หน้าแรก ประชาชื่น ‘สิทธิมนุษยชน...

‘สิทธิมนุษยชน’ ตัวแปรที่หายไป นโยบายที่ไม่ถูกหาเสียง?

28.01.26 | 09:14 น.
‘สิทธิมนุษยชน’ ตัวแปรที่หายไป นโยบายที่ไม่ถูกหาเสียง?

ท่ามกลางสมรภูมิการหาเสียงอย่างเข้มข้น ดุเดือดของเหล่าพรรคการเมืองเพื่อช่วงชิงชัยชนะจากคูหาเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ นโยบายเด็ด ยุทธศาสตร์ปัง ต่างถูกงัดออกมาซื้อใจประชาชน ทว่า ‘วาระสิทธิมนุษยชน’ ถูกมองว่าเลือนหายเจือจางลงไปจากสนามเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งที่เป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ไม่กี่วันที่ผ่านมา วงสนทนาออนไลน์ Human Rights Agenda ในหัวข้อ ‘เลือกตั้ง 69 : อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย’ ถูกจัดขึ้นเพื่อสะกิดให้สังคมกลับมาตั้งคำถามสำคัญ

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประเด็นด้วยการถอดรหัสสถานการณ์บ้านเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าแม้มีมุมที่ดูเหมือนจะ ‘ก้าวหน้า’ แต่ในอีกทาง สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก แสดงความคิดเห็น กลับยังมีคดีความเกิดขึ้นไม่แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา เพราะยังมีคนถูกดำเนินคดีทางการเมืองด้วยมาตรา 112 มาตรา 116 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งการผลักดันให้เกิดการ ‘นิรโทษกรรม’ ก็ยังดูไม่ขยับสักเท่าไหร่

นักวิชาการท่านนี้มองว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่กำลังติดกับดักการหาเสียงแบบ ‘ประชานิยม’ ที่ใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้ได้คะแนนเสียง คือแต่ละพรรคมุ่งเน้นขายของว่าจะทำอะไรเพื่อประชาชน ผ่านนโยบายประชานิยม เพื่อ ‘ซื้อใจระยะสั้น’ แต่กลับละเลยที่จะประกาศจุดยืนว่าพรรคของตนยึดถือคุณค่าอะไรซึ่งเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

หลุมดำ ‘ชายแดน’
นโยบายที่พรรคการเมืองไม่แตะ

Advertisement

สุณัย ผาสุข จากฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch-HRW) เปรียบเทียบปัญหาชายแดนไทยว่าเป็นเหมือนหลุมดำ 3 แห่ง และยิ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่กลายเป็นจุดอับสายตาที่พรรคการเมืองอาจทำเป็นมองไม่เห็นในฤดูกาลเลือกตั้งนี้

“น่าสนใจว่าพรรคการเมืองทุกพรรค พูดถึงการปกป้องอธิปไตยในชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ไม่พูดถึงการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย ตราบใดที่ยังไม่เคลียร์ในประเด็นนี้ มันก็จะเป็นเหมือนกับการสาดโคลนกันไปมา แต่เราไม่เห็นผลว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่”

สำหรับพื้นที่ จังหวัดชายแดนใต้ ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบมาหลายสิบปี สุณัยชี้ว่า กรณีเหตุการณ์สลายการชุมชนที่หน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่เพิ่งหมดอายุความไปเมื่อปี 2566 ควรเป็นนาฬิกาปลุกให้คนตื่นขึ้นมาพูดถึงว่า การกระทำผิดอาญาโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรจะมีอายุความ แต่ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้กลับไม่มีพรรคการเมืองไหน เอามาโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการหาเสียงเลือกตั้งเลย

การที่พรรคการเมืองเลือกที่จะเงียบในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้ยังคงเป็นเรื่องรองและรัฐไทยยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่ากฎหมายควรบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเท่าเทียมเพื่อไม่ทำให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

ส่วน ชายแดนตะวันตก (เมียนมา) นักสิทธิมนุษยชนท่านนี้มองว่า สถานการณ์ในเมียนมาไม่ใช่แค่เรื่องสงครามกลางเมืองแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังกลายพันธุ์เป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ของอาชญากรรม เพราะการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาพยายามจัดฉากขึ้น ไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพแต่กลับยิ่งตอกย้ำความขัดแย้ง เมื่อรัฐบาลทหารต้องสู้รบกับกลุ่มชาติพันธุ์ ย่อมต้องการเงินทุน และแหล่งเงินทุนนั้นก็นำมาซึ่งหายนะที่ไหลทะลักข้ามพรมแดนสู่ไทย

