แนวปะทะวัฒนธรรม
‘ปราสาทตาควาย’
ไทยจ่อบูรณะ กัมพูชาลุยค้าน
จ่อปะทะอีกรอบ ระหว่างกัมพูชา-ไทย
ไม่ได้หมายถึงแนวชายแดน
หากแต่เป็นแนวรบทางวัฒนธรรมของ 2 ชาติ เมื่อกรมศิลปากร ราชอาณาจักรไทย ออกมาเคลื่อนไหวเดินหน้าเตรียมบูรณปฏิสังขรณ์ ‘ปราสาทตาควาย’ และ ‘ปราสาทคนา’ จังหวัดสุรินทร์
ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และคณะ ได้ไฟเขียวจากกองกำลังสุรนารี ทอดน่องลงพื้นที่สำรวจสภาพความเสียหายของ 2 ปราสาท เมื่อ 25 มกราคมที่ผ่านมา เตรียมจัดทำแผนการดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีและการขุดแต่งโบราณสถาน ก่อนบูรณะในอนาคต
ไม่กี่วันต่อมา กัมพูชาแอ๊กชั่น ประท้วงไทย กรณีเข้าจัดการปราสาทตาเมือน-ตาควาย โดยเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชายื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อกระทรวงวัฒนธรรมของไทยอย่างเป็นทางการต่อการดำเนินกิจกรรมทั้งหมดของฝ่ายไทย โดยยืนยันว่าปราสาททั้งสองแห่งดังกล่าวตั้งอยู่ภายในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ.1904 และ ค.ศ.1907 และแผนที่ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
คำประกาศดังกล่าวของฝั่งกัมพูชาระบุด้วยว่า ไม่สามารถยอมรับการใช้กำลังใดๆ ต่อแหล่งโบราณสถานและวัฒนธรรม, การบูรณะ อนุรักษ์ ขึ้นทะเบียนหรือการก่อสร้างใดๆ เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากกัมพูชา หรือการกระทำใดก็ตามที่บ่อนทำลายสถานะทางกฎหมาย ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของแหล่งโบราณสถานเหล่านี้ โดยเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมทั้งหมดที่ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย เคารพในอธิปไตยของกัมพูชาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างสันติและตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

รัวข้อมูลยิบ ยกราชกิจจาฯ 2478 ย้ำ
ยัน กัมพูชาไม่เคยท้วง
ตัดภาพมาที่ฝั่งไทย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเดินหน้าบูรณะโบราณสถานชายแดนไทย-เขมร โดยย้ำว่าปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานตามแนวเป็นของไทย จัดแถลงข่าวยิ่งใหญ่เมื่อบ่ายวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ณ พระนั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมด้วย ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานร่วมบูรณาการด้านความมั่นคงของชาติ
รัฐมนตรีวัฒนธรรม ยกข้อมูลที่ว่า ปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นโบราณสถานของไทย กล่าวคือ ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ.2478 และรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณในการบูรณะระหว่าง พ.ศ.2533-2539 จนสามารถบูรณะปราสาทประธานแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยปราศจากการทักท้วง หรือคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา
สำหรับปราสาทตาควาย เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของไทย มาตั้งแต่ พ.ศ.2544-2545 มีการจัดทำรายงานการสำรวจทางโบราณคดีเป็นหลักฐาน ซึ่งขณะดำเนินการสำรวจครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรยืนยันได้ว่า ไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกัมพูชาอยู่ในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินแดนประเทศไทย สภาพในเวลานั้น ตัวปราสาทตาควายยังมีความสมบูรณ์ กรมศิลปากรจึงไม่ได้ตั้งงบประมาณในการบูรณะ แต่ได้บรรจุในบัญชีรายชื่อโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน
เหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดต่อหลักการสากล ที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และประเทศไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้ สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน
กระทรวงวัฒนธรรม จึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงานสำรวจและบูรณะโบราณสถาน ผลจากการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาท ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
“กรมศิลปากร มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของโบราณสถาน ซึ่งมีผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการทหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับร่วมกัน ทำให้โบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของมวลมนุษยชาติต้องถูกทำลายลง ฝ่ายไทยยังคงยืนยันถึงความจำเป็นและความชอบธรรม ในการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่มีสถานะเป็นโบราณสถานของไทย และตั้งอยู่บนดินแดนของประเทศไทย” ซาบีดากล่าว
ตั้งกรรมการศึกษา หาแนวทางบูรณะ ‘ปราสาทตาควาย’
เร่งขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ
สำหรับความคืบหน้าในขณะนี้ มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจศึกษาและหาแนวทางในการซ่อมแซมโบราณสถานตามแนวชายแดนที่ได้รับความเสียหาย โดยจะมีการลงพื้นที่ ประสานกับฝ่ายความมั่นคง ทั้งนี้แม้ว่าปราสาทตาควายจะเสียหายอย่างหนักแต่ยืนยันว่าซ่อมแซมได้ ทางกรมศิลปากรจะนำผลสำรวจ มาวางแผนและจัดทำคำของบประมาณเพื่อดำเนินการออกแบบและบูรณะต่อไป
หลังจากบูรณะปราสาททั้งสามส่วนแล้วทางกรมศิลปากรจะเร่งดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานอย่างเป็นทางการ” รัฐมนตรีว่าการวัฒนธรรมเผยในวันแถลงข่าว
รอ ‘ครม. ใหม่’ เคาะงบ แต่ต้องไว
หวั่นพังทลาย ชี้ ‘ซ่อมง่ายกว่าที่คิด’
ตัดข้ามมาอีกช็อต หลังการเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ซาบีดาเผย ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ว่าอยู่ในขณะรอ ครม.ใหม่ เคาะงบบูรณะปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่า ต้องเร่งรัดให้ไว เพราะหวั่นการพังทลาย
“ต้องรอ ครม.ชุดใหม่ จึงจะเริ่มดำเนินการได้ เพราะต้องอนุมัติงบ แต่ยอมรับว่าต้องเร่งดำเนินการให้เร็ว เพื่อป้องกันการพังทลายลงมา โดยอธิบดีกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าจากการสำรวจซ่อมง่ายกว่าที่คาดการณ์ไว้” ซาบีดาระบุ
เหล่านี้ความคืบหน้าล่าสุดของประเด็นร้อน ปราสาทตาควาย และสารพัดปราสาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ชวนให้จับตาอย่างใกล้ชิด
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

