หน้าแรก ประชาชื่น สังคมเปราะบาง...

สังคมเปราะบาง เยาวชนมอมเมา เมื่อระบบไม่ปกป้อง ‘นโยบายหล่นหาย’ รัฐบาลใหม่ เอาไงดี?

26.01.26 | 11:07 น.
(จากซ้าย) กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ดำเนินรายการ, ธีรภัทร์ คหะวงศ์, ทิชา ณ นคร, อังคณา อินทสา, ธนากร คมกฤส และวัชรพงศ์ พุ่มชื่น

สังคมเปราะบาง เยาวชนมอมเมา
เมื่อระบบไม่ปกป้อง ‘นโยบายหล่นหาย’
รัฐบาลใหม่ เอาไงดี?

“มักพูดแต่เรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ ประชานิยมแจกนั่นแจกนี่

ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ แต่ภัยพิบัติที่เราเผชิญมันสั่งสมปัญหา อย่างน้ำท่วมในหลายจังหวัดชัดเจนมาก

สถานการณ์แบบนี้สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองระยะยาว”

ศ.สุริชัย หวันแก้ว

เสียงตอกย้ำจาก ศ.สุริชัย หวันแก้ว นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสังคม เน้นหนักถึง ‘โลกาภิวัตน์กับความเหลื่อมล้ำ’ ภายใต้บรรยากาศหาเสียง ที่เมนชั่นถึงแต่เรื่องปากท้อง แต่ไม่ค่อยพูดถึง ‘ความไม่เป็นธรรมจากการพัฒนา’

Advertisement

เพื่อไม่ให้รอบนี้ เป็นเลือกตั้งขายฝัน

แต่เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของคนรุ่นถัดไป

ขบวนการส่งเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) จึงร่วมกับ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ม.ธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดฉากเวที ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่หล่นหาย’ เมื่อ 23 มกราคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน

ร่วมกันเช็กลิสต์ โกยทุกนโยบายเท่าที่เห็นได้ในหน้าข่าว และดูจะเข้าเป้ากับการ ‘ฟื้นสังคม’ ไม่ให้ดิ่งลงหุบเหว

ทว่า เพียงน้อยนิด ที่เห็นได้ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้…

สังคมเปราะบางขึ้นทุกวัน
เมื่อรัฐปกป้องเราน้อยไป

‘นโยบายทางสังคม’ พอจะมีให้เห็นบ้าง แต่บางอย่างถูกมองข้าม

รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา

ความเห็นของ รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. มองว่าในปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับ ‘ความเปราะบางทางโครงสร้าง’

“สมัยใหม่ต้องจ้างงานแบบยืดหยุ่น แต่คำว่า ‘ยืดหยุ่น’ แปลว่า ‘ไม่มั่นคง’ เขาจะไล่คุณออกเมื่อไหร่ก็ได้ เรากำลังอยู่ในสังคมที่เปราะบางขึ้นทุกวัน เจอกับสแกมเมอร์ที่พร้อมทะลุทะลวง ทำงานเก็บเงินเกษียณ โดนดูดเงินหายไปในพริบตา”

ไม่รอช้า คณบดีคณะสังคมวิทยา ยกตัวอย่างในมุมชนชั้นกลาง ที่มีชีวิต การงานดี แต่เดินอยู่ดีๆ ประสบอุบัติเหตุแบบคุณหมอกระต่าย หรือขับรถผ่านถนนพระราม 2 มันคือความเปราะบางที่ไม่ได้เกิดกับคนจนเท่านั้น แต่เกิดจากการที่ ‘รัฐปกป้องเราน้อยไป’

คุณอาจจะมีความมั่นคง บ้านอยู่ที่หาดใหญ่ แต่วันดีคืนดีน้ำจะท่วม ผลิตส่งออกขายของได้ดี แต่มีระเบียบโลกกำลังพังทลาย อะไรก็เกิดขึ้นได้ในรายวัน

รศ.ดร.บุญเลิศคาดการณ์อนาคตที่สังคมไทยต้องพบเจอคือ การนำมาสู่ ‘ความไม่มั่นคงทางจิตใจ’ นักศึกษามีความอ่อนไหวมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่บุคลิก แต่คือสภาวะแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกว่า Insecure

“ดังนั้น เมื่อมีการเลือกตั้ง ต้องทำให้ชีวิตเรามีความแน่นอน มั่นคง (secure) วางแผนชีวิตตัวเองได้มากขึ้น”

รศ.ดร.บุญเลิศตั้งข้อสังเกตกับนโยบายที่มักชูกันบ่อย คือ ‘ฟื้นฟูเศรษฐกิจ’ แต่เมื่อเติบโตแล้ว กระจายอย่างทั่วถึงหรือไม่? เราต้องการนโยบายที่ครอบคลุมถึงทุกคน ไม่ใช่ต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำอยู่อย่างนั้น

“ต้องช่วยกันกอบกู้ รื้อฟื้นโครงสร้างให้ปกป้องคุ้มครองเรา นโยบายที่หล่นหาย ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด พนัน หวย บ่อน ความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงการศึกษา คิดแต่ว่าแข่งขัน เกทับกัน เรียน ป.ตรีไม่พอ จะให้เรียนถึง ป.เอก ดอกเตอร์เลย

ไม่ได้มองว่ามีคนจำนวนมากที่เขาหลุดตั้งแต่มัธยมแล้ว คือตัวอย่างของการพูดแต่ยอด แต่ไม่ได้สนใจฐานของสังคม”

สถิติพุ่ง นโยบายไม่มี
บุหรี่ไฟฟ้า-ผับบาร์ตี 4 รัฐบาลหน้าเอาไงดี?

จากนั้นเข้าสู่ช่วงที่สอง ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่หล่นหาย’

ธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน หยิบ ‘ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ผับบาร์ตี 4 และอุบัติเหตุเมาขับ’ ที่โดยสรุปแล้วผลกระทบไม่ต่างจากบุหรี่มวน มีสารเสพติด และเป็นสาเหตุของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs

ส่วนอุบัติเหตุทางถนน จากการเมาแล้วขับ เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน สูญเสียกว่า 74,000 ล้านบาท

ส่วนตัวได้ยินแต่ความเชื่อที่ว่า ‘เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาพร้อมการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว’ แต่แทบไม่มีนโยบายควบคุมให้คนสุขภาพดี

“ผมมีตัวอย่างนโยบายที่ทำมาแล้ว เจ๊งแล้ว แต่ยังไม่เลิก คือ ‘ขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปถึงตี 4 ใน 5 พื้นที่ ทั้งใน กทม. ภูเก็ต พัทยา เกาะสมุย เชียงใหม่ (ธ.ค.66) พอทำไปสักระยะ หลายฝ่ายก็ติดตาม ปรากฏว่ารายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด

มีการสำรวจในจังหวัดคู่เทียบ นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นสูงกว่า จังหวัดที่ขยายเวลา นักท่องเที่ยวลดลง”

ซ้ำร้ายกลับรายได้ลดลง เกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน รัฐบาลชุดต่อไปจะเอาอย่างไรกับนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ธีรภัทร์ฝากโจทย์ให้คิดต่อ

ผลผลิตปราบยาฯ อันล้มเหลว
นโยบายแบบใด? ในยุคที่เด็กเป็นผู้ค้า

ด้าน วัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ‘เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อปัญหาสังคมและสิ่งเสพติด’ อย่างกรณียาเสพติด กัญชา และกระท่อม

เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

พร้อมเล่าถึงเคส เด็กวัย 14 ปี ใน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผลผลิตจากการป้องกันยาเสพติดที่ล้มเหลว

“ในสังคมที่เหลื่อมล้ำสุดๆ ถูกตีตราว่าพูดไม่ชัด อยู่บนดอย เกี่ยวข้องกับยา เราผลักความเป็นอื่น ถูกความเหลื่อมล้ำในโลกแห่งความเป็นจริงกดลงไปอีกที”

“เด็กเป็นแสนคน อยู่ในสภาพดร็อปเอาต์ เมื่อไม่ได้อยู่โรงเรียน ความเสี่ยงอื่นๆ ตามมาเต็มไปหมด พ่อต้องล่ามโซ่เอาไว้ เพราะน้องเป็นผู้เสพ-ผู้ค้า มีเด็กแบบนี้อีกหลายแสนคน นโยบายยาเสพติด เราจะเอาอย่างไร”

วัชรพงศ์ย้ำชัดปีนี้งบประมาณที่สภาผ่าน เฉพาะเรื่องยาเสพติดมีถึง 5,462 ล้านบาท ใช้ไปกับการขยายผลไปสู่การจับกุม 1,700 ล้านบาท และอีก 1,500 ล้านบาท ใช้ในการบำบัดดูแล

“งานป้องกันสำคัญที่สุด คือต้องทำตั้งแต่ ‘สังคม ชุมชน โรงเรียน’ แต่งบประมาณแทบลงไปไม่ถึง ให้ตำรวจทำ ก็ทำอบรมการทำไม้ง่าม น่าเจ็บใจมาก”

วัชรพงศ์ทิ้งท้ายด้วยข้อความฝากถึงว่าที่รัฐบาล ไทยเรามีกองทุนฯ ยึดทรัพย์ จากผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีส่วนของงบฯ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับการสนับสนุนชุมชนในการป้องกันและปราบปราม แต่กองทุนนี้กลับให้ความสำคัญกับปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่เสี่ยง ต้องซื้อเกราะดีๆ ติดกล้อง CCTV

“ต้องให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เยาวชนมีสิทธิมีเสียง ไม่ใช้อำนาจนำ แต่ต้องใช้ ‘อำนาจร่วม’” วัชรพงศ์ให้แนวทางแก้ปัญหาที่ตรงจุด

สุดย้อนแย้ง ใช้ ‘หวย’ หาเสียง
ชี้เป้าพรรคคิดแก้พนัน ‘เริ่มจากสนามบินน้ำ’

หันไปทาง ธนากร คมกฤส เลขาธิการ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ยกประเด็น ‘หวย บ่อน กาสิโน พนันออนไลน์ นโยบายที่หลบลึก’

ดูเฉพาะหวยรัฐบาล คนไทยหมดเงินไปปีละราว 200,000 ล้านบาท

กว่า 5 ล้านคนติดพนันงอมแงม

เด็กต่ำกว่า 18 ปี เกินล้านคนเข้าสู่วงจรนี้

อยากบอกพรรคว่า เป็นนโยบายที่ขายได้ แต่ต้องหยิบให้ถูกด้าน เมื่อส่วนใหญ่มีฐานคิด ‘เอาประโยชน์ ดูเบาปัญหา’ จึงถูกจับวางให้ผิดที่ผิดทาง มองสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็น ‘นักบุญคนบาป’

“ดูดจากกระเป๋าประชาชน เข้ารัฐปีละ 4 หมื่นล้าน เซาะเกราะบ่อนทำลายเศรษฐกิจหรือไม่? ทำให้คนคิดว่าการเสี่ยงโชคเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เล่นกัน”

ยังไม่นับ ‘โป๊กเกอร์’ วันดีคืนดีให้กลายเป็นกีฬา บังหน้าให้กลุ่มทุนเปิดบ่อนกลางเมือง

ที่กระทบเยาวชนคือ ‘ตู้คีบตุ๊กตา’ ซึ่งย้อนแย้งมาก กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งการถึงผู้ว่าฯทั่วประเทศ ไม่อนุญาต แต่ตั้งอยู่เต็มเมือง เราเห็นการเสนอเรื่อง ‘กาสิโนถูกกฎหมาย’ เลือกตั้งรอบนี้ที่พูดมากสุด คือ ‘ปราบสแกมเมอร์ สลายทุนเทา’ มีน้อยมากที่พูดถึง ‘ปฏิรูประบบราชการ’ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาพนัน

“อีกกลุ่มที่น่าวิจารณ์มาก หลายพรรคกลับชูเรื่องนี้ เช่น หวยเกษียณ หวยบำเหน็จ หวยจังหวัด เอาหวยมาเป็นแรงจูงใจให้เกิดการออม มันโคตรย้อนแย้ง เอาสิ่งที่ดึงดูดเงินออกจากกระเป๋า มาให้คนออม

หรืออย่างหวยใบเสร็จ ที่จะดึง SME เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ฐานข้อมูล ตอกย้ำวาทกรรม ‘หวยคือความหวังของสังคม’ ทำไมสร้างนวัตกรรมการออมที่ล้ำกว่านั้นไม่ได้?”

ธนากรพาชำแหละ 3 วาทกรรม ‘พูดแล้วทำ, พูดแล้วทำจริงหรือเปล่า และไม่พูดแต่ทำ’ ซึ่งอันสุดท้ายน่ากลัว เช่น เรื่องจะส่งเสริมความเป็นเลิศทางกีฬาในเรื่องโป๊กเกอร์-สนุกเกอร์ แล้วมันแยกกีฬากับการพนันอย่างไร?

“การพนันมันหลบลูก ซ่อนเร้น และไม่มีฐานคิดที่ชัดเจน ดูพนันแบบเอาประโยชน์ มากกว่าจัดการปัญหา”

ธนากรแอบขนลุก เมื่อได้ยินว่า สลากกินแบ่งรัฐบาล จะเปลี่ยนเป็น ‘สำนักงานเสี่ยงโชคแห่งชาติ’ อาจให้สัมปทานไปลงทุนในกิจการอื่น

ก่อนท้าทายให้พรรคเริ่มจาก

1.จัดการกับการพนันเก่าๆ ให้ได้เสียก่อน

2.ทบทวนหน่วยงานกำกับดูแล

3.สังคมต้องได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ชี้เป้า ถ้าอยากจะทำ ไปที่สนามบินน้ำ เรารู้อยู่ว่าคือกิจการอะไร โปร่งใส เทาไหม ถ้าท่านจัดการกิจการของรัฐไม่ได้ อย่าอ้างว่าจะทำอะไรที่ถูกกฎหมาย ไปเริ่มที่สนามบินน้ำ เปลี่ยนสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นสลากเพื่อประชาชนอะไรก็ว่าไป”

เลขาฯมูลนิธิรณรงค์หยุดพนันทิ้งท้ายด้วยการวางเดิมพัน

ครอบครัวรุนแรง เหยื่ออายุน้อยลง
ห่วงนโยบายเด็ก-สตรี มีสามีได้หลายคน

อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ชวนคิดตามในเรื่อง ‘ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และคู่รัก’

จากการเก็บข้อมูลในหน้าข่าว พบว่ามีผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรงค่อนข้างมาก และอายุน้อยลง ถูกฆ่า 797 คน/ปี หรือเฉลี่ย 2 คน/วัน ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นถึง 40% ในปี 2567

“กว่า 1,529 ข่าวในปี 2567 ทำร้ายฆ่ากัน รวมถึงฆ่าตัวตาย ข่มขืนกันในบ้าน เป็นสถิติที่น่าห่วง จากปัจจัยกระตุ้นทั้งยาเสพติด แอลกอฮอล์ สภาพจิต ตลอดจนเศรษฐกิจ”

อังคณาซูมทั้ง 57 พรรค นโยบายที่พูดถึง ‘การขจัดความรุนแรงในครอบครัว’ เห็นเพียงในมุม เงินอุดหนุนบุตร, ศูนย์เลี้ยงเด็ก มีบางพรรคเท่านั้นที่พูดถึงเรื่องสิทธิสวัสดิการ

ใน 12 พรรค พูดถึงการยกระดับระบบสุขภาพ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยตรง

“มีแค่ 2 พรรค ที่พูดถึงเรื่องการขจัดความรุนแรง และกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศ สมรสเท่าเทียม ส่งเสริมความเสมอภาค กฎหมายลาคลอด 180 วัน ผ้าอนามัยฟรีถ้วนหน้า”

“แต่มีความน่าห่วงจากบางพรรคพูดถึงการให้ผู้หญิงมีสามีได้หลายคน เป็นนโยบายที่สร้างความเข้าใจผิดให้กับคนในสังคมที่น่าห่วงใย และอาจนำไปสู่ปัญหา” อังคณาแสดงความกังวลใจ

มอบบทเรียนพรรคตลบตะแลง
ต้องทำให้ได้! ‘การศึกษา เปลี่ยนสถานะคน’

สำหรับประเด็น ‘การศึกษาไทย เด็กดร็อปเอาต์ และคดีเด็ก’

ต้องยกไมค์ให้ ทิชา ณ นคร หรือป้ามล ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ที่เห็นปัญหาภาพกว้าง แต่รัฐกลับเลือกแก้ปัญหาแบบ ‘เคสบายเคส’

“จนเหรอ? เดี๋ยวให้ทุน ร้องเรียนเหรอ เดี๋ยวช่วย แล้วเราก็เลือกเขาไป จนวันหนึ่งมีคนรุ่นหลังมาบอกว่า ฐานรากไม่แข็งแรง มันจะพังนะ!”