“ชายแดนสามด้านเป็นหลุมดำในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งสิ้น ทุกพรรคการเมืองไม่มีการแตะเรื่องนี้เลย น่าผิดหวัง… ตอนแรกไทยดูจะเดือดร้อนที่มีพลเรือนล้มตาย แต่ทำไมไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยทวงถามความยุติธรรมให้กับคนที่บาดเจ็บล้มตาย นี่เป็นคำถามที่เจ็บ ถ้าผมเป็นพรรคการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้ง ผมสะอึก” สุณัยกล่าว ทั้งยังวิเคราะห์ว่า

พรรคการเมืองไทยยังติดอยู่ในกรอบความมั่นคงแบบเก่า ที่มองแค่การวางกำลังทหารตามแนวชายแดนแต่ขาดวิสัยทัศน์เรื่องความมั่นคงของมนุษย์ โดยมองว่าพรรคการเมืองยังสอบตกอย่างรุนแรงในการเชื่อมโยงว่าวิกฤตการเมืองในเมียนมาคือวิกฤตคุณภาพชีวิตของคนไทย เพราะการไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอที่เกิดจากการเมืองเมียนมาและกลุ่มทุนสีเทา จะทำให้ไทยต้องเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีวันจบสิ้น

‘นิรโทษกรรม’ ปัญหาที่ไม่มีใครกล้าพูด

ด้าน พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีคนถูกดำเนินคดีทางการเมืองกว่า 2,000 คน และยังมีผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างน้อย 55 คน ที่สำคัญคือปัญหานิรโทษกรรมที่ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงหรือแตะต้องเท่าไหร่นัก โดยวิเคราะห์ถึงร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ค้างอยู่ในสภา หลังรัฐบาลชุดล่าสุดยุบสภาไปว่า ร่างนี้ถูกล็อกสเปกไว้ไม่ให้รวมคดีสำคัญอย่าง มาตรา 112 และมาตรา 110 ซึ่งนี่จะเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่

“ปัญหาก็คือทั้ง 3 ร่างของภูมิใจไทยไปล็อกไว้ว่าไม่รวมคดี 112 และคดี 110 การไม่รวมสองคดีนี้ไป จะทำให้ปัญหายังอยู่ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลว่าจะเป็นเสี้ยนหนามในทุกการเลือกตั้ง เป็นความขัดแย้งที่ต้องจัดการ จึงควรผลักดันให้รวม 112 และนิรโทษกรรมต่อ ซึ่งควรต้องรวมทุกคดีไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

การมีผู้ต้องขังการเมืองทำให้เห็นความเลวร้ายในที่คุมขังในเรือนจำมากขึ้นโดยเฉพาะคดีทั่วไปที่เกิดกับประชาชน ทั้งที่การคุมขังบุคคลควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ควรมีมาตรฐานของความเป็นมนุษย์”

โฟกัสแค่ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ละเลยมิติปลอดภัย
สิทธิพื้นฐานที่แลกด้วยชีวิตไม่ได้

ขณะที่ สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ) ฉายภาพความท้าทายครั้งใหญ่ที่พรรคการเมืองไทยกำลังมองข้าม นั่นคือประเด็น ‘ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมแต่กำลังกลายเป็นกำแพงภาษีและกติกาการค้าโลก หากไทยปรับตัวไม่ทัน อาจตกขบวนรถไฟสายเศรษฐกิจข้ามชาติถาวร

แม้ไทยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติและบทบาทในเวทีนานาชาติ แต่พรรคการเมืองกลับแทบไม่พูดถึงการคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

“เวลาพรรคการเมืองพูดถึงแรงงาน มักจะโฟกัสไปที่ตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำ แต่กลับละเลยมิติการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่แลกด้วยชีวิตไม่ได้ มันต้องรวมการคุ้มครองการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่น ตึกถล่ม โครงการพระราม 2 มีคนเสียชีวิต สิทธิประกันสังคม ทำยังไงให้กลไกเข้มแข็งขึ้น มั่นคงขึ้น แต่ก็ไม่พบว่าพรรคการเมืองพูดเรื่องนี้ชัดมีเพียง ส.ส.ท่านหนึ่งออกมาพูด ทั้งที่ไทยควรมีสหภาพแรงงาน ควรทำให้กฎหมายแรงงาน และการนัดหยุดงานเข้มแข็งขึ้นและเกิดขึ้นได้” สัณหวรรณกล่าว

‘ชาตินิยม’ กลบเสียงคนชายขอบ
แรงงานข้ามชาติ-ผู้ลี้ภัย อยู่ตรงไหนในฤดูเลือกตั้ง?

พุทธณี กางกั้น จากฟอร์ตี้ฟายไรต์ (Fortify Rights) มาในประเด็นผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในแคมเปญหาเสียงครั้งนี้ ด้วยบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีบริบทการยุบสภาที่เกิดขึ้นในช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางลมให้พัดไปทางชาตินิยม

จากการสำรวจของฟอร์ตี้ฟายไรต์พบความจริงที่น่ากังวลว่า มีพรรคการเมืองเพียงน้อยนิดที่แตะเรื่องสิทธิพลเมือง เช่น พรรคประชาชนมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนหลายประเด็น แต่กลับไม่นำมาพูดในช่วงหาเสียง ส่วนพรรคพลวัตซึ่งมีจุดยืนเรื่องคนข้ามชาติ ความมั่นคงชายแดนเมียนมา และเหมืองแร่ Rare Earth ชัดเจนที่สุด แต่ด้วยขนาดของพรรคที่เล็ก อาจทำจุดไม่ติดในสังคมวงกว้าง เพราะไม่อยู่ในโผของการได้เป็นรัฐบาล

ในขณะที่พรรคการเมืองแข่งกันชูนโยบายค่าแรงและเศรษฐกิจ แรงงานข้ามชาติกว่า 3 ล้านคน ในไทยที่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลับไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร การละเลยกลุ่มคนเหล่านี้ในการเลือกตั้ง 2569 ไม่เพียงสะท้อนแนวคิดของพรรคการเมือง แต่ยังอาจสะท้อนความบกพร่องในการมองโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานเพื่อนบ้าน และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานด้วย

พุทธณีย้ำว่าปัจจุบันศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กำลังพิจารณาคดีโรฮีนจา และโลกกำลังจับตามอง แต่ไทยกลับไม่มีกลไกคัดกรอง (NSM) ที่ใช้งานได้จริง เพื่อแยกแยะระหว่างคนหางานทำกับคนที่หนีความตาย นอกจากนี้ พรรคการเมืองพูดถึงเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ในภาพกว้างของการหาเสียงผ่านนโยบาย แต่ยังขาดความละเอียดอ่อนในการมองเห็นเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกไปทำงานในขบวนการเหล่านั้น

เมินสิทธิ ‘ที่อยู่อาศัย’ เสรีภาพตกต่ำ
เมื่อทุน (ทรัพย์) สำคัญกว่าความมั่นคงของมนุษย์

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขยายพรมแดนความคิดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้กว้างกว่าแค่นโยบายแจกเงิน แต่เป็นการทวงคืนอำนาจในการกำหนดอนาคตของประชาชน ผ่านนิยามใหม่ของคำว่าบ้าน เมื่อทรัพยากรคือชีวิตไม่ใช่สินค้า และคำว่า ‘ที่อยู่อาศัย’ ก็ไม่เคยมีความหมายเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เรื่องนี้คือรากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ทว่า ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือการที่รัฐไทยเซ็น MOU เรื่องเหมืองแร่ Rare Earth หรือการอนุญาตให้ทุนจีนเข้ามาทำเหมืองฟลูออไรด์ที่แม่ฮ่องสอน รวมถึงโครงการขนาดใหญ่อย่าง EEC และ SEC ที่ถูกขับเคลื่อนโดยอ้างว่าเป็นความมั่นคงของรัฐและกลไกทางเศรษฐกิจและการตลาด แต่กลับพบว่าหลายโครงการละเลยเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัย ผลกระทบจึงตกอยู่ที่ชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นที่ผืนนาเค็มจนปลูกข้าวไม่ได้ ปัญหา PM2.5 หรือแม่น้ำที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

นโยบายการเลือกตั้งรอบนี้ไม่มีเรื่องการจัดการทรัพยากรให้เห็นชัดเท่าไหร่นัก มีแต่นโยบายที่บอกว่าทำให้ใครรวยขึ้น แต่ไม่ได้เกี่ยวกับความมั่นคงของประชาชนหรือสังคมสักเท่าไหร่

เพชรรัตน์ยังวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่าน EIA หรือ EHIA ของไทยว่า ปัจจุบันเรื่องนี้อาจเรียกได้ว่ากลายสภาพเป็นเพียงฉากบังหน้าในการทำโครงการขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ความล้มเหลวนี้ยังลามไปถึงตัวบทกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ที่เพิ่งผ่านการบังคับใช้ไปเมื่อปลายปี 2568 โดยมองว่ารัฐไทยยังไม่มีความจริงใจเพราะยังปฏิเสธที่จะใช้คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Peoples) ตามหลักสากล

สุดท้าย เพชรรัตน์เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชน นั่นคือ เสรีภาพในการสมาคม (Freedom of Association) โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา รัฐไทยพยายามใช้กฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ภาคประชาสังคมหรือกฎหมายฟอกเงินมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคม มากกว่าการส่งเสริมให้เกิดการใช้สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มของประชาชน ดังนั้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงมี 2 ข้อเรียกร้อง ได้แก่

1.หยุดควบคุม คือ กฎหมายต้องไม่ให้อำนาจรัฐในการแทรกแซงมูลนิธิและองค์กรภาคประชาชนจนเกินขอบเขต

2.เริ่มส่งเสริม คือ รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้ทำงาน และคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

สิทธิมนุษยชนต้องเป็น ‘กระแสหลัก’
สร้างสันติภาพ ยุติธรรม ตรวจสอบอำนาจรัฐ

ด้าน รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า สิทธิมนุษยชนไม่ควรเป็นเพียงหัวข้อหนึ่ง แต่ต้องถูกทำให้เป็นกระแสหลัก (Mainstreaming) ในทุกนโยบาย

“อยากชี้ให้เห็นเรื่อง Mainstreaming Human Rights ว่าคือการทำให้สิทธิมนุษยชนไม่ใช่หัวข้อแยกส่วนที่พูดกันแค่หนึ่งประเด็นแล้วจบไป แต่ต้องแทรกอยู่ในทุกนโยบาย เพราะทุกเรื่องมันเกี่ยวกันหมด แม้แต่คำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม หรือการจัดสรรงบประมาณความมั่นคง ผมคาดหวังแค่ว่าในแต่ละพรรคการเมืองจะมีคนที่คิดเรื่องนี้อย่างจริงจังอยู่จริงๆ แม้เขาอาจไม่ใช่คนที่ดังที่สุด แต่คนเหล่านี้อาจคือคนที่ตั้งใจผลักดันและนำเสนอวาระสิทธิมนุษยชนให้เดินไปพร้อมกับนโยบายด้านอื่นๆ ของประเทศ” อาจารย์รัฐศาสตร์ รั้วสามย่าน แนะ

ปิดท้ายด้วยคอมเมนต์ของ ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ชี้ว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิทธิเสรีภาพของประชาชนไทยตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดแทบทุกด้าน ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นการตรวจสอบรัฐและผู้มีอำนาจ ไปจนถึงการถูกฟ้องปิดปากและการใช้นิติสงคราม กลุ่มเปราะบางถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้นสะท้อนผ่านจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นจากความสิ้นหวังทางการเมืองขณะเดียวกัน เสรีภาพทางวิชาการก็ถดถอยอย่างรุนแรง รวมถึงกระบวนการยุติธรรมยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามจากความล่าช้าและการเลือกปฏิบัติในหลายคดีสำคัญ

“พรรคการเมืองทุกพรรคจึงต้องมีนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง การสร้างสันติภาพและความยุติธรรมบนฐานการไม่ใช้ความรุนแรง และการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบอำนาจรัฐ” ผศ.ดร.พัทธ์ธีรากล่าว โดยย้ำถึงเหตุผลสำคัญยิ่งที่ว่า

เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย