‘พระตะบอง’ จังหวัดหนึ่งของกัมพูชา มีอาณาเขตติดต่อกับไทยบริเวณชายแดนจันทบุรีและสระแก้ว
นับเป็นพื้นที่ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมาหลายครั้ง ทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผลสำคัญต่อความเป็นไปของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามาอย่างช้านาน
ตั้งแต่การเป็นเมืองใต้การปกครองของสยาม สู่เมืองอาณานิคมฝรั่งเศส กลายเป็นพื้นที่พิพาทในช่วงสงครามเย็น ตลอดจนการเป็นพื้นที่ตั้งมั่นสำคัญของสงครามความขัดแย้งภายใน
ไม่นานมานี้ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดงานเปิดตัวหนังสือ ‘พระตะบอง: ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ’ โดยมีเจ้าของผลงาน ได้แก่ ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมคุยลึก ดำเนินรายการโดย ดร.ชิติพัทธ์ สุนทรสารทูล
ต่อไปนี้ คือปากคำ 2 นักประวัติศาสตร์ที่ร่วมฉายภาพพระตะบองในมุมมองที่อาจไม่เคยรู้

ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์
หวังพ้นภาพจำ ‘สงคราม-เสียดินแดน’
พระตะบอง เป็นภาษาไทย เพราะในกัมพูชาเรียก บัตฎ็อมบอง แปลว่า กระบองหาย
มีที่มาจากนิทานพื้นบ้านว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จสินธพอมรินทร์ โหรทำนายว่าเชื้อสายของราชวงศ์เก่าจะได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระองค์ พระองค์จึงให้ทหารฆ่าเชื้อสายราชวงศ์เก่าให้หมด มีเพียงกุมารองค์เดียวที่ตากุเหเอาไปเลี้ยงไว้ จึงรอดชีวิตได้
ตากุเหพากุมารไปต้อนโคด้วยแล้วทำกระบองหายไปในลำห้วย หาเท่าใดก็ไม่พบ ที่ที่กระบองหายจึงเรียก บัตฎ็อมบอง ซึ่งเขาเรียกกันจนติดปาก คนไทยเลยเรียก พระตะบอง
หนังสือเล่มนี้ โดยส่วนตัวตั้งใจเขียนออกมาให้พ้นจากภาพเดิมที่เรารับรู้เกี่ยวกับพระตะบอง เพราะส่วนใหญ่พระตะบองในภาพจำของคน คือ พื้นที่การเสียดินแดน แต่เราไม่เคยถามว่าพระตะบองอยู่อย่างไร เป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไรที่สงครามเกิดขึ้นแล้วมันกระทบ ไม่เคยมีใครพูดในมุมมองของสิ่งที่พระตะบองเจอ
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ การเสนอภาพพระตะบองที่ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ประเด็นเรื่องเสียดินแดน เรื่องสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เรามีมุมมองที่มันหลากหลายกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งบางประเด็นมันถกเถียงกันเองโดยหลักฐานอยู่แล้ว ในฐานะนักประวัติศาสตร์เจอบ่อยมาก เช่น ฝั่งฝรั่งเศสต้องเขียนเอาใจกัมพูชาอยู่แล้ว หรือตัวของสยามเองก็เขียนในมุมกลับกัน
หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูก ใครผิด แต่คือการนำเสนอข้อมูลทั้งสองฝ่ายให้ผู้อ่านไปตัดสินกันว่าคุณจะเชื่อตรงไหนมากกว่า ยิ่งเราเข้าถึงข้อมูลที่มีความหลากหลาย ก็จะทำให้ผลงานมีมิติมากขึ้น
พระตะบอง เป็นดินแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกยุค ทุกสมัย พระตะบองกลายเป็นฐานในการต่อต้านที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะต่อต้านรัฐบาลที่พนมเปญเอง รวมถึงการต่อต้านที่ฝั่งไทยเข้าไปช่วย ซึ่งมีทั้งฝั่งไทยเข้าไปช่วยเองและตัวเขาพยายามจะต่อต้านเองด้วย

พระตะบองมีนัยยะอะไรบางอย่าง เป็นเมืองที่ค่อนข้างจะเป็นเอกเทศมากๆ อย่างเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ช่วงหลังสงครามกลางเมือง มันจะเหลืออยู่ 2 พื้นที่ที่เขมรแดงยังยึดไม่ได้ คือ พระตะบอง กับ พนมเปญ
ฉะนั้น จะเห็นภาพว่าพระตะบองยังดำเนินชีวิตเป็นของตนเองอยู่ต่อไป แล้วสิ่งนี้กลายเป็นภาพหนึ่งที่เราเห็นภาพของพระตะบองในการรับแรงปะทะจากทั้งสองข้างได้ชัดเจนมากๆ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราไม่เคยมีการพูดถึงประเด็นอื่นเลย นอกจากปัจจัยทางการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วในเล่มนี้มีการพูดถึงปัจจัยทางการเมืองของทั้งสองประเทศว่ามันนำไปสู่การเกิดอะไรขึ้นกับพระตะบอง
นอกจากนี้ ยังฉายภาพพระตะบองในด้านที่เป็นเศรษฐกิจชัดเจนมาก การทำประมงก็ดี เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ การเกษตรกรรมก็ดี ถือเป็นปัจจัยสำคัญ และเป็นปัจจัยที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ถูกถ่ายทอดในรูปแบบที่แตกต่างไปจากการมองเรื่องการเสียดินแดน หรือเมืองชายแดนเท่านั้น
ไม่อยากให้คนจำภาพของพระตะบองในเรื่องการเสียดินแดนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์มาก เป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญของกัมพูชา
มันมีคำอธิบายว่า ทำไมพระเจ้าตากสินต้องบุกไปตีเขมรในตอนนั้น ด้วยความที่เราเสียกรุงครั้งที่ 2 พื้นที่ตอนกลางของประเทศไม่สามารถปลูกข้าวได้ จึงจำเป็นต้องไปยึดพระตะบอง หรือบุกเข้าไปเอาเสบียงอาหาร หรือแม้กระทั่งสงครามอานามสยามยุทธ (พ.ศ.2376-2390) คนปัจจุบันจะมองว่าเราสู้เพื่อชิงดินแดน แต่จริงๆ แล้วมีปัจจัยเสริมคือ พระตะบองเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวเยอะมาก ติดกับโตนเลสาบ ในอดีตส่งกระวานเป็นส่วยให้ราชสำนักสยามเยอะมาก
นี่คือหลักสำคัญตัวหนึ่งที่จะอธิบายว่าบริบทของสงครามไม่ใช่การไปรบเพียงอย่างเดียว แต่มันมีเงื่อนไขในเชิงเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นแฝงอยู่ด้วย
ก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งไทย-กัมพูชาล่าสุด เราสองคนไปบรรยายให้นิสิต เอกภาษาไทย และเอกประวัติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยพนมเปญฟัง ก็จะมีคำถามในเชิงที่รุนแรง ซึ่งเราก็จิตใจบอบบาง เช่น เขาถูกสอนมาตลอดว่าศัตรูของเขา คือ ประเทศไทย ไม่รู้ว่าต่อให้พวกเราไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว วิธีคิดนี้จะหายไปหรือเปล่า แต่มันถูกหล่อหลอมมาในรูปแบบนี้มาโดยตลอด แล้วเกิดการผลิตซ้ำตลอดเวลา
การเรียนประวัติศาสตร์ ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นศัตรูกัน จริงๆ แล้วคือการเรียนด้วยความเข้าใจ อย่าเอาวิธีคิดในปัจจุบันไปตัดสินอดีต เพราะด้วยบริบทต่างๆ ไม่เหมือนกัน
ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์
โชว์หลักฐานหลายมุม เปิดปากคำ ‘บุคคลที่ 3’
หนังสือเล่มนี้ใช้หลักฐานในหลากหลายมุมมอง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำหรับผมมองว่าเป็นข้อจำกัด
คือ คู่กรณี เมื่อค้นเอกสารของฝั่งไทย เอกสารย่อมบันทึกในลักษณะข้อจำกัด เช่นเดียวกับทางฝั่งกัมพูชา ข้อมูลเอกสารในบางกรณีก็จะจำกัดเช่นกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีมุมมองต่างเรื่องราวต่างเหตุการณ์ ในลักษณะโน้มเอียง หรือมีการบันทึกตามสิ่งที่ตัวเองได้ทราบ
เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ในประเด็นนี้ การใช้หลักฐานของบุคคลที่ 3 หรือผู้มีความเกี่ยวข้อง เป็นตัวหนึ่งที่ใช้ในการศึกษา เพื่อเข้าถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นให้เข้าใกล้ความจริงได้มากที่สุด เอกสารที่ใช้จึงไม่ได้ใช้แค่ฝั่งไทยกับฝั่งกัมพูชา แต่ใช้เอกสารของบุคคลที่ 3 ด้วย เช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องราวของพระตะบองปรากฏในเอกสารของสหรัฐอเมริกา ในสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA-Central Intelligence Agency) จึงนำหลักฐานดังกล่าวมาร่วมวิเคราะห์
ส่วนตัวมองพระตะบองเหมือนมนุษย์ มีจุดเกิด เติบโต และความเป็นไปด้วยตัวเอง มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ มีร่องรอยทางโบราณคดีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่ยุคสมัยพระนคร อย่างสมัยพระนครน้อยคนที่จะทราบว่าพระตะบองมีร่องรอยโบราณสถานร่วมสมัยกับเมืองพระนครอยู่ด้วย เช่น ปราสาทเอกพนม และปราสาทบานอน
โดยทั่วไปพอพูดถึงพระตะบอง คนจะมุ่งเป้าไปที่เรื่องสงคราม การสูญเสียดินแดน และได้ดินแดน หลายๆ ครั้งรัฐบาลกลางของกัมพูชาเองยังไม่สามารถจัดการกับพื้นที่ตรงนี้ได้ ในช่วงเวลาหนึ่งเคยเป็นเขตปกครองพิเศษ ในช่วงที่กัมพูชาประกาศเอกราช รัฐบาลกลางปกครองโดย พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แต่ในเขตพระตะบองกลับกลายเป็นฐานอำนาจขนาดใหญ่ของขบวนการเขมรอิสระ รวมถึงมีขบวนการชาตินิยมอื่นๆ ที่รัฐบาลกลางก็ไม่สามารถจัดการเข้าถึงได้ ในทางกลับกันก็กลายเป็นฐานปฏิบัติอะไรหลายๆ อย่าง จากปัจจัยความเป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงมีพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษคือ มีวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างจากวัฒนธรรมของทางกัมพูชา

พระตะบองเป็นพื้นที่รอยต่อของอำนาจฝั่งไทย-กัมพูชา ลักษณะของเมืองเป็นพื้นที่ชายขอบ ที่ผลัดกันรับผลัดกันรุกของทั้งฝั่งไทย-กัมพูชา ในการเข้าไปใช้อำนาจ
การดำรงอยู่ของพระตะบองในแต่ละช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มก้อนทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงหลังการประกาศเอกราช เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลกลางไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ ทำให้พระตะบองมีความเป็นเอกเทศ คือ ไม่สามารถมีใครเข้าไปใช้อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ไทย-กัมพูชา มีความสัมพันธ์กันมาเป็นร้อยเป็นพันปี ฉะนั้น มันมีการกระทบกระทั่งเหมือนเพื่อนกัน มีการตีกันเป็นเรื่องปกติ ความสัมพันธ์มันจึงไม่แคล้วกันในเรื่องความขัดแย้ง
พ.ศ.2568 คือวาระครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เข็มที่ระลึกงาน 75 ปี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ทางฝั่งรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาช่วยกันทำ กลายเป็นแรร์ไอเท็มไปแล้ว
ตอนไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญในช่วงเวลานั้น เราหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แต่พอกลับมาไม่ถึงสัปดาห์สถานการณ์ก็เลวร้ายลง กลายเป็นว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ถูกหยิบไปใช้เป็นเครื่องมือหลายๆ อย่างในหลายๆ ครั้ง
การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าให้ลืมความขัดแย้ง แต่อยากให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทสภาพแวดล้อมในช่วงที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น อย่างช่วงเวลาหนึ่งเกิด ‘แผนการกรุงเทพ’ หรือ ‘แผนบางกอก’ ซึ่งเอกสารฝั่งไทยไม่พูดถึง หรือพูดถึงน้อยมาก มีแค่ประโยคเดียวที่สืบค้นบอกว่า ‘เราจะไม่สั่งการเป็นเอกสาร’ เพราะอะไร? เพราะแผนการนี้คือการสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลฝั่งกัมพูชา พอพูดแบบนี้ฝั่งไทยเป็นผู้ร้าย ส่วนฝั่งกัมพูชาคือผู้ถูกกระทำ
สำหรับเอกสารฝั่งกัมพูชาแน่นอนว่าโจมตีฝั่งไทย ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า แผนการกรุงเทพ แผนบางกอก แต่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับการพูดถึงเลยคือ บริบทอะไรที่นำไปสู่การเกิดแผนการนี้ คนอ่านจะได้ทราบว่าช่วงเวลานั้นอยู่ภายใต้บริบทของสงครามเย็น ซึ่งรัฐบาลไทยเวลานั้น จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีความหวาดวิตกกังวลในภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวฝั่งกัมพูชาดำเนินนโยบายในลักษณะเป็นกลาง การเป็นกลางของกัมพูชาโดยหลักการมันควรจะอยู่กันได้กับทางฝั่งไทย แต่ฝั่งไทยในตอนนั้นบอกชัดเจนว่า อะไรที่ไม่เข้าข้างฝ่ายเสรีประชาธิปไตย รับไม่ได้ จึงเป็นที่มาของแผนการแบบนี้
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์นี้ เอกสารทางฝั่งราชการไทยปฏิเสธด้วยซ้ำว่าเราไม่มีส่วนร่วม แต่เรื่องราวทั้งหมดกลับปรากฏในเอกสารของบุคลที่ 3 อย่าง ฝรั่งเศสและสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ท้ายที่สุดแล้วความขัดแย้งมันมีปรากฏอยู่ แต่มันมีความจำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบันคือบริบท อย่างกรณีอานามสยามยุทธ พระตะบองได้รับความยากลำบาก เพราะเป็นเส้นทางเดินทัพ ข้าราชการฝ่ายไทยเข้าไปจัดการพื้นที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การขุดคลองของฝั่งไทยมีเรื่องของการตัดกำลัง พอเป็นการตัดกำลัง ฝั่งไทยได้ประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติผู้คนที่ในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะมันเป็นการเปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำ และการประมงก็ได้รับผลกระทบด้วย
หนังสือเล่มนี้ให้ข้อมูลเรื่องของบริบท ที่อธิบายที่มาที่ไปในแต่ละช่วงเวลา มันมีเหตุปัจจัยที่ทำให้ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป อย่างในช่วงของกรณีพิพาทอินโดจีน ปี พ.ศ.2483-2484 (ค.ศ.1940-1941) พระตะบองกลับมาอยู่ใต้การปกครองของไทยยาวๆ

อำนาจของส่วนรัฐ การดำเนินนโยบายของส่วนกลาง มีผลกระทบต่อพระตะบอง แต่ในส่วนของการเคลื่อนไหว พระตะบองเป็นเอกเทศ เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ และเป็นพื้นที่ที่ส่วนกลางไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ พระตะบองมีจุดแข็ง โดยเป็นพื้นที่ฐานทางด้านเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวช่วงหลังประกาศเอกราช ฐานที่มั่นของขบวนการเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง ตั้งอยู่ในพระตะบอง มีการไปมาหาสู่ของบุคคล การสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบ ซึ่งตัวเอกสารมีการพูดถึงชื่อคน ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่สนับสนุน
ช่วงอาณานิคมฝรั่งเศส พระตะบองกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ปกครองฝรั่งเศสพยายามจัดการ เช่น การตั้งโรงเรียนพุทธแบบใหม่ เพราะเกิดปัญหาว่าคนสวดบาลีทำนองไทย นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เป็นเอกเทศ จำเป็นจะต้องมีการจัดการและจัดระเบียบ จนถึงประกาศเอกราชพื้นที่ตรงนี้รัฐบาลกลางยังต้องออกกฎว่า ห้ามการติดต่อราชการ ซึ่งพระตะบองอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมฝรั่งเศสมาถึงจุดหนึ่ง ช่วงระยะเวลาใหญ่แล้วยังไม่สามารถจัดการกับวัฒนธรรมบางอย่างที่มีอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากอยู่กับไทย
ส่วนด้านศิลปกรรม วัดในพระตะบองมีลักษณะพิเศษ มีความเป็นเอกเทศจากขนบของกัมพูชา โดยเป็นลักษณะเฉพาะของช่างท้องถิ่น
หนังสือ ‘พระตะบอง: ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ’ เปิดเผยผลการศึกษาประวัติศาสตร์ซึ่งกินช่วงระยะเวลานานหลายร้อยปีของพื้นที่พระตะบอง เผยให้เห็นภาพความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ในแง่มุมที่กว้างขวางและลึกซึ้งไปกว่าประวัติความเป็นมา ชมรายละเอียดเพิ่มเติม-สั่งซื้อ ได้ที่ https://www.matichonbook.com/ โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360