จากประสบการณ์ ได้ฟังมายด์เซต ‘ผู้แทนราษฎร’ แล้วรับไม่ได้ จากเดิมเด็กต้องรับผิดทางอาญา ตั้งแต่ 7 ปี ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ให้เป็น 10 ปี และแก้จาก 10 ปี เป็น 12 ปี ซึ่งป้ามลเป็นหนึ่งในผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าไปให้ความเห็น มี ส.ส.รับลูกหลายคน ว่าเราแก้กฎหมายนี้เพื่อปกป้องเด็กเกเรที่เป็นอาชญากร

โดยเขายกตัวอย่าง ‘เด็กค้ายาข้างบ้าน’ มองว่า แล้วจะทำอย่างไรถ้ามันเป็นแบบนี้กัน?

“ดิฉันเลยถามกลับไป แล้วคนที่ค้ายา ร้อยล้านพันล้าน คุณทำอะไรกับเขา เก่งแต่กับเด็กเท่านั้น รู้แต่ไม่สน เพราะได้ทุกครั้งในการเลือกตั้ง ร่ำรวยขึ้น ปัญหาอยู่เหมือนเดิม เราอาจต้องให้บทเรียนพรรคที่เห็นประชาชนเป็นแค่เครื่องมือ น่าจะหมดเวลาที่เราจะไม่ให้สะพานเขาเดินไปที่นั่น เข้าไปสร้างความร่ำรวย แล้วทอนมาเป็นเศษเงินจากความสงสาร”

แม้แต่เด็กบ้านกาญจนาฯ วันก่อนดูหนังเรื่อง Evil ด้วยกัน แล้วถามว่าอยากเปลี่ยนฉากไหนในหนัง? คำตอบของเด็กๆ ไม่อยากเปลี่ยนฉาก ‘อยากเปลี่ยนระบบอำนาจนิยม’

“ถ้าเด็กในคุกบอกได้ แล้วทำไมคนที่เข้าไปในสภา เขียนกฎหมายถึงไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่ทำ

เรามีบทลงโทษเดียวเท่านั้นคือ ‘ไม่เลือกเขา’ แผ่นดินนี้ถูกปล้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ประชาชนต้องการการช่วยเหลือจากรัฐ ในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วันต่อวัน เป็นอีเวนต์”

ป้ามลขีดไฮไลต์ปัญหาโครงสร้างที่อยากเห็นรัฐแก้ คือ ‘โรงเรียนควรจะเป็นที่ที่มีความสุข’ โรงเรียนต้องโอบรับเด็กทุกกลุ่ม แม้จะเป็นเลิศ หรือไม่เลิศ เมื่อประตูโรงเรียนปิดใส่เขา ประตูคุกจะเปิดรับเขา

กว่า 69% ของเด็กที่ดร็อปเอาต์ ก่ออาชญากรรม แล้วติดคุก เด็กควรจะได้อยู่โรงเรียน สร้างนิเวศที่น่าสนใจ ให้เด็กอยู่ให้นานที่สุด”

ทิชาเน้นย้ำว่า เรื่องนี้พรรคการเมืองต้องทำให้ได้ เพื่อให้ ‘การศึกษา เปลี่ยนสถานะของคน’

“บทเรียนที่เราจะให้กับพรรคที่ให้นโยบายตลบตะแลง ข่มขืน ประหาร ไร้สาระแต่มันส์ในอารมณ์ เราจะไม่ให้แม้แต่คะแนนเดียว” ทิชาปิดจบด้วยความหวังในพลังจากปลายปากกา

“การเมืองจะดี ต้องมาจากการตัดสินใจของพวกเรา”

อธิษฐาน จันทร์กลม