หน้าแรก ประชาชื่น โทชิ คาซามะ ‘...

โทชิ คาซามะ ‘ขอร้องคนไทย ตาสว่าง’ หยุดฟอกขาวให้ นักการเมืองโกงชาติ ประหารโหด ลดอาชญากรรมแบบใด?

15.02.26 | 11:24 น.
ภาพจาก : แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

โทชิ คาซามะ ‘ขอร้องคนไทย ตาสว่าง’
หยุดฟอกขาวให้ นักการเมืองโกงชาติ
ประหารโหด ลดอาชญากรรมแบบใด?

ท่ามกลางข้อครหา ปนก่นด่า ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยวิธีการที่ฉ้อฉล

ยิ่งกว่าคืนหมาหอน ซื้อเสียงจากประชาชนผ่านหัวคะแนนที่ไม่ชัวร์ว่าจะกาให้จริง ยังลือถึงวีธีการที่เฉียบกว่านั้น

คือ ‘ซื้อทั้งหน่วยเลือกตั้ง’ ด้วยอิทธิพลอัดฉีดงบไม่อั้นจากกลุ่มทุน ‘สีเทา’

แล้วเราจะวางใจได้อย่างไร? หากนักการเมืองที่อาสาเข้ามาทำงาน ไม่ได้เชี่ยวชาญการบริหาร หากแต่ชำนาญในกลโกงมาก่อน

Advertisement

แน่นอนว่าการ ‘ถอนทุนคืน’ หลังเข้าสู่ตำแหน่ง ดูจะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้

และแน่นอนว่า ในทางการเมือง ยังต้องทำงานอีกมาก เพื่อให้ประชาชนส่วนมาก เห็นความสำคัญว่า ‘ปลายปากกา’ มีอำนาจกว่าแบงก์ม่วง แบงก์เทา

ว่า 1 สิทธิ 1 เสียงของเราคือ ‘ใบอนุญาต’ ฟอกขาวให้คนโกงชาติ เข้ามาสูบกินทรัพยากรในประเทศ

ใช้ ‘กฎหมาย’ เป็นแบ๊กอัพทางอำนาจ

ยิ่งกว่าโกงเลือกตั้ง
คือมายด์เซตหนุน ‘ฆ่าคน’

“เราไม่อยากฆ่ามนุษย์ ได้โปรดทำให้ ‘การประหาร’ หมดไปจากโลกนี้ซะที

มันไม่ได้ช่วยใครเลย ทั้งกับครอบครัวผู้เสียหาย ผู้รอดชีวิต หรือสังคม”

เมื่อ ‘เพชฌฆาต’ เต็มไปด้วยแผลทางใจ ผู้ที่ต้องง้างไก คือมนุษย์ที่มีหัวใจไม่ใช่หุ่นยนต์ จนต้องฝากสาส์นนี้ไปบอกคนทั้งโลกผ่าน โทชิ คาซามะ (Toshi Kazama)

ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ผู้ผันตัวเดินสายถ่ายภาพแดนประหารทั่วมุมโลก นับแต่ปี 2539 เพื่อต่อต้านการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม “ฆ่าคน ในนามของความยุติธรรม”

กว่า 90 ประเทศ ตระเวนถ่ายภาพมาแล้วทั้งเรือนจำ นักโทษ แดนประหาร ครอบครัวของผู้เสียหาย ไล่เลียงไปถึงเพชฌฆาต อัยการ นักกฎหมาย ทนายความ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

แฟลชแบ๊กกลับไปช่วงก่อนเลือกตั้ง หลัง ‘โทชิ’ แลนดิ้งถึงเมืองไทย เพื่อมาร่วมรณรงค์ ยุติโทษประหาร

เขาบอกตรงๆ ว่าไม่เซอร์ไพรส์ ที่เห็นป้ายหาเสียงไฮไลต์ ‘นโยบายโทษประหาร’ กับคดีฆ่าข่มขืน หรือโกงกินบ้านเมือง

แต่ขอหย่อนคำถามกลับมาให้ร่วมกันตอบว่า มีใครเคยเห็นแดนประหาร ใน ‘เรือนจำบางขวาง’ กันบ้าง?

‘แทคติคหาเสียง’ เล่นกับความสะใจ
จบชีวิตอาชญากร อาชญากรรมไม่ได้หมดไป

เพียงภาพที่ได้เห็น แต่ไม่เคยสัมผัสวิธีการ กลิ่น เสียง

แม้แต่นักการเมืองที่สนับสนุน ก็ไม่เคยไปเยือนแดนประหาร กลับรณรงค์ให้ใช้ความรุนแรงขั้นสุดกับอาชญากรรมต่างๆ

“เป็นแทคติคที่นักการเมืองทั่วโลกเลือกใช้ เล่นกับความสะใจเพื่อกวาดคะแนนเสียง แต่ครอบครัวเหยื่อออกมาบอกแล้วว่า เยียวยาได้ไม่จริง”

อีกทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศ ย้ำชัดว่า การลงโทษที่รุนแรง ไม่มีนัยยะต่อการลดลงของอาชญากรรม

“แต่ทำไมยังมีการใช้โทษประหารชีวิต ในการรณรงค์ตอนเลือกตั้ง เพราะมันกระตุ้นเร้าความรู้สึกได้สูง นักการเมืองเลยเชื่อว่าเราทำเรื่องที่มัน Emotional จะช่วยดึงคะแนน สร้างฐานเสียงให้เขาได้”

จาก 35 รายการฐานความผิด ในลิสต์คดีอาชญากรรม ล่าสุดมีความพยายามจากนักการเมือง 2-3 พรรค ประกาศอย่างโจ่งแจ้ง เสนอเพิ่ม คอร์รัปชั่น สแกมเมอร์ รวมถึง ข่มขืน

เขียนเสือให้วัวกลัว มัวแต่แก้ที่ปลายทาง

ประหารคนเดินยา แต่ไม่จับพ่อค้ารายใหญ่?

สำหรับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ตอกย้ำในหลักการที่ว่า การประหาร ไม่ต่างจากการทรมานขั้นสุด

อีกทั้งยังลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรายังมีการ ‘ฟื้นฟู หรือจำคุกตลอดชีวิต’ เป็นทางเลือกที่เวิร์กกว่า

หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษา แม้ว่าไทยบังคับใช้ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ทว่า หลายต่อหลายเคส หมดสิทธิพิสูจน์ความบริสุทธิ์

ไม่ต้องพูดถึงแพะรับบาป เหยื่อเชื้อชาติ ศาสนา อคติทางการเมือง บ้างก็ถูกฆ่าตัดตอน คลุมถุงดำ สังหารนอกกระบวนการ ไม่มีโอกาสได้แก้ต่าง

“คนมักคิดว่าจะทำให้คนเกรงกลัว แต่ไม่เลย ทุกคนไม่อยากเป็นเหยื่อ ถูกข่มขืน สแกมเมอร์ หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งการที่นักการเมืองจะเพิ่มโทษ มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่า เราน่าจะปลอดภัย แต่มันทำให้สังคมเราปลอดภัยอย่างแท้จริงหรือเปล่า กับแค่การเพิ่มรายการฐานความผิดอาญา เข้าไปในลิสต์?” โทชิชวนให้คิดตาม

‘การจบชีวิตอาชญากร ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมหมดไป’ เขามองว่าถ้านักการเมืองหวังดีกับสังคมจริงๆ ต้องใช้มาตรการป้องกัน

“เพราะเราไม่แก้ที่ต้นเหตุ เน้นแต่ใช้การลงโทษ เป็นการ ‘ใช้ความรุนแรง ตอบโต้ความรุนแรง’ จนทำให้เกิดวงจรอุบาทว์” เขาตอกย้ำว่า นักการเมืองไทยยังไม่ดูให้ถึงรากเหง้า

‘กัมพูชา’ ยังยกเลิก
ยกเคสยุโรป เปลี่ยนมายด์เซตลงโทษ
ใช้วิจัยป้องกัน

โทชิ หยิบฮาวทูของฝั่ง ‘ยุโรปเหนือ’ ที่ทำแล้วเวิร์กมาก คือใช้หลักการ ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เรียนรู้ความผิดพลาด แก้ไข บำบัดผู้ก่อ เยียวยาผู้เสียหาย แต่สำคัญสุดคือ ‘วิจัยเพื่อป้องกัน’

ยกเคส สังหารหมู่บนเกาะใน ‘ค่ายฤดูร้อนที่นอร์เวย์’ ไม่มีครอบครัวไหนเรียกร้องให้ประหาร

ในขณะที่ฝั่งเอเชีย เราคิดหาวิธีการ ‘ลงโทษ’

‘เราส่งผ่านหน้าที่ในการฆ่าคน ให้กับเพชฌฆาต’ โดยที่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า ถ้าเราต้องเป็นคนที่เสียบเข็ม เดินยาพิษ กดปุ่ม เหนี่ยวไกใส่เขา เราทำได้หรือเปล่า”

ที่ผ่านมา โทชิ เคยเข้าไปร่วมรณรงค์ที่ ‘มองโกเลีย’ เขาใช้เวลา 2 ปี คุยทั้งกับผู้พิพากษาหัวหน้าศาลสูงสุด กระทั่งเปลี่ยนใจมา ให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ 2 ของ ‘กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง’ (ICCPR) จนในที่สุด ยกเลิกในปี 2560

ปัจจุบัน 145 ประเทศ หรือ 2 ใน 3 ทั่วโลก ยกเลิกแล้ว

มองความเป็นจริงรอบบ้าน มี 6 ชาติที่ยังคงโทษประหาร

กัมพูชา คือ 1 ใน 2 ประเทศอาเซียนที่ยกเลิกไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงฟิลิปปินส์

หันมาดู ประเทศไทย ซึ่งพักการใช้โทษประหาร มีอัตราการก่ออาชญากรรม 4.8 คนต่อ 1 แสนประชากร

ถามว่าถ้าเราไม่มีการประหาร อัตราการก่ออาชญากรรม จะลดลงจริงหรือ?

โทชิ ยกเคส สวีเดน 1.1 แสนคนต่อประชากร หรืออย่าง ฝรั่งเศส ตอนแรกที่ยกเลิกโทษ ประชาชนไม่พอใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทำไมอัตราการฆาตกรรมของเขาลดลง?

“กัมพูชา ไม่มีโทษประหารชีวิต อัตราอาชญากรรม แค่ 1.8 แต่ของไทย 4 กว่า”

เพราะว่าถ้าไม่มีโทษประหารชีวิต เราจะเน้นเรื่องการป้องกัน นักการเมืองก็จะหันมาโฟกัส ว่าเราไม่มีวิธีลงโทษรุนแรง ทำยังไงไม่ให้เกิดขึ้น สังคมจะโฟกัสการป้องกันมากกว่า จำนวนอาชญากรรมก็จะลดลงตามไปด้วย”

ช่างภาพที่เห็นความตายมานักต่อนัก ชี้ให้เห็นว่า เราโฟกัสผิดจุดอย่างแรง

ซึ่งต้องบอกว่าในปัจจุบัน ‘เอเชีย’ ถูกมองเป็น ‘Hub ของโทษประหาร’ ในสายตาของนานาอารยประเทศ

นี่คือความบ้าคลั่ง
พัฒนาระบบ ให้มนุษย์เข่นฆ่าคน

เปิดให้ดูวิธีการที่น่าสะอิดสะเอียน จากหลายมุมโลก

เริ่มจาก ไต้หวัน ห้องสังเวยใน ‘เมืองพุทธ’ ที่ทั้งย้อนแย้งและน่าหดหู่ นักโทษประหารเดินผ่านประตูที่มี ‘พระพุทธรูป’ เหนือหัว

ต้องจุดธูปไหว้พระเพื่อกันวิญญาณหลอกหลอน ก่อนเดินไปเข้าไปเจอกับ เก้าอี้ 3 ตัว สำหรับเจ้าหน้าที่อัยการ คล้ายบัลลังก์ให้นั่งเป็นพยานการตาย

สั่งนอนคว่ำบนผ้าห่ม ที่ปูบนทรายดำเพื่ออำพรางคราบเลือด ตั้งสำรับมื้อสุดท้ายก่อนลิ้มรสความตายในห้องที่มีรูปพระบนผนัง

ยิงที่หัวใจจนกว่าจะตาย ยิงที่ต้นคอถ้าบริจาคร่างกาย…

รถพยาบาลจอดหน้าประตู รอเก็บอวัยวะไปขาย ส่วนที่ดีที่สุดคือ อวัยวะที่มาจากคนที่ตายไม่สนิท!

แน่นอนว่า หน้าที่เกลี่ยทรายให้พร้อมสำหรับร่างถัดไป คือ เพื่อนนักโทษด้วยกัน

สำหรับ ‘จีน’ คือประเทศนัมเบอร์วัน อัตราประหารต่อปี อยู่ที่ 5,000-10,000 ชีวิต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็น ‘แหล่งเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ’ ราวกับเป็นชิ้นส่วนสินค้า ในอุตสาหกรรม ‘อะไหล่มนุษย์’

ขณะที่ ญี่ปุ่น ใช้วิธีแขวนคอ ปาหิน รมแก๊สแบบที่นาซีใช้รมยิว, รวมถึง สิงค์โปร์ ที่ใช้วิธีแขวนคอ

“ตอนแรกนึกว่าทำให้ขาดอากาศหายใจ เขาใช้เชือกแขวนคอ แล้วเปิดประตู (มี 5-7 ปุ่ม) ให้ร่างคนหล่นตุบ! จากความสูง 5-10 เมตร คอขาดยืดยาว หัวกับตัวไปคนละทาง

คือความจริงในการฆ่ามนุษย์ ไม่มีนักการเมืองคนไหนเคยไปเห็นภาพนั้น

นี่คือความบ้าคลั่ง! มนุษย์เราสร้างระบบขึ้นมา เพื่อฆ่าคนอื่น”

ประหารโหด ในโลกแห่งเสรีภาพ
สภาพที่แวดล้อม-คนที่ขาดรัก
คือต้นตออาชญากรรม

ในประเทศโลกที่หนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น ผู้นำทางสิทธิเสรีภาพ อย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’

ทว่า เป็นประเทศเดียวในภูมิภาค ที่ใช้การประหาร 16 ปีติดต่อกัน

ด้วย Electric Chair จับชอร์ตไฟบนเก้าอี้ไฟฟ้า

ในห้องเล็กๆ ขนาดราว 3×3 ก้าวแรกที่เข้าไปทำให้เขาขนลุก มันมีมวลบางอย่าง กลิ่นเผาไหม้จากร่างกายมนุษย์ ฝังติดผนัง

“ให้นั่ง ใส่เครื่องพันธนาการ ใส่หน้ากาก พยานการเสียชีวิตจะได้ไม่ต้องเห็น ‘ตาถลน’ เด้งออกมา ใส่หมวกกระแสไฟฟ้าครอบหัว แล้วเปิดไฟให้สัญญาณว่า Ready”

“ทั้งร่างกายจะดำไหม้เกรียม ทิ้งรอยดำจากกระดูกก้นกบ ด้านหลังกำแพงอิฐ มี 2 สวิตช์คันโยกเปิด-ปิด ใช้ผู้คุม 2 คนสับพร้อมกัน ทำให้ไม่มีใครรู้ รู้สึกผิดน้อยลง”

แม้ว่าหลายเคส จะเป็นทั้งผู้เยาว์ มีปัญหา EQ ต่ำ อย่าง ‘ไมเคิล บาร์นส์’ ทั้งที่เขาบอกตำรวจว่าเห็นคนอื่นทำ แต่กลับถูกจับ ตอกย้ำตัวเองด้วยว่า “I’m A Bitch” เพราะถูกข่มขืนย่ำยีศักดิ์ศรี ก่อนถูกตัดสินให้จบชีวิตทั้งที่ไม่ได้เป็นคนผิด บางคนเลือกที่จะรับจบแทนน้องสาว

สวิตช์ภาพไปที่ ‘รัฐลุยเซียนา’ ในห้องประหาร มีโทรศัพท์ฮอตไลน์ 2 สายติดบนฝา

สายหนึ่งจากหัวหน้าทัณฑสถาน อีกสายจากผู้ว่าการมลรัฐ เผื่อเอาไว้ระงับการประหาร

“ผู้คุมเตรียมนักโทษ รับศีล เดินสารเคมีแล้ว แต่ 10 นาทีก่อนประหารมีสายเข้า ผู้คุมทุกคนในห้องร้อง เย้! ดีใจที่วันนี้ไม่ต้องฆ่าคน เขาเลยรับโทรศัพท์ด้วยความยินดี เที่ยงคืน ผู้ว่ามลรัฐโทรมา ด้วยเสียงคนเมา ‘Just Carry on The execution’ แล้ววางสาย กลั่นแกล้งคนด้วยการให้ความหวัง”

หนึ่งความประหลาด คือห้องฉีดสารพิษ มีห้องข้างๆ ให้ครอบครัวผู้เสียหายไว้นั่งชมการประหาร ราวกับดูกีฬา

อีกเคสที่มีโอกาสได้เจอในปี 2542 คือ Christa Pike นักโทษประหารหญิงที่อายุน้อยที่สุด ซึ่งวันที่ 30 กุมภาพันธ์นี้ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จะต้องเลือกวิธีการตายด้วยตัวเอง เก้าอี้ไฟฟ้า หรือฉีดยา

“เธอสารภาพว่าทำ โตมาในครอบครัวที่ขาดความรัก ทำให้เธอหิวโหยความรักอย่างมาก

เมื่อมีแฟนหนุ่มคนแรกช่วงวัย 17-18 เธอต้องการยึดเหนี่ยวความรักนั้นไว้กับตัวเองให้ได้มากที่สุด ลงมือล่อลวงผู้หญิงที่ไปนอนกับแฟนของตัวเอง มาสังหารหลังโรงเรียน

เอาหินทุบกะโหลก ใช้ไม้แทงเข้าไปที่ช่องคลอด แล้วถลกหนังหัว ทิ้งร่างไว้ เก็บเศษกระดูกกะโหลกไปให้แฟนดู”

เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนว่า สภาพแวดล้อม ขาดแคลนความรัก มีส่วนหล่อหลอมเยาวชนให้พิกลพิการทางใจ

สังคมแบบใด? ไทยแลนด์ ‘แดน 11’
หาคนรับผิด ‘ปิดคดี’ คือจบ

‘บางขวาง’ ไม่ต่าง

ตัดภาพกลับมาไทย โทชิ บอกเลยว่าเละเทะมาก พร้อมตั้งคำถามถึงความบ้าคลั่ง

สังคมแบบใด? ที่แค่ยัดเงินเอาโทรศัพท์เข้าไป สั่งแกร็บฟู้ดจากข้างนอก หรือเรียกหญิงมาบริการได้

เขาขอส่งเสียงไปถึงว่าที่รัฐบาลชุดหน้า

อยากให้นักการเมืองที่ชูเรื่องโทษประหาร ไปบางขวาง ดูการประหารชีวิตให้เห็นกับตา

เรือนจำเป็นภาพสะท้อนของสังคม เรือนจำเป็นแบบใด สังคมเป็นแบบนั้น”

ทั้งที่ กระทรวงยุติธรรม อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ แต่เมื่อโทชิเข้าไปแล้วผู้คุมกลับห้าม

ซึ่งทางด้านแอมเนสตี้ฯตั้งคำถามว่า ยุติธรรมจริงหรือ ถ้าบางหลักฐานได้มาจากการซ้อมทรมาน

คุยมาถึงตรงนี้ ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง ‘มือปืน’ ที่นักการเมืองท้องถิ่น ฮั้วกับตำรวจ หาแพะมารับจบในคดีฆ่าคนตาย

“ตอนแรกคิดว่าหน้าที่ของตำรวจ คือการหาตัว คนก่ออาชญากรรมมาให้ได้ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นตำรวจทั่วโลกมีหน้าที่เดียวกัน คือ ‘ปิดคดี’

คือเรื่องราวที่แค่รับฟัง ยังหดหู่

“แต่ว่า คนที่ทำหน้าที่ประหาร อาจไม่ใช่แค่เพชฌฆาต แต่เป็นพวกเราทั้งสังคมที่ดันหลัง ให้เขาต้องไปทำหน้าหน้าที่นั้นแทนเรา ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า เวลาที่ประเทศไทยใช้โทษประหาร คนไทยทั้งสังคมมีส่วนร่วม

คุณกล้าฆ่าคนในนามความยุติธรรมไหม?”

ไม่รอช้า เปิดภาพเตียงประหาร วิธีการที่ใช้ในไทยคือ ‘ฉีดยา 3 เข็ม’ สารเคมีเข็มแรก-เพื่อให้สงบ เข็มสอง-ทำให้หลับ เข็มสาม-ทำให้ตาย ให้กล้ามเนื้อในร่างกายหดตัว

แน่นอนว่า ‘หัวใจ’ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง ถูกบีบจนหยุดเต้น

เสียง ‘ปอด’ ที่ดังป็อบ! นั่นคือเสียงแห่งความตาย

เมื่อฝรั่งเศส รู้ว่าเราใช้สารเคมีนี้เพื่อทำให้คนตาย เขาจึงหยุดผลิต แต่เมื่ออินเดียผลิตตัวโคลนนิ่ง ปรากฏว่าเรานำมาใช้แล้ว ‘ไม่ตายจริง’

“แต่ละประเทศต่างอวดอ้างกันว่า การประหารของเรามีเมตตา กรุณา มีอารยะ ศพออกมาสวยกว่าที่อื่น

แต่ว่าเรามีวิธีการฆาตกรรมด้วยการการุณยฆาตจริงหรือ? การสังหารทุกอย่าง ไม่มีอารยะ ไร้มนุษยธรรมทั้งนั้น”

เรามีมนุษย์ที่ต้องถูกสังหาร ในนามสงคราม

ในนามของศาสนา ในนามของยา

ในนามของความยุติธรรม ในนามของการเอาคืนให้เหยื่อ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัวของคนที่ถูกประหารซึ่งต้องการแก้แค้น หลายคนฆ่าตัวตายตาม สุดท้ายเขารู้สึกว่าถ้าอยากจะมีชีวิตต่อไป ต้องดีลกับความโกรธแค้น ซึ่งถ้าครอบครัวผู้เสียหายเปลี่ยนใจได้ เขาจะเลือก ‘ต่อต้านโทษประหาร’

“สังคมก็อาจจบอกว่า Congratulations! เพราะคนที่ฆ่าสมาชิกในครอบครัวคุณ ถูกประหาร คุณก็มูฟออนไปใช้ชีวิตต่อได้แล้ว

แต่ความเป็นจริงสำหรับผู้เสียหาย มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ไม่มีการช่วยเหลือทางด้านการเงิน สุขภาพจิต

หวังว่าทุกท่านจะได้เห็นความเป็นจริง ผมไม่ได้พูดเสริมเติมแต่ง” โทชิยืนยัน

เพราะตัวเขาเอง คือหนึ่งในเหยื่ออาชญากรรม

เมื่อครั้งอยู่นิวยอร์ก เคยถูกใครก็ไม่รู้เดินมาจับหัวไปโขกฟุตปาธอย่างแรง จนโคม่าไป 5 วัน

หูข้างขวาไม่ได้ยินถาวร การทรงตัวและหายใจเปลี่ยนไป สมองข้างขวามีเนื้อตายเป็นจุดๆ

เมื่อเพื่อนมาเยี่ยมหลังฟื้น แล้วบอกว่า “จะตามตัวมาจัดการ ฆ่ามันซะ” เขาเลือกที่จะบอกเพื่อนว่า ไม่อยากให้ทำ

เหมือนเคสผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งคนในครอบครัวถูกทำให้เสียชีวิตทุกคน แต่เธอลุกขึ้นมาทำงานในพื้นที่ เพื่อลดอาชญากรรมรอบบ้าน เลือกที่จะ ‘มูฟออนด้วยความรัก’

“ผมเลยเข้าใจว่า ถ้าเลือกทางแก้แค้น-เอาคืน ทั้งผมและครอบครัวก็ต้องจมอยู่กับความทุกข์ไปตลอด ถ้าผมเจอตัวคนที่ทำ อยากจะชวนมากินข้าวเย็นด้วยซ้ำ เพราะผมรู้สึกว่าคนที่ก่อเหตุแบบนี้ ในชีวิตไม่เคยได้รับและรู้จักความรัก”

เป็นข้อที่ได้เรียนรู้ ไม่ตกหลุมพรางของการแก้แค้น-เอาคืน และนั่นคือ ‘ความยุติธรรมเชิงเยียวยา’ ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ความคลุ้มคลั่งของสังคม
โปรดช่วยกัน ‘ตาสว่าง’ ไม่ถูกนักการเมืองหลอก

ในขณะที่ทั่วโลกรณรงค์ให้ยกเลิก ไทยกลับอยากใช้?

โทชิ ไม่ประหลาดใจ ‘นักการเมืองทั่วโลกก็เหมือนกัน สนใจแต่เรื่องของตัวเอง’

“เวลาได้ฟังนักการเมืองไทย อยากเพิ่มโทษประหารให้มากกว่า 35 รายการ นี่คือความคลุ้มคลั่งของสังคม”

“ต้องการแค่รักษาอำนาจ ขยายอิทธิพล แต่ไม่มีใครสนใจประชาชนของตัวเอง ไม่มีใครสนใจอนาคตของประเทศ”

“ถ้านักการเมืองใส่ใจการลดปัญหาอาชญากรรมจริงๆ ต้องศึกษา ทำความเข้าใจต้นเหตุ อะไรคือ Red flag ที่ต้องดู จัดให้มีระบบเฝ้าระวัง ถึงจะสามารถลดได้จริง”

“ผมว่า เขาไม่ได้ตั้งใจจะแก้ไขปัญหาหรอก ถ้าเกิดได้รับเลือก จะใช้โทษประหารกับนักการเมืองโกงกิน แต่ถามว่าตัวเขาคอร์รัปชั่นไหม ผมว่าทั้งนั้น อยากขอร้อง ให้คนตาสว่างกับการเลือกตั้ง” โทชิส่งเสียงถึงคนไทย

ในขณะเดียวกัน เราจะเห็นคอมเมนต์แนวสะใจ หนุนลงโทษอย่างรุนแรง กังวลไหมว่าจะยิ่งสร้างความเห็นชอบกับ ‘วัฒนธรรมนิยมความรุนแรง’ แล้วควรจะดีลกับมายด์เซตนี้อย่างไร?

โทชิบอกเลยว่า นักการเมืองกับประชาชน ไม่รู้เรื่องการประหาร พอๆ กัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ‘การนำเสนอข้อเท็จจริง’

“ในสังคม ย่อมมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่มี Awareness เลยเข้าใจไปว่า มันสามารถลดอาชญากรรมได้ ทั้งที่ถ้าเทียบสถิติประเทศที่ยกเลิกใช้โทษประหาร อัตราการก่ออาชญากรรมลดลง

ถ้าเราไม่ให้ข้อมูล ประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้

พูดสั้นๆ คือนักการเมืองใช้เฟคนิวส์ สื่อต้องมีหน้าที่ไขความจริงให้กับสังคม

แต่ท้ายที่สุดผมคิดว่า ผมฆ่าคนไม่ได้ แล้วคุณล่ะ ฆ่าคนได้หรือเปล่า?”

โทชิมองว่า ถ้าเราตาต่อตาฟันต่อฟัน ยึดค่านิยม ‘ชีวิตแลกด้วยชีวิต’ ก็คงไม่มีใครเหลือรอดในโลกนี้

“ผมรักประเทศนี้ คนใจดี มีเมตตากับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ยกเว้นกรณีนี้ กลายเป็นเราละเว้นความใจดีกับโทษประหาร การใช้กระบวนการยุติธรรมแบบ ‘ลงโทษ’ สุดท้ายมันนำพาประเทศไปสู่อนาคตแบบใด?”

โทชิเคยมาไทยในปี 2523 ได้เจอ ครูประทีป ที่สลัมคลองเตย บอกเลยว่าประทับใจมาก กับการเปิดโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาส มันทำให้เราเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับทุกชีวิต จัดการปัญหาโดยใช้ความเมตตา

อย่างไรก็ดี ประเทศไทย มีกฎหมายให้ประหารชีวิตได้แต่ ‘เรามีการประหารจริงน้อยมาก’

สำหรับ โทชิมองว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่เพื่อให้มั่นใจ ไทยควรให้สัตยาบัน ในพิธีสารเลือกรับ ฉบับที่ 2 ของ ICCPR เพราะแม้จะเห็นแน้วโน้มพัฒนาการที่ดี ด้านสิทธิมนุษยชน แต่ถ้าเราไม่ให้สัตยาบัน วันหนึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้

“คนที่เป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะสังหารนอกกระบวนการ หรือใช้การประหาร ผู้มีอำนาจสามารถหยิบมาใช้กำจัดคนเห็นต่างได้ทั้งนั้น” โทชิทิ้งท้ายฝากให้คิดวิเคราะห์

ซึ่งในปี 2567 เป็นครั้งแรกที่มีประเทศสมาชิก สหประชาชาติ สนับสนุนมติสมัชชาใหญ่ใน ‘ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักใช้โทษประหาร’ มากถึง 2 ใน 3 (130 ประเทศ) แต่ไทยกลับงดออกเสียง ซึ่งที่ผ่านมา 10 ปีก่อนหน้า เราคัดค้าน

ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องยกมือสนับสนุน

ถ้าเราสนใจอนาคตของประเทศ โปรดช่วยกัน ‘สร้างความตาสว่าง’ จะได้ไม่ถูกนักการเมืองหลอกลวง

อธิษฐาน จันทร์กลม