พลิกโฉม ‘บ้านอิ่มใจ (ยุคใหม่)’
รีบูสต์ ‘คนไร้บ้าน’ พื้นที่แห่งโอกาส
บนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ภาพจำของ ‘คนไร้บ้าน’ มักถูกมองด้วยสายตาที่ไม่ใช่แง่บวก อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งของสังคมกำลังพยายามตั้งคำถามใหม่ว่า หากให้โอกาสอย่างจริงจัง พร้อมการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม คนกลุ่มนี้จะสามารถกลับมายืนบนขาของตนเองได้หรือไม่ เพราะความผิดพลาดในชีวิตไม่ควรเป็นจุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ มาปรับใช้กับการทำงานร่วมกับกลุ่มคนไร้บ้าน โดยเฉพาะใน ‘บ้านอิ่มใจ’ พื้นที่ทดลองของการให้โอกาสอย่างเป็นรูปธรรม
28 มกราคมที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และเครือข่าย จัดเสวนาวิชาการ “บ้านอิ่มใจ: จาก ‘ที่พัก’ สู่ ‘ความมั่นคง’ บนฐานความร่วมมือ” ณ ที่ทำการประปาแม้นศรี (หลังเก่า) ที่ถูกเนรมิตเป็นที่พักพิงชั่วคราวในนาม ‘บ้านอิ่มใจ’ หลังรีโนเวตใกล้แล้วเสร็จ เตรียมเปิดตัว (อีกครั้ง) อย่างเป็นทางการใน 14 กุมภา วันวาเลนไทน์นี้ เพราะเมืองที่ดีคือเมืองที่โอบรับทุกคนอย่างเป็นธรรม การแก้ปัญหาคนไร้บ้าน ไม่ใช่แค่ให้ที่นอนคืนนี้ แต่คือการสร้างระบบที่พาคนกลับสู่ชีวิตที่มั่นคงได้จริง ปัญหาคนไร้บ้านในเมืองใหญ่ ไม่ใช่แค่ไม่มีหลังคาให้พักพิง แต่คือผลสะสมของเศรษฐกิจ สุขภาพ สวัสดิการ และโอกาสในชีวิต ที่ทำให้บางคนต้อง ‘หลุด’ ออกมาอาศัยในพื้นที่
ความรู้สึก ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง
พื้นที่ของโอกาส ไม่ใช่คุกที่ไม่มีตาราง
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าว่า จากการประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้เห็นเป้าหมายสำคัญของทุกภาคส่วนที่อยากโฟกัสกับความรู้สึกของพี่น้องให้รู้สึกว่าบ้านอิ่มใจคือ ‘บ้านจริงๆ’
“การจะทำให้เขารู้สึกว่าเขาอยากที่จะเดินเข้ามา มันเป็นคนละเรื่องกับการสร้างอาคาร ฉะนั้นการออกแบบให้เกิดความรู้สึกนี้ ภาครัฐคนเดียวทำไม่ได้ จึงเป็นที่มาว่าจะต้องทำงานร่วมกับภาคีและพี่น้อง เชื่อว่าเราทำงานมาสักระยะหนึ่ง แน่นอนว่าต้องทำงานทางความคิด ทำงานให้มันเข้ามือ เข้าอกเข้าใจกัน อันนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร” ศานนท์กล่าว โดยย้ำว่า ความท้าทายก้าวต่อไปของบ้านอิ่มใจ คือการขยับจากการเป็นเพียงจุดสวัสดิการมาเป็นที่พักพิง หัวใจหลักที่ตั้งเป้าร่วมกันคือ การจูนความรู้สึกว่าที่นี่ให้โอกาสจริงไหม หรืออยู่แล้วรู้สึกเหมือนคุก เจตนารมณ์สำคัญคือการทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจและได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การสร้างความเข้าใจเรื่องการพักอาศัยแบบชั่วคราว เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและเปิดพื้นที่ให้พี่น้องคนใหม่ๆ ได้เข้าถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึง ซึ่งจุดนี้จะช่วยตอบโจทย์ภาครัฐในแง่การบริหารงบประมาณที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถช่วยเหลือคนได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ช่วยแค่บางคน นี่คือประเด็นหลักที่ต้องจับมือร่วมกัน
บ้านอิ่มใจ (ยุคใหม่)
บูรณาการที่อยู่อาศัย-สุขภาพ
ฟื้นฟูกาย-ใจ ‘ตั้งหลักชีวิต’
ด้าน นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย กรรมการกำกับทิศทางการสร้างเสริมสุขภาวะคนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า บ้านอิ่มใจยุคใหม่จะเป็นบ้านแห่งโอกาส เป็นที่ให้เราตั้งต้นใหม่ โดย กทม.ทำงานร่วมกับเครือข่ายหลากหลาย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มูลนิธิอิสรชน มูลนิธิกระจกเงา บริษัทตั้งต้นดี บริษัทสุขภาวะข้างถนน และทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้าช่วย เพื่อให้เป็นที่พักชั่วคราวในยามเดือดร้อน มีการฝึกอาชีพ มีคนให้คำปรึกษา พร้อมบริการพื้นฐาน เช่น อาหาร ห้องน้ำสาธารณะ ซักผ้า อย่างน้อยจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
“ทาง กทม.ลงทุนแล้ว เราเข้ามาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า แต่สิ่งหนึ่งคือต้องช่วยกันดูแล คนละไม้คนละมือ ต้องช่วยเหลือให้อภัยกัน อย่าทำให้คนไร้บ้านเสียชื่อ ให้พวกเราก้าวต่อไปในอนาคตได้ ขอบคุณทาง กทม.ที่จะพัฒนาบ้านอิ่มใจ หน่วยงานต่างๆ ยืนยันว่าจะปรับหน้าตาใหม่ เวลาเข้าพักจะยืดหยุ่นขึ้น และจะพยายามเอื้อให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้” นพ.ขวัญประชากล่าว
นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ นักวิจัยระบบสุขภาพ สำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสริมว่า การดูแลคนไร้บ้าน ควรบูรณาการทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยและสุขภาพ เพราะหากจัดการเพียงที่อยู่อาศัยโดยไม่ดูแลสุขภาพย่อมเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ภาวะติดสุรา หรือยาเสพติด
“คนไร้บ้านจำนวนหนึ่งไม่เคยไร้บ้านมาก่อน แต่เมื่อเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ทำให้ขาดรายได้และสูญเสียที่อยู่อาศัย กลุ่มนี้จึงต้องการพื้นที่ฟื้นฟูและตั้งหลักชีวิต เพื่อเปลี่ยนผ่านกลับไปทำงานได้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้สูงอายุหลายคนที่เข้ารับการฟื้นฟูและสามารถกลับไปทำงานได้แล้ว
ดังนั้น หากบ้านอิ่มใจพัฒนาเป็นบ้านพักฟื้นที่เชื่อมโยงการฟื้นฟูสุขภาพ จะช่วยรองรับกลุ่มคนที่มีปัญหาที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ได้ ขณะเดียวกัน สำหรับคนไร้บ้านที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว การมีที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพ เพราะการไร้บ้านเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพ ทั้งจากโภชนาการที่ไม่ดี การพักผ่อนไม่เพียงพอ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
หากบ้านอิ่มใจมีการดูแลทางการแพทย์บางส่วน จะช่วยให้ผู้ที่ยังไม่แข็งแรงสามารถฟื้นตัวและตั้งหลักชีวิตได้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองโครงการร่วมกับทีมกระจกเงาในชื่อ จ้างวานข้าทะลุเพดาน เพื่อฝึกคนไร้บ้านให้เป็นผู้ดูแลสุขภาพกันเอง เช่น วัดชีพจร วัดความดัน ประเมินสุขภาพ ทำแผลเบื้องต้น และช่วยเหลือฉุกเฉิน
บ้านอิ่มใจสามารถเป็นพื้นที่ให้คนไร้บ้านที่มีทักษะด้านการดูแลสุขภาพเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ เสริมทักษะการดูแลกันเอง และสร้างโอกาสในการจ้างงาน เพื่อให้ตั้งหลักชีวิตและเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีบ้านได้” นพ.อานนท์กล่าว

แม้ต้องแก้ระเบียบ ก็ต้องทำ
รูปแบบใหม่พัฒนาความร่วมมือรัฐ-เอกชน
ขณะที่ อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน กล่าวว่า อิสรชนทำงานกับคนในรูปแบบของเพื่อน ฝังลึกลงไปเก็บข้อมูล เข้าไปอยู่กับเขาในระดับหนึ่งจนเขาไว้ใจ ย้อนกลับไปในช่วงเปิดบ้านอิ่มใจในรอบแรกก่อนที่จะปิดตัว ได้เสนอโมเดลนี้เพราะเราเห็นโมเดลของอเมริกาที่มีให้เข้าพักชั่วคราว คืออาบน้ำ กินข้าว มีที่ให้คำปรึกษา เช้าออกไปทำงาน ห้ามจับจอง แต่พอเป็นโมเดลรูปแบบใหม่ที่เรามาช่วยกันในครั้งนี้ อยากเห็นการทำงานแบบเครือข่ายมากขึ้นแล้วเกิดการพัฒนาคนไร้บ้าน ได้เข้าสู่ระบบ ได้ใช้ประโยชน์ เหมือนพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่เขามีความสุขหรือมีความสบายใจ
“ประเทศไทยตอนนี้ยังไม่มี Emergency Shelter คือมีคนที่โทรเข้ามาว่าวันนี้ตกงาน วันนี้ไม่มีห้องเช่า เบื้องต้นเขาอาจจะเข้ามาเป็นที่รองรับในการปรึกษาแล้วเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือต่อ อย่างน้อยมีคนที่ให้พักพิงในคืนนี้เพื่อจะรับฟังปัญหาและเดินต่อไปข้างหน้าด้วยกระบวนการของเครือข่าย
การขับเคลื่อนงานผ่านเครือข่ายควรอาศัยศักยภาพขององค์กรเป็นหลัก เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามาปรึกษา พูดคุย และมีส่วนร่วม โดยใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นจุดตั้งต้น พัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบใหม่ แม้อาจต้องปรับแก้กฎระเบียบบางส่วน แต่สิ่งสำคัญคือการสื่อสาร การปรับทัศนคติ และการหาจุดร่วมระหว่างความเป็นระเบียบกับความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันและเดินหน้าไปได้จริง” อัจฉรากล่าว
‘จ้างวานข้า’ สร้างพื้นที่จ้างงาน
การจัดการ Case-by-case ต้องละเอียดรอบคอบ
ด้าน สิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการ ‘จ้างวานข้า’ มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า เราสร้างพื้นที่การจ้างงานให้เกิดขึ้น เรื่องที่ต้องฝากทาง กทม. หรือผู้ที่บริหารบ้านอิ่มใจ ว่าการจัดการ Case-by-case ต้องมีความละเอียด รอบคอบ
“เดี๋ยวจะเจอปัญหาเคสเข้ามา และมีจุดที่ไม่สามารถทำให้เขาไปต่อได้ แต่ถ้าเรามีความละเอียด มีความอดทนสูงพอ จะปลดปัญหาให้กับเขาได้ คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ แน่นอนว่าในทุกที่ที่เป็นเรื่องของการจัดสวัสดิการให้กับกลุ่มคนไร้บ้านสิ่งหนึ่งที่ต้องเผชิญอยู่แล้ว คือ เขาจะถามว่า เรามีงานให้เขาไหม สิ่งนี้อาจจะต้องทำให้แข็งแรงขึ้นให้ได้ เพื่อรองรับความต้องการของเขา ถ้าสิ่งนี้ไม่มี หรือสิ่งนี้น้อยจนเกินไป แน่นอนว่าสถานที่นี้จะเป็นแรงดึงดูด หรือว่าทำให้เขาเข้ามาสู่กระบวนการ หรือการจัดการต่างๆ ผมคิดว่าถ้ามันเป็นพื้นที่ที่เขาเห็นความหวังเห็นโอกาสได้แน่นอน มันจะเป็นแรงดึงดูด เป็นสินค้าชั้นดีเลยที่ให้คนไร้บ้านมา” สิทธิพลเชื่อเช่นนั้น
เป้าหมายระยะยาว ต่อยอดมีที่อยู่เอง
กลับสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
ธนะชัย สุนทรเวช กรรมการอิสระโรงเรียนตั้งต้นดี (TIJ) กล่าวว่า บ้านอิ่มใจสะท้อนความพยายามของกรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่ายที่มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มเปราะบางมาอย่างยาวนาน ทั้งอิสรชนและมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งร่วมกันออกแบบการทำงานที่ไม่มองคนไร้บ้านในฐานะผู้รับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่เป็น ‘คนทำงาน’ ที่มีศักยภาพ
จากประสบการณ์ทำงานกับผู้พ้นโทษกว่า 3 ปี ธนะชัยพบว่า วินัยและความสม่ำเสมอเป็นทักษะสำคัญที่สามารถถ่ายทอดและปรับใช้ได้ จึงเริ่มจากการดูแลปัจจัยพื้นฐาน เพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและความมั่นใจในการใช้ชีวิต
ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในหลายด้านทั้งงบประมาณ การปรับปรุงพื้นที่ และอุปกรณ์ครัว โดยมีการวางแผนฝึกทักษะอาชีพด้านอาหารเป็นหนึ่งในอาชีพนำร่อง เราไม่ได้ให้แค่วิชาชีพ แต่ให้วิชาชีวิต ตั้งแต่การดูแลตนเอง การปรับทัศนคติ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่
สำหรับผู้ที่เคยเผชิญปัญหาการใช้สารเสพติด จะมีการสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการบำบัด และยังคงรักษาโอกาสในการทำงานไว้ เพื่อให้สามารถกลับมามีรายได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายในระยะยาว คือการต่อยอดไปสู่การมีที่อยู่อาศัยของตนเอง และการกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
จากยุค ‘กวาดจับ’ ไร้มนุษยธรรม
สู่การ ‘ฟังเสียงเจ้าของปัญหา’
ฐาปณีย์ ศิริสมบูรณ์ ผอ.กองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหน่วยงานรัฐจากเดิมที่เคยเน้นการกวาดจับคนไร้บ้าน ด้วยวิธีที่ไร้มนุษยธรรมในสมัยนั้น มาสู่การทำงานเชิงรุกที่เน้นการรับฟังเสียงของเจ้าของปัญหา โดยพบว่าโจทย์สำคัญคือบ้านและงานที่ต้องมาคู่กัน
“ปัจจุบัน พม.พยายามทำกฎหมายและข้อระเบียบต่างๆ เช่น โครงการ ‘ห้องเช่าคนละครึ่ง’ ที่อุดหนุนค่าเช่าที่อยู่อาศัย และการให้เงินทุนตั้งหลักชีวิตระหว่างฝึกอาชีพ รวมถึงการแก้ปัญหาสิทธิสถานะกับคนที่ไม่มีบัตร เพื่อให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐานภายใต้แนวคิดการทำงานแบบกัดไม่ปล่อยเพื่อไม่ให้ใครหลุดออกจากระบบการช่วยเหลือ และแม้ว่าจะเป็นหน่วยงานหลัก แต่ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยพาร์ตเนอร์ที่สำคัญในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น กทม.หรือว่ามูลนิธิต่างๆ
เดิม พม.เราอาจจะอีโก้ว่า ฉันเป็นหน่วยงานหลักในการทำงาน ทุกคนต้องมารอฉัน แต่ทุกวันนี้เราทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี” ฐาปณีย์เปิดใจเล่า
ด้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้จัดการแผนงานพัฒนาองค์ความรู้คนไร้บ้านฯ กล่าวติดตลกว่า กว่าจะมานั่งอยู่ตรงนี้เกิดการตบตี (ทางความคิด) กันมาหลายรอบ โจทย์สำคัญต่อไปคือ การสร้างบทสนทนาอย่างต่อเนื่องระหว่างภาครัฐและเครือข่าย NGO เพื่อปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการเปิดศูนย์ที่จะต้องมีการปรับจูนหน้างานร่วมกับแกนนำคนไร้บ้าน
“บทบาทของบ้านอิ่มใจในฐานะศูนย์พักฉุกเฉินและศูนย์เปลี่ยนผ่านชีวิตที่จะเชื่อมต่อผู้คนเข้าสู่ระบบสวัสดิการและการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยตั้งเป้าว่าผู้ที่ก้าวเข้ามาที่นี่จะต้องไม่ตกหล่นจากสิทธิพื้นฐานใดๆ และพื้นที่นี้ไม่ใช่แค่พื้นที่ของศูนย์พักคนไร้บ้าน แต่เป็นพื้นที่ที่โอบรับทุกกลุ่มเปราะบางในกรุงเทพฯ” อนรรฆกล่าว
ถอดบทเรียนอดีต ปรับปรุงปัจจุบัน
ตอบโจทย์ (เพื่อ) อนาคตคน (ไม่) ไร้บ้าน
ขณะที่ นพ.ธีรวีร์ วีรวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ยืนยันว่าการกลับมาของบ้านอิ่มใจครั้งนี้จะดีกว่าเดิมด้วยการนำบทเรียนในอดีตมาปรับปรุง โดยมีระบบสนับสนุนที่ครบวงจรทั้งที่พักอาศัยที่ปลอดภัยและการฝึกอาชีพที่ตลาดต้องการ เช่น ช่างชุมชนและการทำอาหารร่วมกับมูลนิธิตั้งต้นดี พร้อมประสานทางกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเสริมวินัยการออมเงิน
นอกจากนี้ มีการเปิดจ้างงานอาสาสมัครที่เป็นคนไร้บ้านให้เข้ามาดูแลกันเอง และมีทีมบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกคนพร้อมกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง
ต่อจากนั้น นพ.ธีรวีร์กล่าวประโยคที่เรียกเสียงหัวเราะจากสักขีพยานผู้ฟังเสวนา โดยเอ่ยว่า
“เปิดมาแล้วถ้าเจอปัญหาอุปสรรคอะไร อย่าเพิ่งไปส่งต่อในสิ่งไม่ดี มาบอกพวกเราก่อน ผมเชื่อว่าเปิดมาแล้วอาจจะหงุดหงิด แต่ไม่ต้องไปพูดที่ไหน พูดที่นี่ จะเปิดห้องชั้นล่างเอาไว้ 1 ห้อง บอกเลยอยากเปลี่ยนตรงนั้นประมาณนี้ จะเอาเข้าที่ประชุมเปลี่ยนให้ อย่าไปส่งเสียงออกไปนะว่าไม่ต้องมา สร้างมาตั้งกี่สิบล้าน เกิดไม่มาก็กลายเป็นห้องเปล่าเลยนะ (หัวเราะ)”
50 เตียงแยกหญิง-ชาย
กำหนดเปิด-ปิด เพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ในช่วงหนึ่งของการเสวนา พี่น้องคนไร้บ้านลุกสอบถามถึงข้อสงสัยของตน เช่น บ้านอิ่มใจมีเวลาเปิด-ปิดประตูหรือไม่ หนึ่งห้องนอนได้กี่คน ระยะเวลาที่อยู่อาศัย รวมถึงสถานที่สมัครงาน
นพ.ธีรวีร์ตอบว่า บ้านอิ่มใจมีการกำหนดเวลาเปิด-ปิดเพื่อความปลอดภัย โดยหากผู้พักอาศัยต้องทำงานกะดึกสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ เบื้องต้นอาจกำหนดเวลาปิดอยู่ในช่วง 21.00-23.00 น. ส่วนพื้นที่พักอาศัยเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีเตียงสองชั้นรวม 50 เตียง แยกชาย-หญิงคนละชั้นและคนละฝั่งอย่างชัดเจน
ด้านสิทธิพล หัวหน้าโครงการ ‘จ้างวานข้า’ เสริมว่า ตามหลักการแล้วไม่ได้เป็นพื้นที่ให้ทำงานยาว แต่เป็นพื้นที่ให้ได้มาตั้งต้น เพื่อจะได้ออกไปทำงานที่อยากทำ แน่นอนว่า 1-3 เดือนพอให้ตั้งหลักได้ ถ้าถามถึงรายละเอียด กทม.คงต้องเปิด Open House ให้คนไร้บ้านมาดู สัก 50-60 คน แล้วเขาจะไปบอกต่อกัน
ขณะที่ธนะชัย กรรมการอิสระโรงเรียนตั้งต้นดี กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากให้ทุกคนฝึกอาชีพก่อน หากสนใจจะเข้าสู่การทดลองงาน 21 วัน โดยระหว่างทดลองงานจะได้รับรายได้ทันที และหากไม่ผ่านจะมีการชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน
เซฟโซนเสริมพลังสู่ชีวิตใหม่
ทีม ‘สหวิชาชีพ’ ลุยขจัด ‘ปัจจัยเหนี่ยวรั้ง’
ในช่วงท้าย อนุกูล ปีดแก้ว อดีตปลัดกระทรวง พม.และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แสดงความชื่นชมต่อก้าวย่างนี้ พร้อมเน้นย้ำว่า บ้านอิ่มใจจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยเสริมพลังและศักดิ์ศรีให้แก่คนไร้บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการกลับบ้านไปหาครอบครัว หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งต้องใช้ทีมสหวิชาชีพเข้ามาช่วยขจัดปัจจัยเหนี่ยวรั้งต่างๆ
สอดคล้องกับ ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. ที่ระบุว่าบ้านอิ่มใจคือความหวังและโอกาสสำหรับกลุ่มที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต โดย สสส.พร้อมหนุนเสริมเรื่องสุขภาวะเพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอายุยืนยาว และเข้าถึงสิทธิสุขภาพอันเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์
การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนในครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า หากรัฐและภาคประชาสังคมร่วมมือกันถอดรหัสปัญหาอย่างจริงใจ บ้านอิ่มใจจะไม่ใช่เพียงที่ซุกหัวนอน แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่คืนชีวิตและศักดิ์ศรีให้กับกลุ่มเปราะบางในสังคมอย่างยั่งยืน
บ้านอิ่มใจกำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองของความเชื่อ หากสังคมเปิดพื้นที่ให้โอกาสอย่างจริงใจ การตั้งต้นใหม่ของใครหลายคน อาจไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป
อคิรา ทองโม้
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล

