ดีลทุกด่าน ชนหมัดรอบด้าน
กทม.สกัด PM2.5 เตะตัดขา‘ต้นตอฝุ่น’
กลายเป็นเซอร์ไพรส์ที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องประกาศแจ้งเตือนภาคค่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อเกิดกลุ่มควัน 1 หมื่นไร่ลอยจากจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ โดยมีที่มาจากการเผาไหม้ทุ่งนานครนายก ฝุ่นมหาศาลรุกคืบทำแผนที่ฝุ่น กทม. ค่อยๆ กลายเป็นสีแดง เริ่มจากฝั่งหนองจอก มีนบุรี ตั้งแต่คืนวันอังคารที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา
รุ่งขึ้น กทม.ขอความร่วมมือ Work From Home ระหว่างวันที่ 28-30 มกราคมที่ผ่านมา โดยย้ำว่า ‘ไม่มุ่งโทษใคร’ แต่เน้นความเข้าใจในปัญหา เพื่อแก้ไขได้ตรงจุด
ระหว่างนั้น ส่งทีมงานพร้อมรถน้ำและอุปกรณ์ครบครัน มุ่งหน้าช่วยดับไฟแข็งขัน
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังเดินหน้าควบคุม แก้ไข สกัดต้นตอฝุ่น PM2.5 ดังเช่นที่เคยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
กทม.ชนหมัดกรมโรงงานฯ เช็กฉ่ำ สแกนเข้ม
เกินมาตรฐานเจอ ‘ทั้งจำทั้งปรับ’
เริ่มจากลงพื้นที่ตรวจสอบการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตจอมทองและเขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานจำนวนมาก เพื่อควบคุมและลดแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากภาคอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา
พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืน, เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย สราวุธ พรทิพย์ ผู้อำนวยการกองบริการงานอนุญาต กรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยได้สุ่มตรวจโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัท โกลด์ซิตี้ฟุตเทค จำกัด เขตจอมทอง และบริษัท จงสถิตย์ จำกัด เขตบางขุนเทียน
เจ้าหน้าที่กรมโรงงานฯนำเครื่องมือเข้าตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษทางอากาศภายในโรงงาน เน้นตรวจสอบฝุ่นจากกระบวนการผลิตและแหล่งใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษสูง เช่น ฟืน ถ่านหิน และเชื้อเพลิงเหลว เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
พรพรหม หัวเรือใหญ่สายความยั่งยืน เผยว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นจากภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงอยู่ระหว่างการร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่เพียงเป็นฝุ่นปฐมภูมิ แต่ยังรวมถึงฝุ่นทุติยภูมิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว


ด้าน สราวุธ ผู้อำนวยการกองบริการงานอนุญาต กรมโรงงานฯ ระบุว่า หากผลการตรวจวัดพบค่ามลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการจะต้องได้รับโทษทางอาญา ทั้งโทษจำคุกและปรับ พร้อมสั่งการให้ปรับปรุงแก้ไขระบบการผลิต ระบบบำบัดมลพิษ และการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสม ก่อนจะมีการตรวจสอบซ้ำและพิจารณาอนุญาตให้กลับมาดำเนินการได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการออกคำสั่งเตือนและติดตามการแก้ไขของโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
การลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานในเขตจอมทองและเขตบางขุนเทียน พบว่าผลตรวจวัดค่ามลพิษเป็นไปตามมาตรฐานไม่เกินกฎหมายกำหนดแต่อย่างใด
บูรณาการ บก.จร. คุมเข้ม ‘รถควันดำ’ มกราฯ 69
เจอเกินมาตรฐาน 1.55% น้อยกว่าปี’68
ถัดมาคือ การเดินหน้ามาตรการควบคุมมลพิษจากยานพาหนะอย่างต่อเนื่อง #ทีมชัชชาติ คณะเดิม ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ลงพื้นที่ตั้งด่านตรวจวัดควันดำและระดับเสียงจากปลายท่อไอเสีย บริเวณถนนเพชรเกษมขาออก เขตหนองแขม เพื่อกวดขันรถยนต์ที่อาจเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
จากการตรวจวัดรถยนต์รวม 70 คัน พบรถปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐานจำนวน 23 คัน โดยมีค่าควันดำอยู่ในช่วงร้อยละ 60-70 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถขนส่ง รถเก่า และรถดัดแปลง



ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ยกระดับมาตรฐานค่าควันดำรถยนต์ดีเซล จากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท
สำหรับรถที่ตรวจพบว่ามีค่าควันดำเกินเกณฑ์ เจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งห้ามใช้รถชั่วคราว โดยติดสติ๊กเกอร์สีเหลือง เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองนำรถไปปรับปรุงแก้ไข และเข้ารับการตรวจซ้ำภายใน 15 วัน หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะถูกสั่งห้ามใช้รถเด็ดขาด พร้อมติดสติ๊กเกอร์สีแดง และต้องขออนุญาตเคลื่อนย้ายรถเพื่อนำไปซ่อมแซมก่อนตรวจใหม่
สถิติการตรวจวัดควันดำจากรถยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสารประจำทาง ในช่วงวันที่ 1-28 มกราคม 2569 พบว่า จากรถที่เรียกตรวจทั้งหมด 13,963 คัน มีรถไม่ผ่านเกณฑ์ 216 คัน คิดเป็นร้อยละ 1.55 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีรถไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 2.42 สะท้อนผลจากการบังคับใช้มาตรฐานควันดำที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะรถที่มีอายุการใช้งานสูงและต่ำกว่ามาตรฐานยูโร 5
เร่งขยาย ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’
ตั้งเป้าปีนี้ครบแน่ 100% ปฐมวัยปลอดภัย ห่างไกลมลพิษ
ในวันเดียวกัน เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าการยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในสถานศึกษาสังกัด กทม.อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเด็กปฐมวัยและกลุ่มเด็กเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นมากที่สุด
ปัจจุบัน กทม.ได้ดำเนินการจัดทำ ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ สำหรับนักเรียนระดับอนุบาลแล้วกว่า 83% จากห้องเรียนอนุบาลทั้งหมด 2,196 ห้อง โดยตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จครบ 100% ภายในปีงบประมาณ 2569 นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งห้อง Safe Zone อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 ห้อง ครบทั้ง 437 โรงเรียน เพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นอยู่ในระดับรุนแรง รวมถึงเตรียมขยายห้องปลอดฝุ่นสำหรับนักเรียนกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม



“ในด้านการบริหารจัดการ โรงเรียนสังกัด กทม.ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งระบบ มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนตามระดับค่าฝุ่น ตั้งแต่การงดกิจกรรมกลางแจ้ง การปรับรูปแบบการเรียนการสอน ไปจนถึงการพิจารณาปิดสถานศึกษาเป็นการชั่วคราวเมื่อสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต พร้อมสื่อสารข้อมูลให้ผู้ปกครองรับทราบอย่างต่อเนื่อง และจัดเตรียมหน้ากากอนามัยให้แก่นักเรียนที่ยังไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน” เอกวรัญญูกล่าว ทั้งยังย้ำว่า ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ผ่าน ‘ห้องเรียนดิจิทัล’ (Digital Classroom) ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เน้นย้ำว่า ‘การศึกษาคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด’ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์ม Google for Education รวมถึงเทคโนโลยี AI มาใช้สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมการศึกษา พร้อมมีมาตรการควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ล่าสุด โกศล สิงหนาท รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา พร้อมด้วย มานิตา รุจะศิริ ผู้อำนวยการเขตบางพลัด และคณะผู้บริหาร ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ และมาตรการดูแลสุขภาพนักเรียน ณ โรงเรียนวัดวิมุตยาราม เขตบางพลัด ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนต้นแบบด้านการรับมือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เพื่อติดตามความพร้อมของโรงเรียนทั้งด้านกายภาพและการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น การจัดทำห้องเรียนระบบปิด การติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศ การจัดพื้นที่ Safe Zone การติดตั้งตู้ตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในโรงเรียน การใช้สัญลักษณ์ธงสีแสดงระดับคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ รวมถึงมาตรการเสริม เช่น การพ่นม่านน้ำ ลดฝุ่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการงดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน
เอกวรัญญู ย้ำอีกรอบว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาพและความปลอดภัยของนักเรียน โดยบูรณาการมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 อย่างรอบด้าน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย
พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

