ถนนสายนี้ไม่มีวันตาย
‘Spirit of Place’ มรดกวรรณกรรม อนาคตสิ่งพิมพ์ไทย
ปลุกชีพย่านผ่าน ‘วัฒนธรรมอ่านสร้างเมือง’
ต้องบอกว่ากระแสตอบรับมาแรงสุดๆ สำหรับการปลุก ‘ย่านเก่า’ ให้ฟื้นคืนชีพ
ไม่ว่าจะตลาดน้อย ทรงวาด เยาวราช เจริญกรุง นางเลิ้ง กุฎีจีน
นอกจากจะสร้างสีสัน เป็นจุดเช็กอินของเหล่าเจนซี ยังตามมาด้วยรายได้ของคนในพื้นที่ และอัตลักษณ์ประจำย่านที่ถูกมองเห็น ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา
ทั้งด้วยการครีเอตอีเวนต์ประจำย่าน ตลอดทั้งนิทรรศการที่สร้างอิมแพกต์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
จบไปหมาดๆ สำหรับ Spirit of Place ถนนหนังสือ ถนนแห่งความรักของเรา นิทรรศการบอกเล่าทั้งเรื่องราวเรื่องเล่า ในยุคเรืองรองของสิ่งพิมพ์สยาม ส่วนหนึ่งในเทศกาล BANGKOK BOOK DISTRICT หรือ BKKBDF2026 ซึ่งจัดขึ้นในช่วง Bangkok Design Week 2026 ย่านพระนคร
นำเอาวัฒนธรรมการอ่าน มาใช้ในการกระตุ้นพื้นที่เมืองผ่านย่าน ทั้งผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร เวิ้งนาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน และนางเลิ้ง
ฟีดแบ๊กเกินคาด หลังเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 29 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านพ้นมา ณ อาคารวัฒนาพานิช
พาผู้ชมมุ่งสำรวจการถ่ายทอดจิตวิญญาณของย่าน ผ่านประวัติศาสตร์การพิมพ์ วัฒนธรรมหนังสือ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่
พาย้อนกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองของสิ่งพิมพ์ไทย ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการก่อร่างสร้างวงการหนังสือยุคใหม่ ผ่านเรื่องราวของบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะ ก.ศ.ร.กุหลาบ เทียนวรรณ, รงค์ วงษ์สวรรค์ และ อาจินต์ ปัญจพรรค์
ควบคู่กับการจัดแสดงต้นฉบับลายมือของ ‘บรรณาธิการชั้นครู’ นิตยสารหายาก ไล่เลียงไปถึงสิ่งพิมพ์จากโรงพิมพ์เก่าแก่
หรือแม้แต่ การต่อยอดมรดกวรรณกรรม ด้วยงานออกแบบร่วมสมัยจากกลุ่มดีไซเนอร์ Wrongdesign ที่ช่วยชุบชีวิตวรรณกรรมคลาสสิกให้กลับมาสื่อสารกับผู้ชมในยุคปัจจุบัน
พร้อมเปิดพื้นที่ให้ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ผู้ผลิตเนื้อหา ผู้จำหน่าย ผู้อ่าน และชุมชน ร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนา ‘ย่านหนังสือ’ ในบริบทปัจจุบัน ควบคู่กับการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม

แหล่งชุมนุม ‘นักคิด นักเขียน’
ย้อนโลกแห่งการพิมพ์ เชื่อมจิตวิญญาณแห่งหนังสือ
เสียงแท่นพิมพ์ดังอึกทึก ทั้งวันยันหว่าง
กลิ่นหมึกล่องลอยในลมหายใจ ไปทางไหนก็พบโรงพิมพ์แทบทุกมุมถนน
ทั้งหมดคือภาพบรรยากาศที่คุ้นชิน ของผู้คนในรั้วกำแพงพระนครเมื่อครั้งอดีต เกือบ 2 ศตวรรษ
โลกแห่งการพิมพ์ ที่เข้ามาแทนที่การเขียนลายมือ และมีส่วนพลิกโฉมสยามประเทศให้ทันสมัย
ย่านอย่างเจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร วังบูรพา ไปจนถึงบางลำพู เคยเป็นศูนย์กลางความรู้ ความคิด และข่าวสาร โรงพิมพ์ ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ผุดขึ้นรายรอบหน่วยงานรัฐ ชุมชน และวัด
ทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็น ‘แหล่งชุมนุมของนักคิด นักเขียน และศิลปิน’ ผู้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนสังคมไทยในหลายยุคสมัย
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ธุรกิจการพิมพ์จำนวนไม่น้อยค่อยๆ เลือนหาย บางรายปิดตัว บางร้านเปลี่ยนบทบาท แต่สิ่งที่ไม่จางไปพร้อมกาลเวลาคือ ร่องรอยของ ‘จิตวิญญาณแห่งหนังสือ’ ที่ยังฝังอยู่ในย่านเก่า
ทั้งในชื่อถนน อาคาร ร้านค้า ความทรงจำของผู้คน
นิทรรศการจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การบอกเล่าอดีต หากยังพาผู้ชมมองไปข้างหน้า ผ่านการเกิดขึ้นของร้านหนังสืออิสระ สำนักพิมพ์ขนาดเล็ก และพื้นที่สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ที่เลือกหยั่งรากอยู่ในย่านประวัติศาสตร์เหล่านี้
หนังสือบางเล่มจากอดีตถูกนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่ ขณะที่เรื่องเล่าของชุมชนและย่านก็ถูกถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับพื้นที่เมือง

ปวศ.ที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
สุจิตต์ ร่ายความทรงจำ ‘ย่านเฟื่องนคร’
หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการ คือการนำ ‘เสียงของผู้รู้ และผู้มีความทรงจำร่วมกับย่านสิ่งพิมพ์’ มาถ่ายทอดผ่านสื่อวิดีโอ เพื่อเติมชีวิตให้กับประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่บนหน้ากระดาษ
หนึ่งในนั้นคือ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักคิด นักเขียน นักโบราณคดี ที่ผูกพันกับย่านเฟื่องนครและโลกของสิ่งพิมพ์มาอย่างยาวนาน
นำเสนอผ่านสื่อวิดีโอโดย ปณัสย์ พุ่มริ้ว เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ยอดมนุษย์ คนธรรมดา เล่าถึงเหตุผลที่เลือกสุจิตต์ วงษ์เทศ ว่าจุดเริ่มต้นมาจากการค้นคว้าข้อมูลด้านประวัติศาสตร์การพิมพ์ ผ่านหนังสือ ‘สยามพิมพการ’ ในเครือศิลปวัฒนธรรมของมติชน
ถือเป็นงานเขียนที่รวบรวมประวัติศาสตร์การพิมพ์ไทยไว้อย่างละเอียด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือ ‘ไบเบิล ด้านประวัติศาสตร์การพิมพ์ของประเทศ’ ซึ่ง สุจิตต์ เป็นบรรณาธิการของเล่มนี้
“เรารู้สึกว่าเลือกคนได้ถูกต้อง เพราะมาทราบภายหลังว่า สุจิตต์ เป็นเด็กวัดเทพธิดาราม ใช้ชีวิตอยู่แถบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน เห็นโรงพิมพ์ในย่านเฟื่องนครมาตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยม จนถึงเข้ามหาวิทยาลัย และยังมีประสบการณ์ตรงกับการก่อตั้ง ‘ประชาชาติ’ ก่อนจะมาสู่ ‘มติชน’
นี่คือประวัติศาสตร์ในความทรงจำที่ละเอียดมาก เป็นเรื่องเล่าที่หาอ่านไม่ได้จากหนังสือเล่มไหน”
ปณัสย์ยังเล่าด้วยว่า สุจิตต์เตรียมตัวมาสัมภาษณ์อย่างจริงจัง เขียนข้อมูลใส่แฟ้มมาอย่างเป็นระบบ และถ่ายทอดเรื่องราวด้วยรายละเอียดเชิงลึก ทำให้คลิปวิดีโอชิ้นนี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งในแง่เนื้อหาประวัติศาสตร์ และในฐานะบทเรียนการทำงานด้านสื่อ และความรู้ร่วมสมัย
หวังปลุก ‘อุตสาหกรรมหนังสือ’
ย่านความเจริญ แห่งแรกของกรุงเทพฯ
ปณัสย์ยังเผยถึงแรงผลักดันให้เกิดนิทรรศการ Spirit of Place อันเนื่องมาจากความตั้งใจที่จะฟื้นฟู ปลุกให้ ‘อุตสาหกรรมหนังสือ’ กลับมาคึกคักขึ้น
“ตัวนิทรรศการ Spirit of Place ตั้งใจที่จะค้นหาจิตวิญญาณของพื้นที่หรือว่าความเป็นย่านหนังสือในอดีตให้กลับคืนมา เลยเกิดเป็นไอเดียให้เรากลับมา Research กันว่าพื้นที่แถวพระนคร เคยมีหนังสือหรือว่าโรงพิมพ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีผลอะไรกับการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมา” ปณัสย์เล่าถึงที่มาของไอเดีย
ส่วนที่เลือกย่านนี้เพราะพยายามโฟกัสเริ่มต้นที่ย่านพระนคร ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านหนังสืออิสระเยอะ
“เป็นย่านประวัติศาสตร์การทำหนังสือ ย่านความเจริญแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร และเคยมีโรงพิมพ์เก่าแก่ ธุรกิจการพิมพ์เกิดขึ้นเยอะที่นั่น”
เลยตัดสินใจกันว่าจะเริ่มต้นกันที่ย่านพระนคร ด้วยหลายๆ เหตุผล เป็นทั้งย่านร้านหนังสืออิสระ บ่มเพาะประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ปณัสย์ย้อนความทรงจำของตัวเองด้วยว่า สมัยเรียนมัธยมชอบมาเดินแถววังบูรพา เมื่อก่อนจะเต็มไปด้วยร้านหนังสือมากมาย หนึ่งในนั้นชื่อว่า ‘แพร่พิทยา’ ซึ่งปิดไปแล้ว
“แต่จำได้ว่าสมัยก่อนซื้อเกมแถวสะพานเหล็ก แบบเด็กเนิร์ดๆ เสร็จแล้วก็จะแวะเข้าร้านหนังสือ นั่งอยู่เป็นชั่วโมง ชอบบรรยากาศของย่านนี้ มีหลายร้านให้เราแวะไปดู
อย่างน้องชายผมเขาเป็นแฟนคลับ ‘พล นิกร กิมหงวน’ ก็จะมีช่วงเวลาที่เขาจะแวะมาหาซื้อ กลับไปสะสม ผมอยู่ทวีธาภิเศก อยู่ไม่ไกลจากแถวนั้นข้ามฝั่งมาเดินเล่นแถววังบูรพา” ปณัสย์แชร์โมเมนต์ดีๆ ที่ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา
ถ่ายทอด ‘ความรักในตัวอักษร’
ขุดหนังสือหายาก ผลงานชั้นครู
เป็นนิทรรศการเล็กๆ ที่สุดแสนจะอบอุ่น เมื่อหนังสือพาคนรักสิ่งพิมพ์กลับมาพบกันอีกครั้ง
จากคนทำหนังสือ ถึงทายาทโรงพิมพ์ นำพาผู้ชม ให้ค่อยๆ ใช้เวลากับนิทรรศการอย่างตั้งใจ
ปณัสย์เผยว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการจัดนิทรรศการ คือ การหาหนังสือมาจัดแสดง
ซึ่งเริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า พื้นที่ในย่านนั้นเคยมีประวัติศาสตร์ของหนังสือ หรือว่าคนทำหนังสือใครบ้างที่เคยโดดเด่นในย่านนั้น บางเล่มยังพอหาได้ เช่น นิตยสารเฟื่องนคร ของ รงค์ วงษ์สวรรค์ ยังหาซื้อตามออนไลน์ได้ แต่มีบางเล่มที่หายาก เช่น สยามพิมพการ และสยามประเภท ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ อาจจะต้องมาแบบพรินต์
“โชคดีที่ได้รู้จักกับ ‘สำนักพิมพ์โอเลี้ยงห้าแก้ว’ ที่ทำหนังสือเกี่ยวกับ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้รู้ว่าเขามีของสะสมไว้เยอะมาก ซึ่งยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ได้ลองติดต่อไป โชคดีที่เขาให้เกียรติเมตตา ให้ของมาจัดแสดง
รวมถึงได้ค้นพบว่าเขาเก็บทั้ง Art Work และนิตยสารของมติชนไว้ รวมทั้งภาพวาดการ์ตูนของ ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ เป็นนักเขียนการ์ตูนของมติชนรุ่นแรกๆ ซึ่งตรงกับเนื้อหาที่เราต้องการพอดี จึงได้มีโอกาสขอยืมมาจัดแสดงที่นิทรรศการด้วย
“แม้นิทรรศการ Spirit of Place จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าชม โดยส่วนใหญ่เป็นคนไทย ทว่ามีความหลากหลายของผู้คนอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์
ซึ่งหลายคนใช้เวลาอยู่กับนิทรรศการค่อนข้างนาน ตั้งใจอ่านเนื้อหาอย่างละเอียด บางส่วนกลับมาชมซ้ำเป็นครั้งที่สอง แม้กิจกรรมบรรยายจะจบลงแล้วก็ยังเลือกเดินดูต่อ” ปณัสย์แชร์ฟีดแบ๊กที่ไม่คาดคิด
แล้วทำไมต้องใช้สถานที่ ‘วัฒนาพานิช’ เป็นที่จัดนิทรรศการ?
วรมน ตันตาปกุล (ปุยเมฆ) อาสาสมัคร volunteers Bangkok Design Week เล่าว่า จุดประสงค์แรก คือ ต้องการถ่ายทอดความรักในหนังสือ บนถนนบำรุงเมือง
ให้คนได้รู้ว่าเมื่อก่อนถนนเส้นนี้ เกิดโรงพิมพ์และเกิดความรักที่มีต่อหนังสือ
ต้องการพิมพ์หนังสือดีๆ ให้ผู้คนได้ซึมซับ
“ร้านวัฒนาพานิช เน้นพิมพ์สื่อการเรียนการสอน และสื่อสิ่งพิมพ์สำหรับเด็ก เด็กจะได้อ่านหนังสือที่สนุกและมีคุณภาพ สถานที่นี้เป็นหน้าร้านเก่าจะเห็นได้จากการตกแต่งร้านที่เป็นล็อกโชว์หนังสือเลย
เมื่อก่อนร้านวัฒนาพานิชเป็นโรงพิมพ์ด้วย และเปิดเป็นหน้าร้านขายเองด้วย ตึกตรงนี้ปิดตัวไปแล้ว แต่ว่าทางโรงพิมพ์วัฒนาพานิชไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่มีอาคารโรงพิมพ์อีกฝั่งด้านหลัง” วรมนเล่าให้เห็นภาพ
แม้เป็นการจัดงานเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ในโรงพิมพ์ย่านบำรุงเมืองเป็นครั้งแรก จากความสนใจของทีมงานที่มีต่อโรงพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์เก่าๆ อยู่ในเขตพระนคร จึงมาดูสถานที่ ขอความร่วมมือจากทางเจ้าของขอใช้สถานที่ มีตัวอย่างหนังสือและสื่อ เฟื่องนคร บำรุงเมือง นาครเขษม วังบูรพา วางหนังสือที่เกี่ยวข้องเรื่อยๆ
“ถือว่าผลการตอบรับดีเกินความคาดหมาย เพราะอาจจะไม่ค่อยมีคนเดินผ่านมาทางนี้ได้ ด้วยตัวงานบางกอกดีไซน์วีค และตัวบางกอก บุ๊กดิสทริกต์ ร้านและย่านต่างๆ ค่อนข้างกระจายตัว จะไม่เหมือนกับทางเจริญกรุงหรือตลาดน้อย ที่งานจะกระจุกและต่อกันได้เลย
แต่ถือว่าได้รับความสนใจจากต่างชาติมากกว่าที่คิดไว้ ทั้ง จีน เกาหลี คนฝั่งยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจ” วรมนเล่าพร้อมรอยยิ้ม
ไม่มีวันตาย ท้าทายยุคดิจิทัล
‘ถนนหนังสือ’ จะฟื้นคืนชีพ
ท่ามกลางกระแสดิจิทัลและอีบุ๊ก ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ปณัสย์มองว่าหนังสือเล่มยังคงมีคุณค่าเฉพาะตัวที่โลกออนไลน์ไม่อาจทดแทนได้ ตั้งแต่สัมผัสของการถือจับ ความรู้สึกผูกพัน ไปจนถึงกระบวนการร้อยเรียงความคิดอย่างเป็นระบบ
ผ่านการทำงานของบรรณาธิการ การแบ่งบท และการกลั่นกรองเนื้อหาอย่างละเอียด
การอ่านหนังสือจึงไม่ใช่เพียงการเสพข้อมูล แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยสมาธิและการจดจ่อ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการทำงานและการใช้ชีวิต ทั้งยังสะท้อนความหวังที่อยากเห็นผู้คนหันกลับมาให้เวลากับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ และอยากเห็นธุรกิจหนังสือกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เช่นเดียวกับกระแสการกลับมาอ่านหนังสือในหลายประเทศทั่วโลก
ปณัสย์แอบกระซิบด้วยว่า Bangkok Book District ยังไม่จบเพียงเท่านี้ พร้อมกลับมาอีกครั้ง ตั้งใจที่จะเดินหน้าต่อ รูปแบบและธีมกิจกรรมในรอบหน้ายังอยู่ระหว่างการหารือ ต้องลุ้นกันต่อไป
แต่แน่นอนว่าจะกลับมาพร้อมประเด็นใหม่ๆ เกี่ยวกับหนังสือและสิ่งพิมพ์
ไม่ว่าจะเป็นงานโฆษณาเก่า หนังสืองานศพ หรือมิติอื่นๆ ของวัฒนธรรมการพิมพ์ที่ยังรอการเล่าเรื่องด้วยแรงบันดาลใจ
ซึ่งทางผู้จัดเชื่อว่า ‘ถนนหนังสือ’ สายนี้ จะยังพาผู้คนกลับมาพบกันอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
มากกว่านิทรรศการ เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ผ่านเสียงของผู้คน หนังสือ และพื้นที่เมือง
Spirit of Place ยังชี้ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญ ว่าเราจะใช้ ‘มรดกทางปัญญา และวัฒนธรรมการอ่าน’ เป็นพลังในการสร้างอนาคตของเมืองได้อย่างไร?

