หน้าแรก ประชาชื่น ‘ไฉ่ซิ้ง’ สาย...

‘ไฉ่ซิ้ง’ สายดาร์ก เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ‘สายนรก’ ศิลปวัฒนธรรม กุมภาพันธ์ 2569

18.02.26 | 11:30 น.

‘ไฉ่ซิ้ง’ สายดาร์ก เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ‘สายนรก’ ศิลปวัฒนธรรม กุมภาพันธ์ 2569

ตรุษจีน 2569 นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2569 ต้อนรับ ‘ไฉ่ซิ้ง’ สายดาร์ก เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งสายนรก

บทความขึ้นปก ผลงาน สมชาย แซ่จิว ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมจีน

ทุกปีเมื่อใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีน สิ่งที่หลายต่อหลายคนสนใจมีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องปีชง ปีนี้ใครดวงชง แก้ชงที่ไหนดี กับ 2.เรื่องของการไหว้รับไฉ่ซิ้ง เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง

ไฉ่ซิ้งจะเสด็จมาเยือนโลกในช่วงเวลาใด แล้วมาจากทิศไหน ต้องตั้งโต๊ะบูชาหันหน้าไปทิศใด ไหว้ด้วยอะไรบ้าง

Advertisement

ไฉ่ซิ้งที่ทุกคนตั้งโต๊ะไหว้คือใครกัน? ทำไม ไฉ่ซิ้งสายดาร์ก ท่านบอกว่า ‘เมื่อขอจากฟ้าไม่ได้ ให้มาขอข้า’ !!? อ่านคำตอบในศิลปวัฒนธรรม อ่านแล้ว เงินกองทองพูน ทรัพย์ทวีคูณ ลาภทวีค่า โชคไหลมาทุกวันคืน

ผู้เขียนเล่าถึงประวัติความเป็นมาของไฉ่ซิ้งว่ามีหลายตำนาน ไม่อาจชี้เฉพาะเจาะจงลงไปได้ว่าตำนานใดเชื่อถือได้มากที่สุด แล้วชาวจีนเริ่มไหว้ขอความมั่งคั่งร่ำรวยตั้งแต่ยุคสมัยใดก็ยังไม่มีข้อยุติ แต่เมื่อย้อนไปครั้งบรรพกาล ในยุคสมัยสังคมจีนเป็นสังคมกสิกรรม ความต้องการเงินทองคงเป็นเรื่องรอง ความปรารถนาให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เลี้ยงปากเลี้ยงท้องน่าจะมีความสำคัญกว่า การวิงวอนสิ่งเหนือธรรมชาติหรือเทวดาต่างๆ น่าจะเป็นเทพที่เกี่ยวพันกับการทำการเกษตร เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ เช่น เทพสายฟ้า เทพแผ่นดิน เทพบ่อน้ำ เป็นต้น

แต่เมื่อการค้ารุ่งเรือง ผู้คนก็เริ่มมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวที่เป็นเทพเจ้าบันดาลทรัพย์สินและพิทักษ์รักษาสมบัติ เทพไฉ่ซิ้งจึงถือกำเนิดขึ้นมา แต่ละท้องถิ่นแต่ละภูมิภาคในประเทศจีนต่างก็มีเรื่องเล่าหรือตำนานไฉ่ซิ้งที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป จำนวนไฉ่ซิ้งก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เวลาพูดถึงไฉ่ซิ้งหรือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของจีนนั้น จึงต้องถามกันต่อว่าหมายถึงไฉ่ซิ้งองค์ไหน เพราะไฉ่ซิ้งในจักรวาลเทพเจ้าจีนนั้น ไม่ใช่เทพเจ้าองค์เดียวโดดๆ แต่เป็นกลุ่มของเทพจำนวนหนึ่งซึ่งผู้คนเชื่อว่าสามารถดลบันดาลทรัพย์สินเงินทอง นำมาซึ่งความมั่งคั่งให้ผู้กราบไหว้บูชาได้

สำหรับ ‘ไฉ่ซิ้งสายดาร์ก’ นั้น สมชาย แซ่จิว อธิบายว่า เรียกแบบจีนว่า ‘ไฉ่ซิ้งสายหยิน’ ตามปรัชญาแนวคิดหยิน-หยาง ซึ่งเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเป็นไปตามวัฏจักรของหยินและหยาง อันเป็นขั้วตรงข้าม แต่ทำงานร่วมกัน เสริมและข่มกัน จนกว่าจะก่อให้เกิดความสมดุล

ไฉ่ซิ้งสายดาร์ก ที่คนจีนรู้จักกันดี ประกอบด้วย ยมทูตดำ-ขาว และเซี่ยวจื่อเหย่

ความเป็นไฉ่ซิ้งสายดาร์ก เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของยมทูตดำ-ขาว เกิดจากตัวอักษร 4 ตัวบนหมวกทรวงกรวยของทั้ง 2 ท่าน กล่าวคือ บนหมวกยมทูตดำ เขียนว่า แผ่นดินสุขสงบ บนหมวกยมทูตขาว เขียนว่า พานพบก็ร่ำรวย เกิดมาเป็นคนได้พบความสงบสุขและร่ำรวย ไม่ใช่ชีวิตที่ดีอีกหรือ นี่เองทำให้คนเชื่อว่า เมื่อได้พบยมทูตทั้ง 2 จะนำมาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง

ส่วนเซี่ยวจื่อเหย่ หรือฮ่าวจื่อเอี๊ย ในสำเนียงแต้จิ๋ว แปลตรงตัวคือ เทพผู้กตัญญู แต่สำหรับชาวจีนโดยเฉพาะจีนกวางตุ้ง ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า นับถือท่านในฐานะเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งและโชคลาภ โดยเฉพาะลาภลอยและการพนัน

อ่ายรายละเอียดลึกซึ้งได้ในตัวเล่ม

นอกจากนี้ศิลปวัฒนธรรม ยังจัดเต็มบทความประวัติศาสตร์ในหลากหลายแง่มุม อาทิ

สยาม “เลี่ยงบาลี” หลีกหนีความเป็น “อินโดจีน” ทำไม? โดย ไกรฤกษ์ นานา

แม้จะเป็นที่รู้จักในชื่อต่างๆ แต่ชื่อทั้งหมดก็หมายถึงแผ่นดินเดียวกันที่มั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ และมั่นคง แต่คนโดยมากก็พอใจจะเรียกอย่างสั้น ว่า สยาม หรือไทย มากกว่าชื่ออื่นๆ ต่อมา ก็เกิดชื่อแปลกใหม่ขึ้นโดยชาวฝรั่งเศสผู้มีความคิดว่าจะเรียกเสียใหม่ให้เป็นดินแดนที่คั่นกลางอยู่ระหว่างอินเดียกับจีน ว่า อินโดจีน

ในระยะแรกชาวสยามมิได้มีอคติกับชื่อนี้เลย และดูเหมือนว่าชาวตะวันตกอื่นๆ จะคล้อยตามและเห็นด้วยกับชื่อใหม่นี้ ซึ่งมีความหมายเหมารวมถึงลักษณะพื้นฐานของผู้คนที่เป็นชาติพันธุ์และมีวิถีชีวิตที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน หากว่าผู้เป็นต้นคิดชื่อใหม่นี้จะไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสผู้มีจุดประสงค์แอบแฝง และต้องการจัดระเบียบภูมิภาคนี้เสียใหม่ภายใต้นิยามและอาณัติของชาติตน

คดีนางเย้าคอกสี : เมื่อมรณกรรมของผู้หญิงกวางตุ้งคนหนึ่งสร้างแรงสะเทือนในเอเชียอาคเนย์ โดย พลพัธน์ ภูรีสถิตย์

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ประเทศไทยในยุคหนึ่งประสบปัญหาในฐานะของตลาดค้าคน เนื่องจากนายหน้าค้ามนุษย์ชาวจีนได้ใช้บริเวณประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผ่องถ่ายสินค้าและจำหน่ายสินค้ามนุษย์ที่โดยมากเป็นเด็กและผู้หญิง

มรณกรรมของหญิงชาวจีนกวางตุ้งที่ถูกล่อลวงเข้ามายังกรุงเทพฯ และได้ถึงแก่มรณกรรมลงอย่างน่าเศร้า นำไปสู่คดีความที่สะเทือนเลื่อนลั่นในเอเชียอาคเนย์ ทั้งสยาม เวียดนาม และสิงคโปร์ ติดต่อกันถึง 4 ปี

คดีนางเย้าคอกสี ถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนปัญหาอาชญากรรมค้ามนุษย์ข้ามชาติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมถึงเป็นภาพสะท้อนความเฟื่องฟูของการนำเสนอข่าวอาชญากรรมที่มีเนื้อหาโลดโผนในทศวรรษ 2460-70 อีกบทบาทของหนังสือพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 7 ในการนำเสนอปัญหาสังคมด้วย

มอง “พ่อขุนรามฯ” ผ่านจารึก ในฐานะบันทึกยอพระเกียรติ โดย ธนโชติ เกียรติณภัทร

จารึกพ่อขุนรามคำแหง แสดงสภาพเมืองสุโขทัยในแบบอุดมคติ นับตั้งแต่กำแพงเมืองที่เรียกว่า ตรีบูร พระแท่นกลางป่าตาล ตระพังหรือ
สรีดภงส์ ช้างเผือกนามรูจาครี ตลอดจนดินแดนอันจรดชายฝั่งมหาสมุทร เพื่อแสดงถึงสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิราชตามคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ในขณะเดียวกันจารึกยังเสนอภาพลักษณ์ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่มีวัตรปฏิบัติดั่งพระเจ้าจักรพรรดิราชในการปกครองสั่งสอนทางโลกและทางธรรม

จารึกหลักที่ 1 จึงเป็นวรรณคดียอพระเกียรติที่ประกาศถึงพระราชอำนาจและการปกครองของพ่อขุนรามคำแหงตามแนวคิดในพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทอย่างแท้จริง

การเมืองเบื้องหลัง จารึกพระธาตุศรีสองรัก หลักที่ 1 และ 2โดย ธีระวัฒน์ แสนคำ

เมืองด่านซ้ายถูกนำเสนอประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่าเป็นดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี เนื่องจากในท้องที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งปรากฏความในจารึกว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งล้านช้างได้กระทำสัตยาธิษฐานร่วมกัน

ที่ผ่านมา ชุดความรู้เชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจารึกทั้ง 2 หลักถูกนำเสนออย่างกว้างขวางและเป็นที่รับรู้ไปทั่วประเทศว่าเป็นหลักฐานยืนยันเกี่ยวกับการสร้างพระธาตุศรีสองรักระหว่าง พ.ศ.2103-06 ทว่า ชุดความรู้ดังกล่าวค่อนข้างราบเรียบ ขาดการวิเคราะห์เบื้องหลัง หรือสาเหตุการสร้างจารึก จนทำให้เห็นว่าพระธาตุศรีสองรักถูกใช้เป็นเขตแดนหรือหลักด่านระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านช้างมาอย่างยาวนานตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา ทั้งที่จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้ว เรื่องราวการเป็นหลักด่านของพระธาตุองค์นี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุคล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 เท่านั้น

รัฐประหาร 2500 เมื่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โค่นจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยกลยุทธ์ “ลูกหมาบรรณาการ” โดย กำพล จำปาพันธ์

เจาะปมกึ่งพุทธกาล 2500 และการเมืองไทยขวาหัน โดยช่วงเวลาดังกล่าว นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคมการเมืองไทย การสิ้นสุดอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จากการรัฐประหารของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ฉายภาพการเมืองวิปริต-คนวิปลาส & เรียกร้องประชาธิปไตยแต่ได้เผด็จการ? จากนั้น ไปถึงประเด็นเรื่อง สัตว์ในการเมืองไทย จากลูกหมาบรรณาการ ถึงทรพี & สัญลักษณ์ ความจริง และความลวง ปิดท้ายที่หัวข้อปิดบัญชี-เผยทรพี & จอมพล ป.ต้องลี้ภัย ออกนอกประเทศ

หมอยา มนตรา : ปัญญาญาณแห่งการสื่อสารกับพลังธรรมชาติ โดย นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว

เล่าเรื่องการฝึกอบรมกับคุณยายโดโรธี เพื่อสื่อสารเทพผู้เป็นปัญญาญาณธรรมชาติ ลงลึกถึงขั้นตอนวิธีการฝึก อีกทั้งวิถีภาวนาเพื่อเชื่อมต่อกับเทพธรรมชาติ รุกขเทวา

ก๋วยเตี๋ยวกับน้ำท่วม โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย

แม้ดูเป็นคนละเรื่อง แต่ครั้งหนึ่งก๋วยเตี๋ยวกับน้ำท่วมมีโอกาสเข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วยความตั้งใจของผู้บริหารประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งยังถูกยกขึ้นเป็นนโยบายรัฐบาลในอันที่จะส่งเสริมอาชีพให้คนไทยขายก๋วยเตี๋ยว ถึงกับมีคำสั่งแนะนำกระทรวงศึกษาธิการให้เกณฑ์ครูใหญ่ทุกโรงเรียนให้จัดขายก๋วยเตี๋ยวเป็นตัวอย่างโรงเรียนละ 1 หาบอีกด้วย

เพลงเกี่ยวกับความรัก โดย บูรพา อารัมภีร

เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ในอดีตมีครูเพลงหลายคนแต่งเพลงเกี่ยวกับความรักไว้หลายเพลง ส่วนใหญ่เป็นเพลงรักสุขสม อิ่มเอม หวานชื่น รื่นฤทัย สุขใจ สมใจ สมรัก เช่น ครูแก้ว อัจฉริยะกุลแต่งเพลง ฉันอยู่ใกล้เธอ พี่รักเจ้า อ้อมกอดพี่, ครูแจ๋ว สง่า อารัมภีร บิดาของผู้เขียน แต่งเพลง สุดที่รัก รักข้ามขอบฟ้า มนต์รักดอกคำใต้ วนาสวาท, ครูชาลี อินทรวิจิตร แต่งเพลง รักเธอเสมอ รักอย่ารู้คลาย ไม่เคยรักใครเท่าเธอ, ครูสุรพล โทณะวนิก แต่งเพลง จูบ ฟ้ามิอาจกั้นรักไม่รู้ดับ

แต่ความรักใช่จะมีแต่สุขด้านเดียว อีกด้านกลับหมองหม่น เพลงรักแสนเศร้า ก็มีนักแต่งเพลงแต่งไว้เช่นกัน

พบบทความทั้งหมดนี้ได้ใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2569 ที่เดียว สั่งซื้อ ศิลปวัฒนธรรม ฉบับอื่นๆ หรือสมัครสมาชิกราย 3 เดือน, 6 เดือน หรือรายปี ได้ที่เว็บไซต์ https://www.matichonbook.com/ โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360