เคาต์ดาวน์สู่คูหา
‘เลือกอนาคต’
ในวันที่ประชาชนไม่ไว้ใจกกต.
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ชะตากรรมในมือประชาชนคนไทยกำลังจะถูกลิขิตผ่านปลายปากกาในคูหาเลือกตั้งทั่วไทย หลังซ้อมใหญ่ด้วยการเลือกตั้งล่วงหน้าไปเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
มากมายวาไรตี้ด้วยปัญหาสารพัน หนึ่งในนั้นคือ ‘รหัสเขต’ ที่สร้างความกังวลใจให้ผู้ใช้สิทธิจนบางแห่งเกิดการโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย นำไปสู่การย้อนแก้ยกล็อต และปรากฏการณ์แชร์กว่า 1 ล้านครั้ง จากเพจ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ‘ไอลอว์’
ซึ่งนำข้อมูลที่ถูกต้องจาก กกต. กทม. มาเผยแพร่
แม้หลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่า ความปั่นป่วนโดยส่วนใหญ่มีที่มาจากความบกพร่อง เลินเล่อ รวมถึงความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ของเจ้าหน้าที่ หรือคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)
ไม่นับรวม ‘อีกา’ ที่บินโฉบเอกสารจากบอร์ด ดังปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด หลังถูกเข้าใจไปว่าผู้สมัครพรรคหนึ่งถูกกลั่นแกล้งหรือไม่
ทว่า บางเคส ก็โดนตั้งคำถามดังๆ ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรได้รับการลงโทษบ้างหรือไม่ อาทิ กรณีที่ผู้สมัครบางพรรคในหน่วยหนึ่งเสมือนถูกบังคับสูญหาย เพราะไม่ปรากฏชื่อ ภาพถ่าย หมายเลข ครั้นถามเจ้าหน้าที่ กลับได้คำตอบว่า ‘ถูกตัดสิทธิ’ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง
ย้อนไปในเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า ก็เกิดแฮชแท็ก #กกตต้องติดคุก เช่นเดียวกับครั้งนี้ ที่คำถามเก่าวนมาอีกรอบว่าอย่างน้อยมีใคร ‘ลาออก’ เพื่อรับผิดชอบหรือไม่
ทั้งนี้ ก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า ดร.อุษณีษ์ ปฐพีศรีกิจส เลิศรัตนานนท์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ ม.ธรรมศาตร์ หนึ่งในประชาชนผู้ไม่ขอทนอีกต่อไป ยื่นฟ้อง กกต.ต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กกต.เปิดให้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพิ่มเติม โดยได้มอบอำนาจให้ ธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดี
สาเหตุสืบเนื่องจากเจ้าตัวคือหนึ่งใน 800,000 คนที่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้ทันเนื่องจากกำหนดเวลาที่กระชั้น และระบบเว็บไซต์ล่ม
อีกคดีหนึ่ง เป็นกรณีผังการจัดหน่วยเลือกตั้งที่พ่วงการออกเสียงประชามติ ซึ่งกำหนดให้ประชาชนต้องแสดงตน 2 รอบ เพื่อรับบัตรเลือกตั้งและบัตรประชามติแยกกัน ทำให้เกิดความซับซ้อนและอาจกระทบสิทธิทางการเมือง โดยมีการยื่นฟ้องขอให้ถอนระเบียบดังกล่าว พร้อมขอให้ศาลทุเลาการบังคับใช้เป็นการเร่งด่วน
สุดท้าย 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า กกต.ปฏิบัติตามระเบียบ เเละยังมีช่องทางลงทะเบียนถึง 3 ช่องทาง

รัฐธรรมนูญ 60 ไร้กลไกเอาผิด กกต. ‘แบบเห็นผล’
ไม่ให้สิทธิประชาชนเข้าชื่อถอนองค์กรอิสระ
จากหลากปมปัญหาเหล่านี้ รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาอธิบายถึงการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ทั้งการเลือกตั้งในปี 2562 และปี 2566 ว่าสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและข้อผิดพลาดในการดำเนินการตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า ข้อผิดพลาดในการนับคะแนน จำนวนบัตรไม่ตรงกับจำนวนผู้มาลงคะแนน และอีกมากมาย
การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ซึ่งในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ.2569 ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และถึงแม้ กกต.จะมีข้อผิดพลาดจากการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเด็น แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิด กกต.แบบที่เห็นผลจริงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่ให้สิทธิกับประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้

