หน้าแรก ประชาชื่น ควันหลงเลือกต...

ควันหลงเลือกตั้ง ทบทวนบทเรียนก่อนเดินหน้า รัฐบาลใหม่ต้องกำหนด‘ยุทธศาสตร์ใหญ่’

11.02.26 | 12:14 น.

ควันหลงเลือกตั้ง
ทบทวนบทเรียนก่อนเดินหน้า
รัฐบาลใหม่ต้องกำหนด‘ยุทธศาสตร์ใหญ่’

หักปากกาเซียนทุกด้าม

พลิกโพลทุกสำนักอย่างไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

เมื่อพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยเหนือพรรคประชาชนที่เคยคาดการณ์กันว่าจะคว้าชัยในการเลือกตั้ง 2569

นับจากนี้ พรรคส้มควรย้อนถอดบทเรียนในทิศทางใด และรัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการสิ่งใดเพื่อเดินหน้าประเทศ

Advertisement

ชวนทบทวนเชิงโครงสร้าง เบรกทัศนคติ ‘อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง’

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ตื่นเช้าโพสต์คำในใจผ่านเฟซบุ๊ก ด้วยคอมเมนต์ขนาดยาว ว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนสามารถครองที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงเทพมหานครได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่กลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในต่างจังหวัดนั้น มวลชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนควรมีจุดตั้งต้นของการทบทวนเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดฐานสนับสนุนจึงกระจุกตัวอยู่เพียงในพื้นที่เมืองใหญ่

ทว่า แทนที่มวลชนและผู้สนับสนุนบางส่วนจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นบทเรียนทางการเมือง กลับปรากฏท่าทีที่เลือกอธิบายความพ่ายแพ้ผ่านการดูหมิ่นประชาชนในต่างจังหวัด

ทัศนคติดังกล่าวสะท้อนกรอบความคิดแบบ “อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง” (urban intellectual superiority) ที่เชื่อโดยปริยายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครคือกลุ่มคนที่มีเหตุผล มีการศึกษา และเข้าใจประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ในขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดถูกลดทอนให้เป็นเพียงมวลชนที่ “โง่ จน และถูกชักจูงได้ง่าย” ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเองอย่างมีวิจารณญาณ

“วิธีคิดเช่นนี้ไม่แตกต่างจากวาทกรรมอำนาจนิยมที่ชนชั้นนำไทยใช้ดูแคลนประชาชนมาอย่างยาวนาน หากเพียงเปลี่ยนผู้พูดจากรัฐ หรือชนชั้นนำดั้งเดิม มาเป็นมวลชนของพรรคการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตยก้าวหน้า

การอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการโทษ ความโง่เขลา ของคนต่างจังหวัด ไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวในการทำความเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองอย่างรุนแรง

ในทางกลับกัน ท่าทีดังกล่าวยิ่งเปิดโปงข้อจำกัดของการเมืองแบบศูนย์กลางเมือง ที่ไม่สามารถแปรความถูกต้องทางอุดมการณ์ให้กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

การไม่ยอมรับว่าประชาชนในต่างจังหวัดมีเหตุผล มีประสบการณ์ และมีตรรกะทางการเมืองของตนเอง เท่ากับปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสียเอง กล่าวคือ การยอมรับความเสมอภาคของพลเมืองในการตัดสินใจทางการเมือง แม้ผลลัพธ์นั้นจะไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของตนก็ตาม

หากพรรคประชาชนและมวลชนผู้สนับสนุนยังคงยึดติดกับกรอบคิดที่มอง กรุงเทพฯ คือ ศูนย์กลางของปัญญา และมองประชาชนในต่างจังหวัดอย่างหยามหมิ่น ความพ่ายแพ้ทางการเมืองก็จะไม่ใช่อุบัติเหตุชั่วคราว หากแต่เป็นโครงสร้างความพ่ายแพ้ที่ผลิตซ้ำขึ้นจากทัศนคติแบบต่อต้านประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไม่รู้ตัว” รศ.ดร.โอฬารฝากไว้ให้คิด

เปิด 4 จุดแข็ง ASML มั่นใจไทย
ดันเซมิคอนดักเตอร์โตระยะยาว

จากนั้นมาฟังข้อเสนอแนะจาก ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่ารัฐบาลชุดใหม่ ควรทำอย่างไรกับเศรษฐกิจไทยนับจากนี้

ศ.ดร.อาชนันเปิดเผยว่า การที่บริษัท ASML ซึ่งเป็นผู้นำด้านผลิตเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มีความสนใจและได้เข้ามาหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการสร้างซัพพลายเชนในประเทศไทย มาจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน คือ 1.ไทยมีจุดแข็งที่มีศักยภาพมากพอจนได้รับความสนใจ 2.ยุทธศาสตร์ของทาง ASML เองที่ต้องการกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาจากจีน

สำหรับจุดแข็งของไทย

แม้หลายฝ่ายจะมองไทยเป็นประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ทั้งในทางการเมือง และเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ล่าสุดที่ Financial times ยังวิเคราะห์ว่าไทยเป็นคนป่วยของเอเชีย (Sickman of Asia) แต่หากมองให้ลึกลงไป ไทยยังมีจุดเด่นที่หลายคนอาจจะมองข้ามและเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจาก ASML

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยค่อนข้างมีศักยภาพที่ดี ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คือ การประกอบและทดสอบชิป รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น power sensor แผงวงจรพิมพ์ (PCB) หรือฮาร์ดดิสก์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องพิมพ์ต่างๆ 2.มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับการทำงานของเครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้า และมีเสถียรภาพมากกว่าประเทศใกล้เคียง เช่น เวียดนาม 3.ไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงจะเกิดสงครามในระดับภาพใหญ่ 4.ฐานการผลิตของไทยเป็นที่น่าเชื่อถือ (Trusted Production Base) หากมาลงทุนสร้างฐานการผลิตที่ไทย ความลับทางธุรกิจของบริษัทเหล่านั้นจะไม่รั่วไหล เพราะไทยเคารพในทรัพย์สินทางปัญญาที่นำเข้ามา” ศ.ดร.อาชนันกล่าว

แนะรัฐบาลใหม่ กำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่
ฉายภาพชัด ‘ลงทุนไทย คุ้มทุนไว’

ศ.ดร.อาชนันแนะว่า รัฐบาลใหม่ หรือ BOI ควรจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ (Grand strategy) ของประเทศไทยในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์แห่งอนาคต และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งหมด เพื่อทำให้บริษัทต่างชาติใหม่ๆ ที่จะมาลงทุนในไทยเห็นภาพว่ามีการผลิตที่สามารถส่งออกและขายในประเทศได้ด้วย และทำให้บริษัทเหล่านั้นเกิดความคุ้มทุนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความดึงดูดให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติอื่นๆ ให้ความสนใจไทยมากขึ้นอีก

“จุดที่ดึงดูดที่สุดคือ ทำให้นักลงทุนมองว่าการลงทุนในประเทศไทยมีความคุ้มทุนเร็วที่สุด การคุ้มทุนตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ เช่น ยกเว้นภาษี 10-20 ปีเท่านั้น แต่ถ้าไทยมี Grand strategy และทำไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดก็จะช่วยสร้างให้เกิดทิศทางทางนโยบายที่เข้มแข็ง รวมถึงจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เราเติบโตได้จริงในระยะยาว ที่สำคัญคือ ต้องไม่มีการเปลี่ยนนโยบายที่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยแรงจากฝ่ายการเมืองด้วย เพราะถ้าเกิดการย้ายฐานการผลิตแล้วจะไม่มีการย้อนกลับมาที่ไทยอีกเลย” ศ.ดร.อาชนันกล่าว

แนะปรับแก้กฎระเบียบหนุนระดมทุนสร้างธุรกิจ

นักวิชาการท่านนี้ ระบุอีกว่า หาก ASML เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อสร้างซัพพลายเชนจริงๆ คาดว่าจะเป็นการทำชิ้นส่วนประกอบบางชิ้น ไม่ใช่เครื่องจักรเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งเครื่อง และการหวังให้บริษัทข้ามชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ก็คงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญของความอยู่รอดของธุรกิจ ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหวังให้บริษัทถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ แต่คือการสร้างความรู้ให้กับคนที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งซัพพลายเชน หรือต่อยอดความรู้นั้นไปสู่นวัตกรรม หรือธุรกิจต่อไป รัฐบาลใหม่และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรจะต้องสร้างสภาพแวดล้อม และอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยให้คนกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ให้คนเหล่านั้นใช้ความรู้ไปกับบริษัทข้ามชาติ
เท่านั้น

“ตัวอย่างเช่น การปรับแก้กฎระเบียบให้เกิดการเปิดให้สามารถระดมทุนเพื่อสร้างธุรกิจ (Venture Capital) ซึ่งที่ผ่านมา Venture Capital ของไทยส่วนใหญ่ผูกกับบริษัทใหญ่ๆ หรือธนาคารพาณิชย์ ซึ่งยังไม่ใช่บทบาท Venture Capital จริงๆ ที่กล้าเสี่ยงตั้งแต่เห็นแนวความคิดเกี่ยวกับธุรกิจ และกล้าปล่อยในส่วนที่ไปต่อไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาไทยมีแต่การอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคล (Personal Connection) ส่วนคนที่ไม่รู้จักใครก็ไปต่อไม่ได้” ศ.ดร.อาชนันทิ้งท้าย

นี่คือส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจาก 2 นักวิชาการต่างสาขา ที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง