วัฒนธรรมคือต้นทุนที่นำไปต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างไม่รู้จบ
สิ่งสำคัญคือต้องไม่เป็นเพียงอีเวนต์ชั่วครั้งคราว เปิดแล้วปิดเลย จบแล้วจบกัน
เช่นเดียวกับวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างมีดีเอ็นเอของตัวเอง ดังเช่น ‘ผู้ไท’ หรือ ‘ภูไท’ อันมีถิ่นที่อยู่เดิมคือแถบลุ่มน้ำแดง-ดำ ทางตอนเหนือของเวียดนาม ตอนเหนือของลาว เชื่อมต่อกับตอนใต้ของจีน ก่อนเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเหตุให้โยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานกระจายตัวในภาคอีสานของไทย ไม่ว่าจะเป็น กาฬสินธุ์, นครพนม, สกลนคร, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ และยโสธร
รวมถึงอุบลราชธานี ซึ่งมีชุมชน ‘บ้านป่าข่า’ เป็นโลเกชั่นปักหมุดของชาวผู้ไทเพียงหนึ่งเดียวในจังหวัด

ล่าสุด กิจกรรมเปิดบ้านวัฒนธรรม ‘เยือนถิ่นผู้ไทหนึ่งเดียวในจังหวัดอุบลราชธานี’ ถูกจัดขึ้น ณ วัดบ้านป่าข่าเหนือ ตำบลหนองสิม อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตรงกันพอดิบพอดีกับวันแห่งความรัก ด้วยความร่วมมือร่วมใจและร่วมแรงระหว่าง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ชุมชนบ้านป่าข่า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองสิม และภาคีเครือข่ายทางวัฒนธรรม ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพรูปแบบทางการท่องเที่ยวของจังหวัดในมิติหลากหลาย โดยใช้งบพัฒนาจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

หวังสืบสานประเพณีวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ให้เกิดความสมดุลยั่งยืน เปิดพื้นที่เผยแพร่องค์ความรู้ ต้นทุนทางวัฒนธรรม และมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นวัฒนธรรมผู้ไท ณ บ้านป่าข่า สร้างรายได้จากท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ก่อนย่างเท้าก้าวเข้างาน มาเจาะข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ ‘ผู้ไท’ จาก ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งเรียบเรียงโดย รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ระบุว่า ผู้ไท หรือ ภูไท เป็นชื่อเรียกของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไต-กะได มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บริเวณลุ่มน้ำแดง-ดำ ทางตอนเหนือของเวียดนาม ตอนเหนือของลาว เชื่อมต่อกับตอนใต้ของจีน
ต่อมาใน พ.ศ.2369 ช่วงศึกเจ้าอนุวงศ์ ผู้ไทและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ภาคอีสาน
หากลงลึกในรายละเอียดมากไปกว่านั้น รศ.ดร.เอกรินทร์ขยายความว่า แถบลุ่มน้ำแดง-ดำ ทางตอนเหนือของเวียดนาม ตอนเหนือของลาว เชื่อมต่อกับตอนใต้ของจีน อันเป็นถิ่นเดิมของผู้ไทนั้น เรียกว่า ‘สิบสองจุไท’ ประกอบด้วยเมืองหลัก 12 เมือง มีกลุ่มคนที่เรียกว่า ‘ผู้ไทดำ’ และ ‘ผู้ไทขาว’ ปัญหาความขัดแย้งและการรุกรานของชนต่างกลุ่ม ส่งผลให้ผู้ไทดำเริ่มอพยพโยกย้ายจากเมืองแถงลงสู่ดินแดนที่ราบทางตอนใต้ จวบจนถึงที่ราบเชียงขวาง

ต่อมา เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินสั่งการให้นำกำลังไปตีเมืองลาว จนได้ผนวกเมืองลาวทั้งหมดเป็นเมืองประเทศราช และกวาดต้อนผู้คนจากเมืองทันต์ และเมืองม่วยกลับมายังประเทศไทย แล้วให้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และลพบุรี ในสมัยเจ้าอนุวงศ์ครองนครเวียงจันทน์นั้น ท้าวก่า ผู้นำชาวผู้ไทดำจากเมืองนาน้อยอ้อยหนู ได้นำพาชาวผู้ไทดำราวหมื่นคนเศษอพยพหนีการรุกรานจากชาวฮ่อมาสู่เมืองวัง
ครั้น พ.ศ.2369 เจ้าอนุวงศ์ก่อกบฏต่อกรุงเทพฯ ยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมาและสระบุรี กวาดต้อนผู้คนไปอยู่ยังเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ยกทัพไปปราบกบฏ ตีหัวเมืองฝ่ายลาวหลายเมืองผู้คนในเมืองเหล่านี้มีหลายกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยกัน ทั้งผู้ไท กะเลิง ฯลฯ และกวาดต้อนผู้คนกลับมายังประเทศไทย 8 กลุ่ม โดยการกวาดต้อนครัวลาวครั้งนี้ได้จัดไปอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน
อัตลักษณ์ที่โดดเด่นปรากฏผ่านภาษา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษาลาว ภาษาอีสาน และภาษาไทดำ อัตลักษณ์ทางภาษายังส่งต่อสืบมาจนปัจจุบัน ลูกหลานชาวผู้ไทส่วนใหญ่ยังพูดกันอยู่ในชีวิตประจำวัน
อีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญคือการแต่งกาย รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการทอผ้า ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน โดยเฉพาะผ้าฝ้ายย้อมครามและผ้าไหมแพรวา ที่นิยมนำมาตัดเย็บเป็นชุดประจำกลุ่มเพื่อรำถวายพระธาตุเรณู หรือในกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของการฟ้อนรำอันอ่อนช้อยในชุดสาวผู้ไทโดดเด่นงดงามอย่างยิ่ง

สำหรับคำเรียกที่บ้างก็ใช้ว่า ‘ผู้ไท’, ‘ภูไท’ หรือกระทั่ง ‘ผู้ไทย’ นั้น รศ.ดร.เอกรินทร์อธิบายว่า ผู้ไท ในที่นี้หมายถึง ‘คนผู้เป็นไท’ ขณะที่ ภูไท หมายถึง ‘ชนเผ่าไทที่อาศัยอยู่บนภู’ โดยระบุด้วยว่า ถึงแม้ชื่อเรียกทั้งสองชื่อนี้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะใช้ชื่อใดเป็นหลัก เนื่องจากในแวดวงวิชาการและในกลุ่มชุมชนชาวผู้ไทเองใช้ทั้ง 2 ชื่อ โดยนักวิชาการท่านนั้นเลือกใช้ ‘ผู้ไท’ ตาม ‘สมาคมผู้ไทโลก’ ซึ่งเป็นแกนหลักในการจัดงานวันผู้ไทโลกอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการสะกดว่า ‘ผู้ไทย’ ส่วนใหญ่เคยปรากฏในเอกสารทางราชการ เนื่องจากผูกโยงกับความเป็นสมาชิกของรัฐชาตินั่นเอง
ว่าแล้วต้องรีวิว แสง สี เสียง การแสดงศิลปวัฒนธรรมตระการตา อาทิ รำผู้ไท ฮอยคึมข่า หมอลำเมืองอุบล โปงลาง ปี่ผู้ไท ‘ลายลำ ผู้ไท’ เดี่ยวพิณ ‘ลายพิณอีสานและลายพิณประยุกต์’ การละเล่นพื้นบ้านในวัฒนธรรมผู้ไท ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนวิถีผู้ไท นิทรรศการมีชีวิต สืบสานวัฒนธรรม วิถีถิ่น วิถีผู้ไทเชื้อ และอีกมากมาย

ทั้งนี้ ชุมชนบ้านป่าข่า ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ภูไทเพียงแห่งเดียวในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตไว้อย่างโดดเด่น ท่ามกลางความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ทั้งการแต่งกาย อาหาร และดนตรี ที่สะท้อนเอกลักษณ์อย่างชัดเจน
ช่วงเย็นย่ำถึงค่ำคืนวาเลนไทน์ ณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย ฐิติวรดา เทพเสนา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุบลราชธานี ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองสิม และชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคึกคัก
เครือข่ายผู้ไทในพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง บ้านโคกก่ง บ้านโคกสาร บ้านบุ่งเขียว และบ้านหินขัน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เช่นเดียวกับโรงเรียนบ้านป่าข่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหว้า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองสิม อีกทั้งผู้ประกอบการในอำเภอเขมราฐและพื้นที่ใกล้เคียง
ภายใต้ความมุ่งหวังต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่จะส่งผลถึงการเติบโตของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

