ กับอนาคตคนรุ่นใหม่ (ว่าที่) รัฐบาล ต้องทำอะไร ในโลกที่งานไม่รอคน’ ถูกจัดขึ้นโดย งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ อาคารริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ รั้วท่าพระจันทร์ เปิดมุมมองจากเหล่านักวิชาการ ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ในภาคเอกชน อีกทั้งตัวแทนนักศึกษา เมื่อ 22 มกราคมที่ผ่านมา
หนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมเวที คือ ศาสตราจารย์ ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งมีคอมเมนต์ในประเด็นที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศว่ามีแผนจะกำกับดูแล ‘กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินและการลงทุน’ หรือ Finfluencer ในปีนี้ โดยมองว่า ไม่ควรทำให้มีความ ‘แข็งตัว’ มากเกินไป เนื่องจาก Finfluencer มีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเงินให้กับคนเป็นวงกว้างได้ แม้อาจไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการเงิน แต่ผลิตเนื้อหาที่น่าสนใจจนกระตุ้นให้นักลงทุน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เข้าถึงข้อมูล ตลอดจนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ เช่น เหรียญโทเคน (Token) บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ คนในวงการการเงิน หรือนักวิเคราะห์อาจไม่ได้รู้ลึก ขณะที่ Finfluencer ที่ให้ความรู้เรื่องนี้ส่วนใหญ่จบการศึกษาด้านวิศวกรรม มีความเข้าใจในเรื่องซอฟต์แวร์ต่างๆ เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ จึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมทั้งระบบนิเวศของการเงินสมัยใหม่ เช่น ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ค่อนข้างดี
เมื่อพูดถึงคนรุ่นใหม่ หรือเจนซี ก็โยงเข้าอย่างพอดิบพอดีกับหัวข้อเสวนา
ในฐานะนักวิชาการทางการเงิน ศาสตราจารย์ ดร.อาณัติ มีข้อสังเกตอะไรบ้างเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน รวมถึงมีข้อเสนอแนะต่อนโยบายของประเทศอย่างไร
รับฟังผ่านตัวอักษรกันได้ นับจากบรรทัดนี้
ดูแลพ่อแม่ ภาระคนรุ่นใหม่
เรื่องท้าทายที่ ‘รัฐต้องมีบทบาท’
ในฐานะตัวแทนของคน Gen X ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด อยากจะคุย 2 ประเด็น ประเด็นแรก อยากชี้ให้เห็นภาพชัดเจนในมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจำแนกออกมาเป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ
เรื่องแรกคือ เรื่องการเข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนวัยอันควร เรื่องที่ 2 คือ เรื่องของ AI เรื่องที่ 3 คือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ประเด็นที่ 2 เรื่องของการพยายามที่จะสร้างโอกาสว่าภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนี้ เรามีโอกาสหรือพยายามที่จะสร้างโอกาสอย่างไรให้กับคนรุ่นต่อไป
ในประเด็นเรื่องของ สังคมผู้สูงอายุ ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เราหลายๆ คนคงทราบว่า ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนวัย ซึ่งประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้กระทั่งสิงคโปร์ เขาขยับรายได้ต่อหัวของประชากร เกินขึ้นมาถึงระดับคนสามารถอยู่ได้ แล้วก็กลายเป็นว่าฐานของคนอายุน้อยต่ำลง คนอายุมากก็จะมีอายุยืนมากขึ้น เนื่องจากเขาสามารถที่จะเอาตัวรอดได้ ไม่เป็นภาระกับคนรุ่นใหม่ แต่ของประเทศไทยเวลาที่เราดูแนวโน้มเหล่านี้ เรายังมีประเด็นเรื่องของ รายได้ต่อหัว (GDP) ที่ยังต่ำอยู่ ในขณะที่คนรุ่นใหม่ก็น้อยลง
ฉะนั้น มันเห็นภาพชัดเจนอยู่แล้วว่า ภาระของคนรุ่นใหม่ที่จำเป็นจะต้องดูแลคุณพ่อ คุณแม่ เป็นเรื่องที่มีความน่าท้าทายและคงเป็นเรื่องที่รัฐควรจะต้องมีบทบาท หรือมีแนวความคิดที่ชัดเจน ถึงแม้วันนี้โจทย์ของเราจะฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลหน้า แต่ผมอยากบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เห็นผลวันนี้ ท่านจะต้องวางกรอบเพื่อให้เกิดผลในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
AI เสริมคนระดับสูง ‘แทนที่’ คนระดับกลาง
หลายอาชีพอาจสูญหาย ซ้ำเหลื่อมล้ำเพิ่ม
คนที่เป็นเกษตรกรเขาก็อยากเห็นลูกได้ดี ส่งลูกเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่มีลูกใช้เพื่อการศึกษามากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายต่อครอบครัว แต่ถามว่าเด็กเหล่านั้นเข้ามาเรียนแล้วจะกลับไปปลูกผัก ปลูกข้าวแบบคุณพ่อ-คุณแม่ไหม? คิดว่าภาพมันชัดเจนว่า เขาคงไม่กลับไปปลูกผัก ฉะนั้น เราจะมีคนที่ปลูกข้าวต่างๆ ให้เรากินน้อยลง ปลูกผักน้อยลง
เมื่อคนเหล่านี้หมดไปจะได้เจอภาวะที่ข้าวปลาอาหารแพงขึ้น วิกฤตเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้วเราเอาตัวรอดได้แบบง่ายๆ ไม่กระทบกระเทือนมากในภาพรวมของคนทั่วไป อาจจะไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้น คุณอาจจะต้องซื้อข้าวกิน มื้อละ 500 บาท ซึ่งส่วนตัวคิดว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และน่าจะได้เห็นภาพนั้น
ในประเด็นที่ 2 เรื่อง AI (ปัญญาประดิษฐ์) มีอย่างหนึ่งที่มีคนคุยกันว่าตอนที่เกิดเทคโนโลยีขึ้นมา มันเป็นการช่วยให้คนที่มีทักษะ 2 ระดับคือ คนที่มีระดับสูงกับระดับกลาง มันไม่ไปกระทบคนระดับสูง แต่เสริมอำนาจของคนกลางให้สามารถอัพเกรดตนเองขึ้นมาได้ วันนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือเราอาจจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เสริมทักษะคนระดับกลาง มันอาจจะเสริมคนระดับสูง แต่จะเข้าไปแทนที่คนระดับกลาง
ฉะนั้น อาชีพหลายอาชีพอาจจะหายไป หรือถ้ามองแบบสุดขั้ว ต่อไปการทำงานอาจจะเป็นแค่ทางเลือก คือทำเพื่อความสนุก ทำเพื่อสร้างคุณค่าแก่ชีวิต อาจจะไม่ต้องทำอะไรก็ได้ รัฐบาลอาจจะสั่ง AI ทำให้หมด แล้วก็ทำรัฐสวัสดิการแจกเงิน นั่นก็เป็นสุดขั้วอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า
ประเด็นที่ 3 คือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ จากการที่ขึ้นเขาไปเมื่อกลางปีที่แล้ว เราวัดในเรื่องของดัชนีความเหลื่อมล้ำทางรายได้และแม้กระทั่งในพื้นที่ที่ห่างไกล เราเห็นภาพของความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น จากคนที่เข้าถึงโอกาสกับคนที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสนั้น ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของโอกาสทั้งหลายที่เกิดขึ้น มีตังค์ก็จะมีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช้เงินซื้อโอกาสได้
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคิดวันนี้ คือ ‘การสร้างโอกาส’ ทำอย่างไรเราจะสามารถทำให้คนสูงอายุ ยังคงมีโปรดักทีฟอยู่ ทำอย่างไรที่จะดึงคนที่มีศักยภาพยังคงอยู่ในประเทศ

นโยบายสาธารณะ ต้องเสริมพฤติกรรมเด่น
อย่าหนุนพฤติกรรมด้อย
ยกเคส ‘หวยบำนาญ’ เหมือนชาญฉลาด
แต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรม
นโยบายสาธารณะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ระดับแรกคือ ระดับแม็คโคร (Macro) ในภาพใหญ่ ระดับที่ 2 เป็นระดับไมโคร (Micro) ในภาพพฤติกรรมของบุคคลหรือครัวเรือนควรจะเป็นอย่างไร
ในแง่ของแม็คโคร จากสภาพแวดล้อมการเข้าสังคมสูงอายุก่อนเวลา เรื่องความเหลื่อมล้ำและการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่าง ผมคิดว่า 2 อย่างในภาพใหญ่ในระดับของเศรษฐกิจ ประเด็นแรกคือ เรื่องโครงสร้างของภาครัฐ ถ้าดูแนวโน้มเราจะเกิดการตั้งคำถาม ในขณะที่ภาคเอกชนลดเวลา Retirement ลง 45 ปี ให้ออกแล้ว แต่ภาครัฐถ้าเกิดโดน Early Retire มันจะเป็นภาระกับการคลังรัฐบาลพอสมควร
ฉะนั้น พวกเราอาจจะไปเกษียณอายุกันที่ 65 ปี ไม่ใช่ว่าคนแก่ไม่มีประโยชน์ คนแก่ก็มีประสบการณ์มากมาย แต่ต้องยอมรับว่า Productivity ไม่มีทางที่จะเท่ากับเด็กรุ่นใหม่
ประเด็นที่ 2 ที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ประเด็นระดับไมโครระดับครัวเรือน นโยบายภาครัฐที่เป็นอยู่จะเห็นว่าเป็นนโยบายระยะสั้น ‘ประชานิยม’ ทั้งสิ้น แม้จะบอกว่าไม่ใช่หรือเปลี่ยนรูปไปแล้ว ต้องบอกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของสังคมไทยเหมือนกัน เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของคนละครึ่ง หรือเรื่องของการแจกเงินชั่วคราว บางอย่างมันเป็นภาระของงบประมาณ
เราจะเห็นว่าตอนนี้มีเบี้ยคนชรา 600 บาท ถามว่าดีหรือเปล่า? ถ้าคนที่เขาได้ตังค์เขาก็ว่าดี แต่ว่าคุณมีชีวิตอยู่รอดได้จริงหรือ กับเงิน 600 บาท ตอนนี้ก็มีนโยบายที่ขึ้นหาเสียงกันว่าจะขึ้นเป็น 1,000 บาท ผมก็จะตั้งคำถามเหมือนเดิมว่าแล้วอยู่รอดได้จริงๆ เหรอกับเงิน 1,000 บาท หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ผ่านมาแล้วเรามีนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พูดง่ายๆ คือระยะสั้นทั้งสิ้นเลย
เรามักจะพูดกันว่าคนไทยขาดความรู้ทางการเงิน ทำไมเราไม่สอนตั้งแต่เด็ก ถ้าเรามีความรู้ทางการเงินเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือเปล่า? หนี้น้อยลงไหม? เป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถาม เราพบความสัมพันธ์อย่างหนึ่งว่าจริงๆ แล้ว ทัศนคติแทบจะไม่มีผล การศึกษาของหัวหน้าครัวเรือนไม่มีผล แต่สิ่งที่มีผลสำคัญที่จะทำให้เขาลดหนี้ เพิ่มรายได้ เพิ่มความมั่งคั่ง คือ พฤติกรรม
นั่นสะท้อนให้เห็นว่าถ้าจะทำนโยบายสาธารณะ เพื่อที่จะส่งผลทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดีขึ้น จะต้องเน้นไปที่การเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถใช้หลักการข้อนี้วิเคราะห์นโยบายที่กำลังหาเสียงอยู่ได้เลยว่า นโยบายแบบไหนที่เป็นการไปส่งเสริมพฤติกรรมด้อย หรือนโยบายแบบไหนที่จะส่งเสริมพฤติกรรมเด่น ตอนนี้เท่าที่เห็นมันส่งเสริมพฤติกรรมด้อยทั้งสิ้น
ยกตัวอย่าง หวยบำนาญ คือ การที่จะไปสอนชาวบ้านว่าการซื้อหวย แม้กระทั่งหวยรัฐบาลมันเป็นเรื่องที่ไม่ดี โอกาสถูกมีน้อย มันก็โอเคดูเป็นเหมือนนโยบายที่ชาญฉลาด แต่ถ้าเทียบกับการศึกษาในเชิงประจักษ์ ถ้าเผื่อคุณไปทำแบบนั้น มันก็จะไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเขา
สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ถ้าเกิดใช้หลักการแบบนี้ในการวิเคราะห์ มันเป็นการไปส่งเสริมพฤติกรรมด้อยมากกว่า แนวความคิดในการทำนโยบายสาธารณะขณะนี้ ถ้าต้องการแก้ปัญหาระยะยาวจริงๆ เรื่องโครงสร้างกฎหมาย การปฏิรูปภาครัฐ หรือแม้กระทั่งการทำนโยบายแทนที่จะไปสร้างพฤติกรรมด้อยทางการเงินให้กับประชาชน
ต้องพยายามสร้างนโยบายที่จูงใจให้เขามีพฤติกรรมที่ส่งเสริมการออม หรือการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
รัตนาพร กุลหงษ์