“แม้ว่าประชาชนจะมีช่องทางร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนการกระทำของ กกต.ได้ และหากพบว่ามีมูลความผิด ป.ป.ช.ก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาดำเนินคดี ทั้งนี้ทั้งนั้น ป.ป.ช.และ กกต. มีที่มาจากแม่เดียวกันคือวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.และ กกต. ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติให้ผู้ทำหน้าที่ไต่สวนการกระทำผิดของ ส.ว. ก็คือ ป.ป.ช. ส่วนคดีการทุจริตการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนชี้มูล ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสายตระกูลสีเดียวกัน และไม่ยึดโยงอยู่กับประชาชน
เมื่อกระบวนการมีปัญหาตั้งแต่ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรอิสระ การได้มาซึ่งองค์กรอิสระก็ย่อมมีปัญหาด้วย นำไปสู่การตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำได้ยาก ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระผ่านกลไก ส.ว.ได้ โดย ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วน ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นการเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ซึ่งมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า” รศ.ดร.สามชายอธิบาย
ส่องช่องฟ้องเอาผิด ‘ผู้เสียหายต้องยื่นเอง’
แม้ว่าจะยังมีช่องทางอื่นในการเอาผิด กกต. เช่น การฟ้องร้องเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ รศ.ดร.สามชายดับฝันเล็กๆ ว่า จำเป็นต้องมีหลักฐานต่างๆ ที่ชี้ชัดตามกฎหมายด้วยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ก็ต้องเป็นผู้เสียหายไปยื่นฟ้องเอง ซึ่งนอกเหนือจากกระบวนการเหล่านี้แล้ว ไม่มีกระบวนการใดที่ประชาชนจะสามารถคานอำนาจของ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระได้เลย
“สำหรับการแก้ปัญหาในกรณีนี้ สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้คือการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อเป็นกลไกทางสังคมที่จะกดดันไปยัง กกต. ไม่ให้การกระทำที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือจงใจกระทำผิดพลาดจนส่งผลต่อคะแนนทำให้ได้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็น ส.ส. เชื่อว่าหากประชาชนมาลงคะแนนอย่างท่วมท้นและเทคะแนนให้พรรคการเมืองและตัวผู้สมัครอย่างเป็นเอกฉันท์ โอกาสที่ความผิดพลาดบกพร่องจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนลำดับของผู้จะมาดำรงตำแหน่งก็น้อยลง
ส่วนตัวคาดว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปี 2566 เนื่องจากประชาชนน่าจะได้บทเรียนจากการเลือกตั้งในอดีตมาแล้ว ที่สำคัญคือความตระหนักว่าระบบโครงสร้างทางการเมืองในปัจจุบันเป็นปัญหา ที่ผ่านมาจำนวนผู้มาใช้สิทธิในปี 2566 จึงอาจยังไม่มากพอที่จะทำให้ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเสียงมากที่สุดสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองที่มันบิดเบี้ยวได้” รศ.ดร.สามชายกล่าว

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ Great Compromise
ประนีประนอมเชิงโครงสร้าง ‘ผู้มีอำนาจ-ประชาชน’
นอกจากนี้ ยังชี้เป้าว่า ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ยังมีสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้นำไปสู่การแก้ไขกลไกต่างๆ ในการเอาผิด กกต. ถ่วงดุลอำนาจกันในบรรดาองค์กรอิสระ ซึ่งอาจจะอาศัยเทียบเคียงกับกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่วางกลไกในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างดีแล้ว ทั้งที่มาของ ส.ว.และองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนตรวจสอบ และการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่มีการคานอำนาจกัน โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจ
“นับตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีองค์กรอิสระอย่าง กกต. คิดว่า กกต.ชุดนี้น่าจะเป็น กกต.ชุดที่ถูกครหาและขาดความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนมากที่สุด ทางออกคือจะต้องทำให้ที่มาขององค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน คือมีประชาชนเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่ออกมาจากแม่ในตระกูลสีเดียวกัน การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ จึงเหมือนเป็นความหวัง ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่จะช่วยให้บ้านเมืองสงบโดยไม่มีเหตุรุนแรงคือการมาร่วมกันพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันใหม่ ซึ่งก็คือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการประนีประนอมในเชิงโครงสร้างระหว่างฝั่งผู้มีอำนาจกับประชาชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการได้มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่แหละที่จะเป็น Great Compromise ของประเทศ” รศ.ดร.สามชายทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ณ หน่วยเลือกตั้ง หรือทางเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง แอพพลิเคชั่น ThaiD และแอพพลิเคชั่น Smart Vote สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทะเบียน สำนักงานเขต หรือสายด่วน กกต. โทร 1444
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

